Showing posts with label เป็นเรื่อง. Show all posts
Showing posts with label เป็นเรื่อง. Show all posts

September 19, 2017

เป็นเรื่อง > รักคงดันไม่ไหว (สร้างจากเรื่องจริง)



**************************************************

ทั้งที่เลยเวลานอนแล้ว ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันยังทำให้ข่มใจหลับไม่ไหว
เรื่องเดิมๆ ปัญหาที่เจอ นำไปสู่ความขัดแย้ง และ ลงท้ายด้วยการเมืองในสำนักงาน
แม้มั่นใจว่าเขาไม่ผิด แต่คลื่นปัญหาที่มากระทบ ก็ทำให้จุดยืนเขากระเพื่อมไปไม่ใช่น้อย
จนอดคิดไม่ได้ ว่ายังจะยืนหยัดมุ่งมั่นในเส้นทางสายลูกจ้างมืออาชีพต่อไปหรือไม่

หน้าต่างที่เปิดไว้ ให้อากาศเย็นในหน้าฝนได้แวะเข้ามาโลมเล้า พร้อมกับลมยะเยือกวูบหนึ่ง
เขาไม่ได้หูฝาด ในความเงียบสงัดของคอนโดชานเมือง เสียงเล็กแหลมแหบแห้งลอยมา ถึงห้องเลขที่ 666 นี้

"จะยอมแพ้แล้วเหรอ เหอะๆๆ ไหนว่า เหนื่อยแค่ไหนจะไปให้ได้ไง ฮา ฮ่า ฮ่า"

ไม่ทันที่ความสงสัยว่าเสียงของใครจะวิ่งไปถึงริมฝีปาก เสียงลึกลับกล่าวต่อ

"ไม่ต้องคิดจะหา แกมองไม่เห็นข้าหรอก หึ หึ รู้แค่ว่า ข้าเป็นคนที่ผ่านมาก็แล้วกัน ไอ้หนูเอ๊ย"

"แล้วลุงจะมายุ่งอะไรกับชั้นล่ะ" เขานั่งตัวสั่น พูดกับอากาศธาตุว่างเปล่าข้างหน้า เหมือนมีใครมานั่งคุยด้วย

"ถ้าไม่ไหว ไม่อยากไปต่อ แล้วเอ็งจะมีอะไรที่ทำได้ดีกว่านี้เรอะ"

นั่นสิ นอกเหนือจากงานที่เขาได้ลำบากลำบั่น เรียนจนได้ใบปริญญาตามที่พ่อแม่ต้องการแล้ว เขาจะทำอะไรได้อีกละ ลมเย็นๆ พัดพริ้วๆ ให้ภาพในอดีตปลิววนในความคิด ภาพเขาในครัวกับแม่ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน

"ทำขนมไง ใช่ๆ ผมเคยบอกแม่ว่า ผมมีความสุขมากเวลาที่ได้อยู่ในครัว ทำขนมอร่อยๆ ให้พ่อกับแม่กิน" ความกลัวค่อยๆ จางลงเมื่อนึกถึงเรื่องในครั้งนั้น จากความอร่อยของขนมที่แม่ทำให้ทาน จนกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น พัฒนาไปถึงการขลุกในครัว นั่งเฝ้าอบขนมได้เป็นวันๆ เพื่อรอยยิ้มของพ่อแม่พี่น้องที่รอทานขนมต่างๆ ที่เขาทำขึ้นมา

"แกแน่ใจเหรอออ ว่าแค่นี้มันพอสำหรับที่จะเอาไปทำมาหากินได้แล้วน่ะ 555 ขำว่ะ ขอหัวเราะเป็นเลขห้าหน่อยนะ"

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะลุง ก็แค่ทำขนมที่เราชอบ ทำในสิ่งที่เรารัก ตามสูตรที่มี ทำให้คนที่เขาชอบเหมือนเรา กำไรไม่ต้องมาก แค่นี้ชั้นก็อยู่กับงานที่ชั้นมีความสุขได้ จะอะไรกันมากมาย" เขาพูดด้วยความมั่นใจ ถึงหนทางอันสดใสข้างหน้าที่เริ่มโชนแสง

"ตลกว่ะ แค่ทำขนมตามสูตรในเน็ตไม่กี่อย่างให้คนในบ้านกิน แล้วจะมีหน้ามาบอกว่า ทำอร่อยได้ยังไง คนพวกนี้เขาก็เออออ เพราะเอ็งเป็นลูกหลานเขาไง ถ้าแน่จริง ทำไมไม่ลองทำให้คนที่ไม่รู้จัก คนที่ไม่รักเอ็งได้ลองกินล่ะ ให้เขายอมรับแบบที่ต้องยอมจ่ายถวายเงินเพื่อให้ได้กินเลยสิ"

"แล้วไอ้ที่นั่งทำขนมไม่กี่ชิ้น ทำไปด้วยความรัก ใช้เวลาเป็นวันๆ นี่ก็ไร้สาระ ถ้าจะทำเพื่อหาเลี้ยงชีวิต ก็ต้องทำให้ได้ทีละสิบ ทีละร้อยชิ้นสิวะ ให้ได้เงินพอที่จะอยู่ต่อไปได้"

แค่สองประโยค ทำเอาความง่วงต้องลาไปนอนทันที ไอ้ผีตาแก่นี้พูดได้เจ็บ แต่มันก็ตรงใจ

"ไอ้หนู เอ็งพิสูจน์ง่ายๆ ก็ได้ เอาสูตรขนมที่มั่นใจแค่ 2 อย่าง ทำมาสักสองสามร้อยชิ้นนะ ขายแบบไม่ต้องหวังกำไร แล้วลองดูว่า คนที่เขาซื้อไปเขาจะว่ายังไงบ้าง ถ้าของมันอร่อยจริง เขาก็จะกลับมาพร้อมกับยอมจ่ายในราคาที่มันควรจะเป็น แต่ถ้าไม่ใช่ 555 ก็ไม่รู้สินะ"

ถึงแม้จะเดาสีหน้าออก หรือ เกลียดเสียงหัวเราะนี้แค่ไหน แต่สาระที่พูดมาเขาก็เห็นด้วยหลายส่วน

"หลังจากนี้ เอ็งก็จะรู้ตัวแล้วว่า ทางนี้มันใช่หรือเปล่า หรือว่า เราต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมอีก หรือที่แย่ที่สุด ที่ข้าไม่อยากพูดแต่จำเป็นต้องเหลา คือ มันไม่ใช่แล้วเอ็งหลงเข้าใจผิดมาตลอดเพราะไอ้คนรอบข้างที่มันไม่อยากพูดความจริงไง"


ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนปีศาจตนนี้กำลังยืนให้โอวาทอยู่ตรงหน้า เขาสงบนิ่ง คิดตาม

"เอ็งต้องพิสูจน์ พิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง พิสูจน์ฝีมือในการทำขนมและการจัดการ พิสูจน์ให้คนรอบข้างรู้ว่า แค่ความรักมันดันชีวิตเราได้ไม่พอ มันต้องทุ่มเท ต้องยอมลำบาก เพื่อให้อยู่รอด ให้พวกเขาได้เห็นว่า แกยังมีขนมที่ทุกคนต้องยอมรับ ไม่ว่าจะรักหรือไม่รักเอ็งก็ตาม หึ หึ เป็นไง จบได้ดีไหม ฮ่า ฮ่า ฮ่า เขินตัวเองว่ะ"

ไอ้ผีชรานี่มันต้องบ้าแน่ๆ แต่มันบ้าจริงเหรอ หลักการถึงได้เยอะเยี่ยงนี้

"เอาล่ะ ข้าต้องไปละ ไม่ต้องตะลึง ไม่ต้องน้ำตา ไม่ต้องมาม่า สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะบอกเอ็งนะ อย่ามัวแต่ฟังแล้วฝันหวาน ลุกขึ้นไปทำมันซะ ทำก่อน ล้มก่อน ไปถึงก่อน แล้วเอ็งก็จะสบายก่อน"

เขาหันซ้าย หันขวา เพื่อจะมองหาตัวตนของวิญญาณเร่ร่อนรายนี้ เพื่อขอบคุณจากใจจริง แต่เสียงที่เริ่มจะคุ้นเคยก็ค่อยๆ ลอยห่างออกไป ออกไป พร้อมกับลมเย็นๆ ที่พัดมาอีกครั้ง

"... 555 แต่ตอนนี้ ข้าก็ต้องลาก่อนนนนนนแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอให้โชคดี ไอ้หนู"

June 27, 2013

เป็นเรื่อง > แกะขาว / แกะดำ (Black or White)

(กลอน 6 คะเมน)

  • หมู่บ้านนี้มีแต่แกะ มองไปไหนก็เจอแกะ
  • เพราะเป็นหมู่บ้านของแกะ ใครไปมาก็ชมแกะ
  • แกะเยอะแกะแยะหลายแกะ แกะขาวแกะดำก็แกะ 


  • แกะน้อยสองตัวเป็นเพื่อน สำลีสีนิลสองแกะ
  • สำลีอดีตพ่อรวย จนได้ก็เพราะเล่นหวย
  • สีนิลพ่อแม่ขยัน ทำงานทั้งวันไม่บ่น


  • สำลีโตมาไม่มี สีนิลมีกินเหลือเฟือ
  • สำลีอดทนคำเยาะ สีนิลเสนาะคำยอ
  • อนาคตกำหนดเอง ไม่กลัวไม่เกรงอะไร


  • ทำงานสำลีทำงาน อยู่บ้านสีนิลอยู่บ้าน
  • ตากแดดสำลีตากแดด นอนแอร์สีนิลนอนแอร์
  • อนาคตกำหนดเอง บรรเลงจังหวะของตน


  • ตากแดดสำลีตากแดด สั่งงานแกะขาวกลางแดด
  • นอนแอร์สีนิลนอนแอร์ ลอกผิวผลัดขนจนขาว
  • สำลีตัวดำร่ำรวย สีนิลผิวสวยเคยรวย


  • เวลาผ่านเวียนหมุนเปลี่ยน ขาวกลับดำคล้ำกลับขาว
  • สีนิลออกบ้านหน้าเชิด ตะลึงพรึงเพริดทุกแกะ
  • ทั้งเมืองล้วนแต่แกะดำ ทำไมเจ้าขาวผิดแกะ
***********************************************
เรื่องราวของแกะขาว / แกะดำ ต้อนรับการกลับมาของ THE "MEngMORY" หลังจากหายไป 1 ครรภ์คน จะว่านี่คือ "สำลีกับสีนิล ภาค 2" ก็ว่าได้ อยากจะลองมองมุมเหม่ง ที่แกะขาวทำงานจนกลายเป็นแกะดำ และ แกะดำอยู่สบายจนกลายเป็นแกะขาว หักมุมสุดท้ายที่มันกลายเป็นแกะขาวตัวสุดท้ายในโลก ซึ่งทั้งแกะขาวก็ไม่แปลก แกะดำก็ไม่ผิด อยู่ที่การเลือกทางเดินชีวิตกับความสุขของใครของมัน

กลอน 6 คะเมน ก็ไม่มีนะครับ หนูๆ ทั้งหลายอย่าเอาไปอ้างอิงกับคุณครูภาษาไทยที่ไหนน้อ

ขอบคุณที่ยังติดตาม และคิดถึงกัน

THE "MEngMORY"

August 2, 2012

เป็นเรื่อง > ระยะห่าง ระหว่างใจ (Between Us)


เย็นวันหนึ่งของต้นฤดูฝน ณ ร้านกาแฟชื่อฝรั่งสัญชาติไทย กลางใจเมือง บาริสต้าวัยกลาง 30 มองไปรอบๆ ร้าน ปลายเดือนอย่างนี้ กลับมีลูกค้าเพียง 2-3 โต๊ะเท่านั้น โต๊ะอื่นๆ ก็เป็นไปตามปกติ เพียงโต๊ะคู่รักมุมร้านที่ดูเหมือนเวลารอบๆ ตัวทั้ง 2 จะหยุดมาชั่วขณะแล้ว

************************************************************

"กลับมากรุงเทพฯ คราวนี้ ไม่คิดจะเจอกันเลยเหรอ" หญิงสาวถามขึ้นมาเสียงตัดพ้อ
"เปล่า ก็ยังยุ่งๆ อยู่น่ะ เที่ยวนี้งานเยอะ" ชายหนุ่มตอบพลางหลบสายตา หยิบกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง

"แม้แต่โทร ก็ไม่มี ดุล คิดว่าตอนนี้ระหว่างเรามันเป็นยังไง" 
"ก็บอกแล้วไง ว่าผมยังยุ่งๆ อยู่ ตั้งแต่ย้ายงานมา ก็มีปัญหาตลอด ผมเองก็ต้องการเวลา "ส่วนตัว" ของผมบ้างสิ"

เงียบกันไปชั่วขณะ แววตาของหญิงสาวที่จ้องมองชายหนุ่ม เหมือนไม่คล้ายคนที่เคยรักกันมา ผู้ชายคนนี้นะเหรอ ที่เธอเคยคิดที่จะสร้างอนาคตไว้ด้วยกัน คนที่เคยคุยกันได้อย่างไม่รู้เบื่อทั้งวันทั้งคืน แต่ตอนนี้คนที่นั่งต่อหน้าเธอ เหมือนใครที่เธอไม่เคยรู้จักเขาเลย

เงียบกันไปชั่วขณะ แววตาของชายหนุ่มที่เหลือบมองหญิงสาว หญิงสาวที่เขาคิดว่ารู้จักดีที่สุด ผู้หญิงคนนี้นะเหรอ ที่เขาจะไว้ใจ เป็นคู่คิด เป็นที่ปรึกษาในยามที่เขาต้องมุ่งมั่นบากบั่นไปข้างหน้า หลายเดือนที่ผ่านมามันทำให้เขาไม่แน่ใจ ว่าที่เห็นมานั้น เป็นสิ่งที่เธอเป็น หรือ แค่การแสดงฉากนึง

"ดุลบอกแอนมาตรงๆ เลยได้ไหม ว่า ดุลจะเอายังไง" เธอพยายามที่จะเลี่ยงไม่พูดถึงคำๆ นั้น

เขาถอนหายใจ เหมือนจะพยายามไตร่ตรองทุกคำพูดอย่างดีที่สุด "อืม ผมคิดว่าเราน่าจะห่างกันสักพัก เพื่อต่างคนต่างจะได้ทบทวนอนาคตของเรากันอีกที"

เหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ปลิวมาโดนจุดระเบิดของอารมณ์ หญิงสาวถึงกับขึ้นเสียงสูง "ทบทวน ทบทวนอะไรอีกล่่ะ ดุล นี่เราคบกันมาจะ 5 ปีแล้วนะ แอนยังไม่รู้เลยว่า ดุลวางแผนในอนาคตไว้ยังไง เราจะแต่งงานกันเมื่อไร แล้วเรื่องบ้านล่ะ ดุลจะคบกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เหรอ เห็นแก่ตัวมากเลยนะ" 

เช่นเดียวกับหญิงสาว เมื่อความพยายามที่จะรอมชอมไม่เป็นผลสำเร็จ ความรู้สึกที่แท้จริงจึงได้พุ่งสวนออกมาเช่นกัน "เห็นแก่ตัวอะไรเล่า แล้วสิ่งที่คุณทำหลายๆ เดือนที่ผ่านมาเนี่ย คุณคิดว่าผมไม่รู้เรื่องเหรอ ที่ทุกวันนี้ผมต้องลำบากกว่าเมื่อก่อน ก็เพราะเรื่องงานของคุณ กับไอ้แก่หัวงูนั่นแหละ"

หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งกับคำพูดของฝ่ายชาย อ๋อ นี่เองเหรอ สาเหตุที่เขาเปลี่ยนไป ทำไมเขาถึงคิดไปได้ขนาดนั้นนะ รู้มั้ย ชั้นยอมลำบากย้ายงานมาที่นี่ก็เพื่อจะเข้าใจเขา เก็บเงินสร้างอนาคตด้วยกัน แต่ก็คุยกันเคลียร์แล้วนี่ ว่าถึงบริษัทจะเป็นคู่แข่ง แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องระหว่างเรา ทำไมดุลไม่พยายามเข้าใจสิ่งที่เราทำเลยนะ

ชายหนุ่มได้แต่นิ่ง หลังจากที่ได้พูดออกไปแล้ว อืม ดันพูดไปจนได้ ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว ตอนแรกก็บอกว่าเรื่องงานจะไม่มีผล ไม่คุยกัน แล้วไอ้ยอดขายที่ถล่มทลายเนี่ย ไม่ใช่เพราะว่าข้อมูล หรือคำแนะนำจากเราเหรอ แถมไอ้แก่หัวหน้าเธอดันเป็นคู่แค้นเก่าเราอีก เข้าข้างกันชัดๆ แล้วที่ผ่านมาเราก็ทุ่มเทให้เธอตลอดเลยเนี่ยนะ

"ฮึ ก็แค่อิจฉาใช่ไหม แล้วนี่ดุลคิดอะไรไปถึงไหนแล้วนี่ ทุเรศมากเลยนะ"
"ไม่ใช่อิจฉาหรอก แค่ผิดหวังกับคนที่เคยไว้ใจที่สุดน่ะ ไม่คิดว่าผลประโยชน์แค่นี้ จะหักหลังกันได้ มิน่าเล่า แอนถึงพยายามจะวิ่งออกจากชีวิตผม เพราะเงินจากไอ้แก่หัวหน้าเธอนั่นเอง"

"คิดว่าแอนวิ่งหนีดุลเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ จำไว้นะ ชั้นไม่ได้วิ่งหนีจากชีวิตคุณ แต่ตัวคุณเองต่างหากที่วิ่งถอยหลังไปจากความรักของเรา ที่ผ่านมามีแต่ชั้่นที่ทุ่มเทให้คุณตลอด แต่คุณล่ะ"

น่าแปลกที่ สายตาของหญิงสาวที่มองฝ่ายตรงข้าม ไม่เหลือเค้าของความรักที่เคยดูดดื่ม เหมือนอีเมล์ หรือ SMS ที่เคยส่งถึงกัน เธอคิดว่า ถ้าที่เขาพูดมาคือเรื่องจริง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องเกรงใจอะไรกันอีก แกทำงานห่วยเอง แถมยังมาโทษคนอื่น ที่ผ่านมาถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียชั้น แกจะมาได้ถึงขั้นนี้เหรอ

น่าแปลกที่ สายตาของชายหนุ่มที่มองกลับไปที่หญิงสาวมีแต่ความว่างเปล่า ใช่แล้ว เธอไม่ปฏิเสธเรื่องที่ร่วมมือกับหัวหน้าเธอเพื่อแว้งกัดเรา แถมยังพูดยกตัวเองให้ดูดีมีหลักการอีกเช่นเคย

"งั้น คุณก็คิดง่ายๆ ละกัน เหตุผลที่คนเราวิ่งหนีฝ่ายตรงข้ามเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะว่า "ความเกลียด" หรือ "ความกลัว" ซึ่งเรื่องระหว่างเรานั้น ผมไม่จำเป็นต้องกลัวคุณอยู่แล้ว แต่คุณไปคิดเองละกัน ว่าที่ผ่านมาทำอะไรเลวๆ ลงไปบ้าง"

"ก็ได้ ชั้นจะจำไว้ ว่าสิ่งที่คุณทำมันเพราะ "ความเกลียด" บนความอิจฉา ใจแคบ ของคุณที่รับมันไม่ได้ แล้วชั้นก็ไม่เคยคิดนะ ว่าทำอะไรเลวๆ ลงไป มันก็แค่งานเท่านั้น"

************************************************************
สิ่งที่บาริสต้่า เจ้าของร้านเห็น คือภาพของผู้ชายที่นั่งหน้าเครียด ต่อหน้าหญิงสาวที่นั่งน้ำตาคลอ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีใครพูดอะไร หลายปีที่ผ่านมาชายหญิงคู่นี้เป็นลูกค้าประจำที่ร้าน ทั้ง 2 มักจะมานั่งคุยกันเรื่องงาน ให้คำแนะนำ กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้ง 2 เคยถามเขาเล่นๆ ว่า จะขอมาถ่ายรูปคู่แต่งงานในบรรยากาศคลาสสิคๆ ของร้านเขาได้หรือไม่

แต่ตอนนี้ บรรยากาศชวนหดหู่ยิ่งกว่าข้างนอกร้าน ที่ฝนเริ่มซาเม็ดแล้ว เขาเอื้อมมือไปเปิดดีวีดี เผื่อว่าบรรยากาศโดยรวมมันจะดีขึ้นบ้าง

ภาพบนจอเป็นการ์ตูนคลาสสิคเรื่ิอง ทอม แอนด์ เจอร์รี่ ที่เจ้าแมวทอม พยายามวิ่งไล่ เจ้าหนูเจอร์รี่ อย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ไ้ด้แผนที่กรุสมบัติที่ซ่อนคลังอาหารอีกส่วนหนึ่งไว้ ซึ่งเป็นไปตามขนบของการ์ตูนแนวนี้ ที่ต่างก็วิ่งกันป่าราบไปข้าง

เด็กเสริฟกาแฟชาวพม่า ถือโอกาสลูกค้าไม่ค่อยมี มานั่งผสมโรงดูการ์ตูนด้วยนั้น หัวเราะเสียงดังกับภาพที่เห็น "ทำไมมันโง่ อย่างนี้น่ะ คนนึงวิ่งไล่ อีกคนวิ่งหนี ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย แล้วเมื่อไรมันจะได้เจอสมบัติกันซะทีเนี่ย ถ้ามันฉลาดๆ หน่อยนะ มันหันหน้ามาคุยกันตรงๆ ร่วมมือกัน เอาแผนที่มารวมกัน แค่นี้มันก็สบายแล้ว"

"แม่นนะมึง" บาริสต้า หัวเราะหึๆ กับความคิดของเด็กเสริฟ ซึ่งอีกไม่กี่นาทีถัดไป ทอม กับ เจอร์รี่ ก็จะหันหน้ามาร่วมมือกันอย่างที่เขาว่าจริงๆ คงมีแต่ในการ์ตูนเท่านั้น ที่แมวจะรักและร่วมมือกับหนูได้

แต่เขาก็ยังหวังว่า ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ได้ยินที่เด็กเสริฟพูด เขาอยากให้คนอื่นๆ ในร้านด้วยเช่นกัน



June 10, 2012

เป็นเรื่อง > อกหัก รักคุด (Broken Heart)

บรรยากาศข้างนอกขมุกขมัว เมฆทะมึนสีดำที่ตั้งเค้ามาระยะหนึ่ง เริ่มบิดตัวกลายเป็นน้ำตาฟ้าหยดลงมาเป็นสาย 

"โชคดีนะ ที่เข้ามาหลบในนี้ก่อน" เขานึกในใจที่ตัดสินใจหลบรถติดในบ่ายวันศุกร์ มาที่ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่แห่งนี้ แต่สายฝนที่พรั่งพรู กลับทำให้เขายิ่งห่อเหี่ยวใจ

นึกถึงเรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อน ระหว่างเขากับเธอ ถึงจะไม่แปลกใจนัก แต่บทสรุปของคำตอบเธอก็ทำให้เขาใจเสียไม่ใช่น้อย

"เราเลิกกันเถอะ"

"เอ่อ..แล้วงานแต่งของเราล่ะ"

"ก็ยกเลิกไปสิ การ์ดก็ยังไม่ได้แจกนี่ ตอนนี้แค่บอกเพื่อนๆ กับที่บ้านก็แค่นั้น แต่ถ้าพี่จะเสียดายเงิน เดี๋ยวชั้นออกเองก็ได้"

"มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินนะ เพราะพี่เองก็พยายามหามาให้พอค่าจัดงานอยู่แล้วนี่"


"ก็พี่เป็นซะอย่างนี้ มัวแต่ทำแต่งาน ไม่เคยสนใจชั้นเลย เอาแต่พล่ามว่าต้องเก็บเงิน ต้องติดต่อลูกค้า สารพัดจะอ้างล่ะ แล้วแค่ชั้นออกไปเทียวกับเพื่อนๆ แค่เนี๊ย ต้องกลับมาฟ้องพ่อด้วย"

"เรื่องนั้นพี่ขอโทษแล้วไง ก็โทรหาเราไม่ติด แล้วมันก็ดึกมากแล้วด้วย พี่ไม่รู้จะติดต่อใคร"


"ไม่ต้องพูดต่อละ ชั้นต้องไปแล้ว มีธุระ นัดเพื่อนไว้"

***************************

ฝนที่ตกยังเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นม่านสีเทาทึบ คงต้องนั่งที่นี่อีกสักพัก มองไปรอบๆ มีแขกเข้ามานั่งไม่กี่โต๊ะ เขารู้สึกว่ามีใครสักคนมองอยู่ หันไปเห็นเป็นผู้ชายคนนึง นั่งห่างไป 2 โต๊ะ ถ้าดูจากจำนวนขวดเบียร์เกือบครึ่งโหล และ กับแกล้ม 2-3 จาน ก็คงจะเริ่มกรึ่มได้ที่ แต่ก็ขัดตากับหน้าตา เสื้อผ้าที่ใส่ เขาเดาอายุไม่ออกด้วยทรงผมที่ไว้ยาวตามสมัยวัยรุ่นเกาหลี แต่หนวดเครายาวครึ้ม ภายใต้ชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าแตะเก่าๆ พระเจ้าช่วย น่าจะ "ดาวเทียม" ด้วยนะเนี่ย

"เฮ้ย ตี๋ กินเบียร์ด้วยกันไหม" เสียงอ้อแอ้ แต่คิดว่ายังคุมสติอยู่

"พี่ เรียกผมเหรอ" หันไปมองรอบๆ มีเราโต๊ะเดียวนี่หว่า เอาว่ะ หาเพื่อนกินเบียร์ฆ่าเวลา รอรถหายติดก็ดี มันคงไม่ทำมิดีมิร้ายกับเราหรอกนะ

***************************

เมื่อเบียร์ขวดที่ 2 ผ่านไป ทั้ง 2 เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น ไม่มีการถามชื่อแซ่ เรียกกันอย่างนับถือแค่ "พี่ กับ น้อง" เท่านั้น พี่มาที่ร้านตั้งแต่บ่ายเพื่อฉลองที่ถูกหวย กินเบียร์รอเพื่อนๆ ที่จะมาตอนเย็น

"เฮ้ย กินเหล้ากินเบียร์ มันก็ต้องสนุกสนานสิวะ เป็นอะไรวะเนี่ย ทำหน้าเซ็งๆ เดี๋ยวเบียร์ไม่อร่อยนะโว้ย"

"กลุ้มใจดิพี่ เพิ่งเลิกกับแฟน จะแต่งงานเดือนหน้าแท้ๆ แล้วเนี่ย" เขาเริ่มที่อยากจะระบายให้ใครสักคนฟังบ้าง เอาเป็นคนที่ไม่รู้จักเนี่ยละว่ะ


พี่จ้องหน้าเขาเขม็ง "เหรอ แล้วร้องไห้หรือเปล่า มิวสิคในทีวีต้องไปร้องไห้กลางสายฝนนะ เอาไหม ฝนกำลังตกเลย เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน"

"โห พี่ ขำตายเลยนะเนี่ย คบมาตั้งนาน ร้องไห้เสียใจนะก็ต้องมีบ้างแหละ แต่ไม่ตากฝนน่ะ เดี๋ยวเป็นหวัดไม่มีใครเช็ดตัวอ่ะ" ปล่อยมุขสวนไป แต่รู้สึกไม่ค่อยขำเท่าไร


"เสียใจเหรอ เสียใจเรื่องอะไรวะ"

"อ้าวพี่ เลิกกันก็ต้องเสียใจสิ เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก ผู้ใหญ่สองฝ่ายก็รับรู้ เพื่อนฝูงอีก..." และหลายๆ อย่างก็พรั่งพรูไหลบ่าออกมา เหมือนกระสอบทรายที่ทานแรงน้ำไม่ไหว เขาเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของเธอ จากที่เคยตามใจ เห็นคล้อยกับความคิด การกระทำของเขา ก็เริ่มเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเวลา และที่อึดอัดที่สุดคือ การที่พยายามจะเปลี่ยน "ตัวตน" ของเขาให้เป็นอย่างที่เธออยากให้เป็น ทั้งๆ ที่เขาพยายามจะเข้าใจถึงความต้องการของเธอ และหาจุดที่ "ลงตัว" ระหว่างทั้ง 2 คน

"แล้วคบกันมา ดูไม่ออกเหรอว่าเค้าเป็นคนยังไง เอ พี่ว่าน้องก็ดูๆ ไม่น่าโง่นี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หัวเราะเสียงดังจนเด็กเสิร์ฟหันมามอง

เฮ้อ ไม่อยากจะเตะคนเมานะเนี่ย "โธ่ พี่ ตอนนั้น ก็คิดๆ ว่าเค้าน่าจะเปลี่ยนได้ แต่จะว่าไป ก็เหมือนผมหลอกตัวเองนะ มัวแต่คิดถึงเรื่องดีๆ ความดีที่เขาเคยทำให้เราสิ พี่เองก็ดูฉลาดดีนะ ไม่น่าถามเลย ถ้าเป็นพี่เองก็คงเสียใจเหมือนผมนั่นแหละ" 

"ไม่ว่ะ เสียใจทำไมวะ" เขาถึงกับอึ้งในคำตอบ และอ้าปากค้างกับประโยคถัดมา

"อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง คิดดูสิ ถ้าเกิดแต่งงานไปแล้ว มีลูกมีเต้ากัน แล้วธาตุแท้มันออกมาตอนนั้น จะยิ่งยุ่งกว่านี้อีก ลามปามไปถึงญาติๆ ด้วย คิดอีกที เลิกกันแล้ว หลังจากนี้ น้องก็มีเวลาทำงานมากขึ้น มีเวลาดูแลพ่อแม่อยู่กับญาติๆ มากขึ้น ไม่ดีเหรอ ถ้าเป็นพี่ เลิกกับคนแบบนี้ได้ก็ต้องมาฉลองกันหน่อยแล้ว ฮ่า ฮ่า"

"โห พี่คิดได้ไงเนี่ย อืม จะว่าไปก็ใช่นะ เพราะตอนคบกัน ผมต้องให้เวลาเขามาก บางทีก็ลืมพ่อ เมินแม่ไปเหมือนกัน อืม ขอบคุณพี่มากนะครับที่ให้มุมมองใหม่ๆ ด้วย"


"เอิ๊ก ไม่ใช่แค่นี้หรอก น้องลองไปคิดต่อนะ ว่านิสัยการคิด การตัดสินใจของเรายังเป็นอย่างนี้ มันส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ในชีวิตเราด้วยหรือเปล่า การที่เอาอารมณ์มาเหนือเหตุผล โลเลไม่ตัดสินใจ คิดเข้าข้างตัวเอง ถ้าแก้ได้ก็นับว่ากำไรสองต่อเลย เผลอๆ พี่ว่าเราต้องกลับไปขอบคุณแม่ยอดยาหยีเราด้วยซ้ำไปนะ"

"แหม พี่ครับชมหน่อย เอาใหญ่เลยนะเนี่ย แต่ก็ขอบคุณนะ..ค.." ยังไม่ทันจบประโยค ก็มีชายในชุดเครื่องแบบสีขาว 2 คนเดินเข้ามาหน้าตาเคร่งเครียด "พี่" หันไปมองทำหน้ายิ้มๆ ตาเยิ้ม

"อ้าว อ้าว มากันแล้วเหรอ มะ มารู้จักน้องผมหน่อย เอ้า นั่งๆ" อืม สงสัยเป็นเพื่อนพี่เขานั่นเอง

"เฮ้ย ไม่ต้องพูดมากเลย หาตั้งนาน พามาตรวจนอกสถานที่ทีไร ต้องหนีมาทุกที ไป๊ กลับไปที่โรงพยาบาลได้แล้ว" ทั้งสองเข้ามาหิ้วปีกลาก "พี่" ที่นั่งหัวเราะเสียงดัง เอิ๊กอ๊าก ออกไป พร้อมกับสายตางงๆ ของเขาและคนในร้าน

เด็กเสิร์ฟแอบหัวเราะคิก กระซิบเบาจนเขาได้ยิน "คนบ้าว่ะ"

***************************
 เขาเดินออกมาข้างนอก สายตาขบขันของบางคนในร้านยังมองลอดมาบ้าง เขาคงไม่กล้ามาที่นี่อีกนาน แหม ก็โดนคนบ้าหลอกกินฟรี แถมคุยกันเป็นวรรคเป็นเวร แม้ว่าคนรอบข้างจะมอง "พี่" เขาเป็นคนบ้าคนนึง แต่สำหรับเขาแล้ว บางทีคนดีๆ อย่างเขาต่างหาก ที่ "บ้า" มากกว่าพี่เขานัก

เงยหน้ามองท้องฟ้า ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส เงาพระจันทร์เดินตามไล่พระอาทิตย์ที่กำลังจะเลิกงาน เขายิ้มให้กับตัวเอง ว่าจะกลับบ้านไปกราบพ่อ กราบแม่ อีกครั้ง




September 17, 2011

เป็นเรื่อง > นิทานหมาป่า (Eating Wolf) [PG 13+]


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว เมื่อหนูน้อยหมวกแดงได้เติบโตขึ้น เธอได้แต่งงานกับพระราชาอย่างมีความสุข และปกครองบ้านเมืองสืบต่อมา...
*************
กาลครั้งโน้น เมื่อไล่หมาป่าที่จะมาปองร้ายไปแล้ว ลูกหมูทั้ง 3 ตัว ก็อาศัยอยู่ในบ้านอิฐสีแดงหลังใหญ่ อย่างมีความสุขต่อไป...
*************
กาลครั้งนั้น หลังจากที่ฝูงหมาป่าได้บุกเข้ามากินแกะในหมู่บ้านไปแล้ว ก็ไม่มีใครได้ยินข่าวคราวครอบครัวของเด็กเลี้ยงแกะอีกเลย
*************

จนกระทั่ง กาลครั้งนี้...

เมื่อราชินีหมวกแดงได้เสด็จมายังท้องพระโรง เพื่อว่าราชการตามปกติ ก็พบกับกลุ่มเสนาอำมาตย์กลุ่มใหญ่กำลังถกเถียงกันอยางเคร่งเครียด

"ขอเดชะ ขณะนี้เหตุการณ์ประท้วงของประชาชนเริ่มจะลุกลามไปแล้วพะยะค่ะ เนื่องจากฝูงหมาป่าได้บุกเข้าแย่งชิงฝูงวัว ฝูงแกะ และทำร้ายชาวเมือง ทำให้ทุกคนหวาดกลัว ไม่สามารถทำมาหากินได้ตามปกติแล้ว"

ราชินีหมวกแดง ถอนหายใจอย่างเคร่งเครียด

"ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว อีกไม่นาน คงบานปลายไปทั้งเมืองสินะ แล้วพวกทหารล่ะ"

"เอ่อ.. มีข่าวลือว่าฝูงหมาป่านั้น เป็นพวกปีศาจมนุษย์หมาป่า และทหารที่ส่งออกไปก็ตายหมด ที่เหลือก็เสียขวัญกันใหญ่แล้วพะยะค่ะ"

"ฮึ ใช้ไม่ได้สักคน พวกเจ้าจงประกาศออกไป ให้นายพราน หรือใครก็ได้ที่สามารถรับมือฝูงหมาป่านี้ได้ มาเข้าเฝ้าโดยด่วน ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม"
*************
วันนี้ที่บ้านอิฐสีแดงหลังใหญ่ มีเสียงเฮฮาดังออกมา หลังจากที่เงียบหายไปนานในช่วงที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตเช่นนี้

"อู๊ดๆ ตามสบายเลยท่านผู้เฒ่าแกะ พวกข้าดีใจที่ท่านให้เกียรติแวะมาเยี่ยมเยือนเรา 3 พี่น้องจริงๆ อู๊ดๆ" เจ้าหมูใหญ่ พี่คนโตยิ้มแย้มต้อนรับ

"แบร์ แบร์ เอ่อ ที่ข้ามาหาท่านวันนี้ เพราะได้ยินจากชาวเมืองว่าท่านทั้ง 3 นั้น เป็นผู้กว้างขวางและรู้จักใครต่อใครมากมาย คงจะเป็นที่พึ่งให้ข้าได้"

"ท่านว่ามาเลย" เจ้าหมูรองแตะไหล่เพื่อให้กำลังใจ

"อย่างที่ท่านรู้ ตอนนี้ฝูงหมาป่าออกอาละวาด อย่างไม่เกรงกลัวใครเลย พวกชาวบ้านหรือแม้กระทั่งทหารก็หวาดกลัวกันหมด ปกป้องพวกแกะอย่างข้าไม่ได้ จนทุกวันนี้ประชากรแกะก็หายไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนข้าเองนั้น ก็เสียลูกชายให้กับหมาป่าใจพาลที่ริมแม่น้ำเมื่อหลายปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นฝีมือพวกมัน แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรมันได้เลย ข้าจึงเป็นตัวแทนพวกแกะ มาขอให้ท่านช่วยจัดการพวกหมาป่าให้ที" ผู้เฒ่าแกะก้มลงหมอบเพื่อขอร้องเจ้าหมูทั้ง 3 ตัว

"พวกข้าไม่เหลืออะไรแล้ว แต่อย่างน้อยขนของพวกข้าคงมีราคาดี สำหรับหน้าหนาวนี้ที่จะมาถึงอย่างแน่นอน"
*************
หลังจากที่ผู้เฒ่าแกะกลับไปแล้ว เจ้าหมูทั้ง 3 ตัว ปิดบ้านหารือกันอย่างลับเฉพาะ

"พวกพี่ว่าไง กับข้อเสนอของเจ้าแกะเฒ่านั่น ในภาวะเช่นนี้ ข้าว่ามันน่าสนใจนะ" เจ้าหมูเล็กส่งเสียงสนับสนุน

"มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะสิ พวกเจ้าก็รู้ ว่าเรารอดชีวิตมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะเรื่องที่เราจัดการเจ้าหมาป่าในคราวโน้นได้โดย
บังเอิญ ไม่อย่างงั้นแล้ว พวกเราคงโดนจับเชือดไปตั้งนานแล้วล่ะ" หมูรองเตือนสติ

"แล้วช่วงนี้ เหยื่อโง่ๆ ที่พอจะหลอกได้ก็ไม่ค่อยมี ไปไหน ไปไหน ใครๆ ก็ไม่มีเงินแล้ว ถ้าพวกพี่ๆ ไม่เอาข้าจะจัดการเองน่ะ" เจ้าหมูเล็กใจร้อนตัดบท

"ใจเย็นๆ เจ้ารอง เจ้าเล็ก ข้ามีความคิดที่ดีกว่านั้น" หมูใหญ่เจ้าของบ้านอิฐ ยิ้มกริ่มเอามือลูบท้อง ในแบบที่น้องทั้ง 2 ไม่ได้เห็นมานานแล้ว
*************
หลังพระกระยาหารเช้า ราชินีหมวกแดงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะมหาดเล็กรายงานว่า ได้เจอนายพรานมือฉมังลูกของอดีตพรานป่า ที่เคยช่วยชีวิตนางไว้เมื่อสมัยยังเด็ก มาเข้าเฝ้าตามพระบัญชาแล้ว

"ข้าดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เจ้ามาช่วยข้าในการปราบพวกหมาป่าในครั้งนี้ ว่าแต่ว่าที่ผ่านมาเจ้าไปทำอะไรมา"

"ขอเดชะ หลังจากที่พ่อบุญธรรมตาย ข้าก็ออกเดินทางไปล่าหมาป่าที่เมืองอื่นๆ จนกระทั่ง ทราบข่าวนี้พระเจ้าค่า"

"แล้วเจ้าหมูโสโครกนี่หล่ะ เจ้าเป็นใคร" ราชินีหมวกแดงหันไปเห็นเจ้าหมูใหญ่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างๆ

"เอ่อ อู๊ดๆ ขอเดชะ ข้าและน้องข้าอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเมืองพะยะค่ะ พวกข้าเคยปราบหมาป่าได้ในอดีต และทราบมาว่าท่านต้องการคนช่วยเหลือเช่นกัน ข้าจึงขออาสา แหะ แหะ"

"น่าสนใจดีนี่ เจ้าว่าแผนของเจ้ามา"

"แผนก็คือ ข้าจะแกล้งนำแกะจำนวนหนึ่ง ไปล่อให้ฝูงหมาป่าออกมายังที่ทหารเราซุ่มโจมตีอยู่ เพื่อตัดกำลังบางส่วน อีกทางนึง ท่านนายพรานก็อ้อมไปยังรังของมันเพื่อกำจัดพวกที่เหลือ ถ้าแผนนี้สำเร็จก็จะเรียกศรัทธาจากประชาชนมาได้อีกครั้ง พระเจ้าค่า"

"ดีมาก จัดไปตามนั้น ทหาร ข้าขอแต่งตั้งท่านนายพราน และเจ้าหมูนี่เป็นแม่ทัพในการปราบหมาป่าในครั้งนี้ พวกเจ้าจงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ทุกคน"
*************
ระหว่างทางอันคดเคี้ยวในหุบเขาลึกนอกเมือง เจ้าหมูทั้ง 3 เดินนำฝูงแกะจำนวนหนึ่ง บรรยากาศรอบข้างไม่สู้ดีนัก เสียงหมาป่าร้องมาจากไกลๆ ทำให้ทั้งหมดรู้สึกขนลุกมากกว่าเดิม

"่ท่านหมูใหญ่ ท่านคิดว่าแผนการนี้จะสำเร็จหรือเปล่า" ผู้เฒ่าแกะถามขึ้นด้วยความกังวล

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า อู๊ดๆ สำเร็จสิ ท่านไม่ต้องกังวลไป พระราชินีหมวกแดงท่านให้กำลังเราอย่างเต็มที่ ตอนนี้พวกทหารก็คงไปซุ่มอยู่ที่จุดนัดพบเรียบร้อยแล้ว คราวนี้แหละท่านก็จะได้ล้างแค้นอย่างที่ท่านต้องการซะที" หมูใหญ่ยิ้มพร้อมเอามือลูบท้องอีกครั้ง

เมื่อทั้งหมดเดินทางมาถึงจุดนัดพบ นอกแนวป่า สองข้างเป็นผาชันมีต้นไม้รกครึ้ม เจอหมาป่าฝูงหนึ่งรออยู่แล้ว

"พวกเจ้ามาช้านะ" แทนคำทักทายจากหมาป่าตัวที่ใหญ่ที่สุด ทั้งหมูทั้งแกะถึงกับถอยกรูดโดยสัญชาตญาณ เมื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้าหมาป่าอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ รอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหน้าผากจนถึงใต้ตาเสริมให้ดูน่ากลัวยิ่งนัก นี่ถ้าไม่ได้พวกทหารที่ซุ่มอยู่ เจ้าหมูทั้ง 3 คงวิ่งกันป่าราบยิ่งกว่าสมัยตอนเด็กๆ เสียอีก

"อ่ะ อ่ะ อู๊ดๆ ท่านจ้าวหมาป่า อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลย ข้ามาวันนี้เพราะเป็นตัวแทนชาวเมืองจะมาเจรจากับท่าน เพื่อไม่ให้ท่านบุกเข้าไปทำร้ายชาวเมืองน่ะ เราน่าจะอยู่กันได้อย่างสงบเหมือนเมื่อก่อน"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า" จ้าวหมาป่าหัวเราะเสียงลั่นไปทั้งหุบเขา "ช่างตลกสิ้นดี เจ้าจะมาต่อรองอะไร เมื่อตอนนี้พวกข้ามีเป็นร้อยๆ ตัว จะบุกยึดเมื่อไรก็ได้ ว่าแต่ว่าข้อเสนอของเจ้าล่ะ คืออะไรหา!! เจ้าหมู"

"คำก็หมู สองคำก็โสโครก ทำไมไม่มีใครมองหมูอย่างพวกข้าในแง่ดีบ้างว้า.." เจ้าหมูใหญ่บ่นงึมงัม หันกลับไปซุบซิบภาษาหมูกับน้องๆ ทั้ง 2 ที่ยืนตัวสั่นไม่แพ้กัน

"พี่ๆ ข้าว่าดูจากกำลังทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ทางหมาป่าน่าจะเป็นต่อกว่าเยอะเลยน่ะ" เจ้าหมูเล็กกระซิบเสียงลนลาน

"ข้าว่าท่านรอพวกทหารก่อนละกัน ส่วนทางนายพรานน่าจะกำลังปราบพวกที่เหลือนะ" เจ้าหมูรองติงขึ้นมา

หลังจากกรอกตาใช้ความคิด 2-3 ที เหลือบไปมองฝูงแกะที่ยืนเข้ากลุ่มกัน ตัวสั่นจากสายตาของเหล่าหมาป่า เจ้าหมูใหญ่ตัดสินใจเดินไปหาจ้าวหมาป่าอย่างนอบน้อมแกมเจ้าเล่ห์

"เอ่อ ท่านจ้าวหมาป่า ข้าทราบดีว่าท่านจะบุกโจมตีเมืองในไม่ช้า แต่พวกข้าเองเป็นหมูตัวเล็กๆ หาเลี้ยงชีพไปวันๆ ข้าขอให้ท่านเว้นชีวิตพวกข้าด้วย โดยขอมอบพวกแกะฝูงนี้ตอบแทนท่าน และเมื่อข้ากลับไปแล้ว ท่านอยากทราบข่าวคราวข้างในยังไง ข้าจะจัดการอำนวยความสะดวกให้ท่านเอง อู๊ดๆ" กล่าวเสร็จได้แต่หมอบนิ่ง รอคำตอบ ในขณะที่ฝูงแกะเริ่มสับสนอลหม่านกับข้อเสนอของเจ้าหมูใหญ่

"แบร์ แบร์ เจ้าหมูใหญ่ นี่เจ้าคิดหักหลังพวกข้าหรือนี่ ไหนว่าเจ้าจะมาล่อพวกหมาป่าเพื่อให้ทหารมาซุ่มฆ่ายังไงเล่า แบร์ แบร์"

"เฮอะ ยังไงพวกเจ้ามันก็แค่แกะรอวันตายอยู่แล้ว เจ้าคิดว่าจะต่อกรกับท่านจ้าวหมาป่าได้อย่างไร ฝันไปเถอะ" หันกลับไปหาจ้าวหมาป่าอีกครั้ง "
แหะๆ อย่าไปฟังคำพูดของพวกมันเลยครับ เชิญพวกท่านสำราญกับฝูงแกะเป็นๆ เหล่านี้ได้เลยครับ"

จ้าวหมาป่า มองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างขัดเคือง พูดเสียงดังก่อนย่างสามขุมเข้ามาหาเจ้าหมูใหญ่ช้าๆ
"กินมันทั้งหมดนั่นแหละ ไม่มีทหารที่ไหนจะมาช่วยพวกเจ้าได้หรอก ส่วนไอ้หมูตัวเนี้ย ข้าจะไม่ปล่อยให้มันสร้างความอับอายให้พวกเราหมาป่าได้อีกต่อไป"

ก่อนที่เจ้าหมูทั้ง 3 จะได้หันหลังทำอะไรต่อไป ลมเย็นวูบหนึ่งพาดผ่านที่ต้นคอพร้อมกับความเจ็บแปลบเล็กๆ สัมผัสของเลือดข้นเหนียวพุ่งไหลออกมา ภาพของบ้านอิฐหลังใหญ่สีแดงค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับสติสุดท้ายของชีวิต
*************
ยามหน้าประตูเมืองวิ่งไปเปิดประตูแทบไม่ทัน เมื่อเห็นนายพรานผู้กล้าเดินกลับมาอย่างโดดเดี่ยวโซเซ แตกต่างจากเมื่อตอนออกจากเมืองไปอย่างเอิกเกริก พร้อมกับกองทหารอย่างคึกคัก

"ท่าน ท่านนายพราน ทำใจดีๆ ไว้" หัวหน้าทหารวิ่งเข้ามารับร่างที่ไร้เรี่ยวแรง
"ข้าคงไม่ไหวแล้ว.. เอ้า เอานี่ไปมอบให้พระราชินี และบอกชาวบ้านทุกคนว่าข้าขอโทษกับเรื่องในอดีตด้วย"
ในถุงมีหัวของหมาป่าสีดำ เพิ่งตายได้ไม่นาน แต่ร่างกายนายพรานเต็มไปด้วยบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลโชกออกมา พาสังขารกลับมาได้ขนาดนี้นับว่าเก่งกล้ายิ่งนัก
*************
"น่าเสียดายจริงๆ ที่ต้องเสียนายพรานมือดีอย่างนี้ไป แถมหัวหมาป่าที่ได้มาก็ไม่ใช่ตัวหัวหน้าฝูงเสียด้วยสิ" มหาอำมาตย์ถอนหายใจกล่าวอย่างเสียดาย ราชินีหมวกแดงยิ้มให้กำลังใจ ก่อนที่จะหันหลังกลับพระราชวังต่อไป

"ถึงไม่ได้ตัวหัวหน้าก็ไม่เป็นไร พวกท่านจงประกาศข่าวชัยชนะครั้งนี้ให้กับชาวเมืองทุกคนรับรู้ด้วย ส่วนงานศพของท่านนายพรานนั้น จงจัดตามสมควร สำหรับอดีตเด็กเลี้ยงแกะแล้ว มาถึงขั้นนี้ได้ แค่นี้ก็มากเกินพอแล้วล่ะ"
*************
หลังจากข่าวดีประกาศออกไป ชาวเมืองทุกคนต่างยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ทหารและนายพรานปราบกลุ่มหมาป่าได้ ดูเหมือนว่าหลังจากนั้นข่าวคราวการบุกโจมตีของหมาป่าก็น้อยลง และค่อยๆ เงียบหายไป เศรษฐกิจเ่ริ่มกลับมาดีอีกครั้ง

คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ราชินีหมวกแดงยืนตามลำพังตรงระเบียง ทอดสายตามองไปยังเมืองของพระองค์ ไม่มีใครรู้ว่านางคิดอะไร

เงาร่างใครสักคนกระโดดขึ้นมาอย่างกระทันหันแต่เงียบเชียบ แตกต่างกับร่างกายที่ใหญ่โตกว่าปกติ แต่ราชินีหมวกแดงกลับไม่แปลกใจ

"เจ้านั่นเอง ข้าไม่นึกว่าจะมาช้าขนาดนี้" พระองค์ดีดนิ้ว หยิบเนื้อสันชั้นดีในชามไวน์โยนออกไป

แสงไฟในห้องสาดให้เห็นจ้าวหมาป่าค่อยๆ คลานออกมาจากเงามืด ดมเนื้อชิ้นนั้น 2-3 ที แล้วกลืนลงคอทันใด

"อืม เนื้อดีน่ะ ข้านะหรือ คืนนี้ข้ามารับรางวัลน่ะสิ ตอนนี้ชาวเมืองเลิกก่อความวุ่นวาย พลเมืองแกะเพิ่มมากขึ้น แกงค์หมู 3 ตัวที่คอยต้มตุ๋นชาวบ้านก็หมดไป ท่านน่าจะมีความสุขนะ"

"หึๆ ใช่ว่าเจ้าจะไม่ได้ประโยชน์ด้วย เจ้าได้กำจัดเสี้ยนหนามในกลุ่มหมาป่าของเจ้า ได้ล้างแค้นไอ้หมูโสโครกทั้ง 3 ตัว แถมได้ตัวผู้เฒ่าแกะ และกำจัดเจ้านายพรานเด็กเลี้ยงแกะไปอีก ข้าว่า เจ้าน่าจะได้กำไรมากกว่าข้าละมั้ง" ราชินีหมวกแดงยิ้มกริ่ม สายตาเยิ้มด้วยฤทธิ์ไวน์ชั้นดี

"เจ้าหมาน้อยเอ๊ย ข้ามีข้อเสนอให้กับพวกเจ้า" นางหัวเราะชอบใจ เมื่อจ้าวหมาป่าเข้ามาก้มหัวคลอเคลีย
*************
ในวันเฉลิมฉลองเมือง สิ่งที่สร้างความแปลกใจให้กับทหารและชาวเมืองทุกคนคือ หมาป่าร่างใหญ่นั่งหมอบอย่างสงบข้างๆ บัลลังค์พระราชินี ขนเลื่อมเป็นเงามันทั้งสวยและน่าเกรงขาม ยิ่งรวมกับรอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นแล้ว ทำให้เสริมบารมีของราชินีหมวกแดงเป็นยิ่งนัก และแล้วนางก็ได้ปกครองบ้านเมืองอย่างมีความสุขสืบต่อไป
*************

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:
1) นิทานก็คือนิทาน อ่านแล้วอย่าคิดมาก
2) อ่านอีสปไม่ครบ 3 จบ อย่าเพิ่งไปคบให้ดูข่าววิเคราะห์ และข่าวหนังสือพิมพ์เพิ่มเิติมด้วย

June 15, 2011

เป็นเรื่อง > นอนไม่หลับ (Sleepless Society)



.... กี่โมงแล้วว่ะเนี่ย .. กลิ้งไปกลิ้งมาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่หลับซะทีว่ะ ...

วุธ ลุกขึ้นมา เอื้อมมือไปคลำๆ เปิดไฟเล็กๆ หัวเตียง แสงสะท้อนจากนาฬิกาปลุกเรือนเล็กๆ บอกเวลาตี 1 กว่าแล้ว

... เฮ้อ วันนี้งานแม่งก็โครตเยอะ ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่วุ่นไปหมด อยากพักเร็วๆ ก็นอนไม่หลับอีก...

หลังจากอดทนนอนอยู่บนฟูกราคาถูกขนาด 3 ฟุต ในห้องเช่าเล็กๆ ได้ไม่ถึงอึดใจ ความอดทนก็ตอนอวสาน เขาลุกขึ้นมาเปิดไฟกลางห้อง หยิบหนังสือมาอ่าน แต่ความกังวลเรื่องนอนไม่หลับก็ยังกวนใจเขาอยู่

... ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไปทำงานสาย ซวยแน่เลย ไอ้บ้านั่นมันต้องเล่นงานเราแน่ๆ ...

"ไอ้บ้า" ที่ว่านั้น คือหัวหน้าที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่แผนกนี้ เนื่องจากกิติศัพท์จากความ "แรง" ของเขานั่นเอง

... ยังไงๆ ก็นอนไม่หลับ กินยาสักเม็ดล่ะกัน อ่ะ สองดีกว่า ชัวร์ดี ...

ยานอนหลับสองเม็ดไหลลงลำคอ พร้อมๆ กับละลายความว้าวุ่นใจไปได้บางส่วน เผยให้สติได้ปรากฏตัวอีกครั้ง

... เออ เสียงตึงๆๆ ข้างนอกนี่อะไรว่ะ ดึกแล้วไม่ยอมนอน มึงจะรื้อบ้านกันตอนตี 1 เนี่ยนะ เฮอะ เอาวะ เดี๋ยวยาออกฤทธิ์ กูก็สบายแล้ว ...

หลังจากปิดไฟ เปิดพัดลมไล่อากาศที่อบอ้าว เอนหลังลงไปบนที่นอน น่าจะราวๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

... อะไรว่ะ ตาแม่งยังค้างอยุ่เลย เมื่อเย็นกินอะไรผิดไปหรือเปล่า เออว่ะ ตอนเย็นกูกินอะไรไปว่ะ เฮ้ย ทำไมนึกไม่ออกเนี่ย นอนไม่หลับแถมยังความจำเสื่อมอีกเร๊อะ หรือว่าเราแม่งกินยาเยอะไปแล้ว ...

เมื่อความสงสัยก่อตัว วุธลุกขึ้นมาอีกครั้ง หยิบขวดยานอนหลับมาอ่านฉลากให้หายข้องใจ

... เวรแล้วไหมล่ะ แม่งหมดอายุไปแล้วนี่หว่า กูจะตายไหมเนี่ย มิน่า ถึงนอนไม่ค่อยหลับ จำอะไรก็ไม่ได้อีก...

เดินไปค้นๆ ถุงใส่ยาเก่ายาใหม่ที่รวมๆ ไว้บนหลังตู้เย็น เหลือบเห็นซองมาม่าที่ฉีกไว้ในถังขยะข้างๆ

... อ้อ ต้มมาม่ากินนี่เอง อ้าว เจอแล้ว นี่ไง ยาขวดใหม่ ยังไม่หมดอายุด้วยแฮะ ...

เขาเปิดขวดเทยาออกมา คราวนี้ล่อไป 3 เม็ด แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอานาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาไว้ 6 โมงเช้าเป๊ะ ไปวางไว้หลังตู้เย็น มั่นใจได้ว่า เสียงนาฬิกาต้องลากเขาลุกจากเตียงจนได้ เดินไปปิดไฟ ล้มตัวนอนลง เลิกคิดถึงแกะที่เข้าแถวให้นับ ยิ้มกริ่มในใจกับยาที่กำลังจะออกฤทธิ์ในไม่ช้า

... ... ... ... ??? ... !!! ... เฮ้ย เมื่อไรจะหลับวะ กี่โมงแล้วเนี่ย ตี 2 กว่า โอ๊ย กูจะบ้าตาย แล้วห้องข้างๆ เมื่อไรมันจะเงียบสักที เอากันอยู่หรือไงวะนั่น ...

ตั้งใจจะลุกขึ้นมาครั้งสุดท้าย ไม่งั้นต้องส่ง SMS ฝากเพื่อนลางานวันพรุ่งนี้แน่ๆ รู้ทั้งรู้ว่าร่างกายมันล้าๆ อยากพักผ่อน แต่ดันนอนไม่หลับ ลุกขึ้น ฝืนใจ ก้มหน้าวิดพื้นไปอีก 3 เซต ยืนกระโดดตบ ชกลมให้มันเหนื่อยสุดๆ จนมานั่งเหงื่อซึมตากพัดลมริมที่นอนอีกครั้ง

... คราวนี้ถ้าไม่หลับก็จี้แล้ว กูเอาแรงออกซะขนาดนี้ เออ ตบยาอีกสัก 3-4 เม็ดดีกว่า ให้แม่งสลบไปเลย ...

รอบนี้เขาเพิ่มความมั่นใจ ด้วยการอดทนเคี้ยวยาให้ละเอียด เพื่อเร่งการดูดซึมให้เร็วยิ่งขึ้น ถอดเสื้อเพื่อให้ร่างกายให้เย็นสบายที่สุด เอาแถบคาดตามาปิดเพื่อไม่ให้แสงสว่างใดๆ ลอดเขามาได้ พร้อมหูฟังเพลงโปรดที่เปิดเวียนไปไม่รู้จบ

... ... ... ... ??? ... !!! ... เวร เอ๊ย แม่งไม่หลับว่ะ คราวนี้เอาไงดีว่ะเนี่ย ...



**********************************************



"เอาไงดีครับจ่า ทุบตั้งนานแล้ว ไม่มีใครมาเปิดเลย" ชายฉกรรจ์ 2-3 คนในชุดกู้ภัยเอ่ยถามเจ้าหน้าที่เวร เหมือนจะขออนุญาตเพื่อทำการที่รุนแรงยิ่งขึ้น

"งั้นก็พังเข้าไปเลย" เขาตัดสินใจอย่างไม่เกรงใจเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ยืนข้างๆ เมื่อเทียบกับสภาพของห้องเช่าราคาถูกๆ แบบนี้

กลิ่นเน่าฉุนกึกลอยสวนออกมาเต็มรูจมูก เมื่อบานประตูข้างหน้าล้มลงด้วยแรงถีบจากทีมกู้ภัย เจ๊เจ้าของอพาร์ตเมนต์ถึงกับสะดุ้งกับภาพที่เห็น ร่างของวุธที่ปกติผอมเกร็งกลับกลายเป็นคนละคน บวมฉุแทบจะทุกส่วน เสื้อก็ไม่ใส่ แถบปิดตาปริตึงด้วยแรงดันภายใต้ใบหน้าของเขา ของเหลวสีเหลืองสีแดง ไหลออกจากปากและจมูกจนที่นอนกาบมะพร้าวถึงกับชุ่มโชก




**********************************************

... เออ เมื่อกี้ยานอนหลับมันเหลืออีกกี่เม็ดว่ะนั่น ...

March 7, 2011

เป็นเรื่อง > เป็นห่วง (..Nervous...)


ด้วยความเคารพและนับถือ คอลัมน์ "นาฏกรรมเมืองหลวง" โดย "หลวงเมือง" (สำราญ ทรัพย์นิรันดร์) นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ อาวุโสเครือมติชน จึงขอทดลองเขียนเรื่องนี้ในแนวทางรูปแบบเดียวกัน เพื่อเป็นการบูชาครู และงานทดลองครับ



************************************************
คุณอาทรอยู่ในวัยที่เลยเกษียณมานานแล้ว อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างมานานจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ลูกหลานก็ต่างคนต่างอยู่ในห้องหับส่วนตัวที่แยกกันเป็นสัดส่วน นานๆ ถึงจะมารวมตัวกันตามวันสำคัญในเทศกาลต่างๆ

แม้จะเงียบเหงาต่างจากเมื่อก่อน แต่คุณอาทรเองก็ยอมรับได้ในความเปลี่ยนแปลง และความเป็นไปของโลกยุคนี้ ทั้งอินเตอร์เน็ต ทีวีสามมิติที่ตัวละครโดดออกมาได้ แต่ละครหลังข่าวก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งก็เ็ป็นสิ่งที่สำราญใจพอสมควร คุณอาทรไม่ได้มีหน้าที่หลักต้องรับผิดชอบอะไร นอกเสียจากเวลาเช้า ลูกหลานบางคน ก็มากราบลาไปเีรียนไปทำงาน ตัวแกเองก็ได้แต่อวยพรให้โชคดี แคล้วคลาดปลอดภัย จากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะไม่ได้ไปไหน แต่คุณอาทรก็รู้ดีว่าเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เสี่ยงเหมือนๆ กับตอนที่แกเป็นเด็กแล้วกระโดดขึ้นรถรางรอบเมือง
ที่เลิกกิจการไปเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง

คืนหนึ่งในต้นเดือนมีนาคม ฝนตกลงมาอย่างหนักกลางดึก แบบที่คนเก่าคนแก่เรียกว่าฟ้าั่รั่ว แม้จะเห็นเค้าลางมาตั้งแต่ตอนเย็น แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักเสียจนไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากฝนกระทบหลังคา แม้ว่าจะช่วยลดความอบอ้าวของต้นฤดูร้อนไปได้บ้างก็ตาม แต่คุณอาทรเองก็ยังอดกังวลไม่ได้ เนื่องด้วยประสบการณ์ตอนเด็กสมัยที่อยู่บ้านหลังเก่านั้น ได้มีขโมยปีนเข้าบ้านมาลักทรัพย์ถึงสองครั้ง แม้ว่าจะได้อะไรไปไม่มาก แต่การไม่มีทีวี กับ จักรเย็บผ้าก็สร้างความลำบากให้กับเด็กชายอาทรไม่ใช่น้อยเช่นกัน

ฝนตกอากาศเย็นๆ อย่างนี้ คนในบ้านก็พากันหลับอย่างสบาย ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัย แกเดินไปตามห้องหับต่างๆ ตรวจดูกลอนประตูว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ จนกระทั่งเดินมาทางด้านหลังบ้าน บริเวณที่ติดกับบ้านอีกหลัง คุณอาทรได้ยินคนใช้คุยกันว่า เจ้าของซึ่งเป็นชาวต่างชาติไม่อยู่หลายวัน มองเห็นเงาตะคุ่มๆ สองคนที่ไม่น่าใช่คนในบ้านโน้น เดินวนเวียนมาทางบ้านของแกเองหลายครั้ง

ยังไม่ทันจะคิดอะไรออก เงาดังกล่าวนั้นก็กระโดดโผงข้ามรั้วมาที่ลานหลังบ้าน คุณอาทรได้แต่นึกในใจว่า คิดไว้แล้วว่าตรงนี้มันต้องไม่ปลอดภัย น่าเสียดายที่ไม่ได้เสริมรั้วให้สูงกว่านี้อีกหน่อย แกหันไปมองซ้ายมองขวา คิดว่าจะหยิบจับอะไรดี เงาทั้งสองนั้้น ก็เริ่มไขกุญแจเข้ามาในบ้าน

วันรุ่งขึ้น ตำรวจมากดกริ่งที่บ้านแต่เช้า คุณอำนวยลูกชายคุณอาทรเป็นคนไปเปิดประตูด้วยตนเอง ตำรวจพาโจรสองคนเข้ามาด้วย เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เพราะว่าบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่โจรกลุ่มนี้เข้ามาเมื่อคืน แม้ว่าจะไม่ได้อะไรไป ก็ต้องมาทำรายละเอียดให้ครบตามหลักการสอบสวนที่ดี

พอเดินผ่านห้องรับแขก
ตรงหน้าหิ้งพระ โจรทั้งสองคนต่างหน้าถอดสีโดยมิได้นัดหมาย คุกเข่าก้มกราบขออโหสิกันเป็นพัลวัน พลอยให้ตำรวจที่เดินคุมตัวมา ต้องยกมือไหว้ที่แท่นบูชารูปถ่ายของคุณอาทรอย่างงงงง

February 27, 2011

เป็นเรื่อง > แค่เพียงกลับคืน ?? (Memory)


แด่ คนที่ "อยากจำ" กลับ "ลืม"


*******************************************

ดาวมักจะเห็นสามีภรรยาคู่นี้ทุำกครั้งที่เธอกลับมาที่บ้าน ทั้งสองย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมๆ กับบ้านของเธอ ในวัยราวๆ หกสิบ ชอบมาเดินเล่นรอบทะเลสาบในหมู่บ้านตอนเย็นๆ เป็นประจำ แปลกที่มีคนตั้งเยอะที่มาพักผ่อนพร้อมๆ กันในเวลานี้ แต่คู่รักคู่นี้ก็ดึงดูดความสนใจของนักเรียนแพทย์ปี 1 อย่างเธอได้ ด้วยอาการถ้อยทีถ้อยอาศัย คุยกันอย่างยิ้มแย้ม ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวของเธอเองยิ่งนัก

จริงๆ แล้วครอบครัวดาวเองก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร ถ้าเทียบกับข่้าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็แค่พ่อเธอเป็นคนที่ "บ้างาน" และแม่เองก็เป็นแม่บ้านที่ต้องการ "ความสนใจ" มากเป็นพิเศษเท่านั้น แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ที่ยอมรับได้ ก็ทำให้ดาวสบายกว่าเพื่อนๆ ที่ต้องทำงานพิเศษเพื่อเป็นค่าใช้่จ่ายในการเรียน แม้ว่าจะต้องทนเสียงบ่น เสียงทะเลาะของพ่อแม่ในบางครั้งก็ตาม

หลังจากที่ไม่ได้กลับมาเกือบสองเดือน เพราะต้องเต็มที่กับการสอบปลายภาค เย็นวันนี้ เธอมานั่งหย่อนอารมณ์กับแม่ของเธอ มองไปรอบๆ รู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันแปลกไป

"แม่ๆ นั่นใช่ป้้าพรใจที่อยู่ซอยถัดจากเราไปหรือเปล่านะ ทำไมดูซึมๆ ไป ตะก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย"

"อ้อ คู่คุณสมหวังกับคุณพรใจเหรอ เออ แม่ลืมเล่าไปน่ะ สองเดือนก่อน หลังจากเรากลับไปมหาลัย ป้าแกโดนรถชน โชคดีที่ไม่ตาย แต่โชคร้ายสมองกระเทือนจนความจำเสื่อมไปเลย"

*******************************************

หลายเดือนต่อมา ดาวปรากฏตัวที่บ้านก่อนกำหนดต่างจากเช่นเคย แม่แสดงความแปลกใจ

"เป็นไรลูก เพิ่งกลับหอไปเมื่อวานซืนเองไม่ใช่เหรอ มีอะไรหรือเปล่าลูก" ประโยคหลังซ้ำเมื่อเห็นลูกตาแดงๆ ยังเดินไม่ทันถึงตัว ดาวก็ปล่อยโฮถึงอุบัติเหตุความรักกับแฟนหนุ่มที่เรียนด้วยกัน

แม่ได้แต่ปลอบโยนให้สบายใจ แต่ก็อดแอบที่จะขำไม่ได้กับความรักปัปปี้เลิฟของลูกสาว

"อืม ไปเดินเล่นก่อนละกัน แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว จะไปเรียกนะ เอาน่ะ ไม่เป็นไร อาจจะเข้าใจผิดกันก็ได้ เดี๋ยวเย็นนี้กินข้าวแล้วค่อยคุย"

*******************************************

ทิวทัศน์ก็เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ดาวพยายามดูโน่นดูนี่ หวังว่าจะสบายใจขึ้น เห็นลุงสมหวังเดินประคองป้า
พรใจมาช้าๆ สีหน้าของป้ายังดูงงๆ หวาดๆ

"ขอลุงกับป้านั่งด้วยคนนะ ทางโน้นเด็กๆ เยอะ เสียงดังไปหน่อย"

"ตามสบายค่ะ คุณลุง เอ่อ หนูได้ข่าวว่าคุณป้าประสบอุบัติเหตุ แล้วตอนนี้อาการคุณป้าดีขึ้นหรือยังคุ่ะ"

เหมือนเป็นคำถามกระทบใจ แต่ดีที่เจ้าตัวเริ่มชินกับการเปลี่ยนแปลง ลุงสมหวังถอนหายใจ ป้านั่งมองทั้งสองคุยกันแต่สายตาไม่รับรู้ใดๆ

"อืม ก็ดีขึ้่นเยอะแล้วล่ะนะ แต่ส่วนของสมองนี่จะหนักหน่อย ยังจำอะไรไม่ได้นี่สิ ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด"

"แล้วลุงจะทำยังไงต่อเหรอค่ะ"

"ตอนนี้ลุงก็ออกจากงานมาดูแลป้าเขาเต็มที่ หมอบอกว่ายังมีสมองบางส่วนที่ใช้งานได้ ถ้าบำรุงรักษาดีๆ ก็มีสิทธิ์ที่ความทรงจำจะกลับมาได้บ้าง" หางเสียงของลุงเหมือนไม่มั่นใจในสิ่งที่แกพูดออกมาจริงๆ

"ก็ยังดีนะคะ" เธอไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้เลยจริงๆ

ลุงสมหวังยิ้มเหมือนขอบใจ

"ต่อให้ได้เงินชดเชยมาเท่าไร ก็ซื้อความทรงจำของเราสองคนกลับมาไม่ได้หรอก"


*******************************************

สองสามวันต่อมา ดาวมาเจอคู่สามีภรรยาโดยบังเอิญอีกครั้ง เวลาเดิม สถานที่เิดิม

"สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณป้า วันนี้อากาศดีนะคะ"

"ดีนะที่ตอนบ่ายฝนตก ลุงเลยพาป้าเขามานั่งอ่านไดอารี่ให้ฟังนะ"

"หา ไดอารี่??"

"หึ หึ อย่าขำลุงกับป้าละกัน สมัยก่อนตอนจีบกัน
เราสองคนก็เขียนไดอารีแลกกันอ่านด้วย โชคดีที่ยังเก็บไว้ ลุงเลยเอามาอ่านให้ป้าเขาฟัง เผื่อเขาจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง"

ดาวยิ้มให้กับความน่ารักของทั้่งสองคน แต่แวบหนึ่งที่หวนคิดถึงตัวเอง ความคิด คำถามบางอย่างวาบขึ้นมา เธอแยกตัวไปหาอะไรดื่มแต่ไม่วายซื้อน้ำมาฝากทั้งสองคนด้วย

"ขอโทษค่ะ เห็นคุณลุงอ่านหนังสือตั้งเยอะ กลัวจะหิวน้ำ หนูซื้อชาร้อนมาฝากค่ะ"

ชายชราหัวเราะ พร้อมแบ่งคุกกี้ที่เตรียมมาให้เธอทานเป็นการตอบแทน

"หนูขออนุญาตถามอะไรคุณลุงหน่อยได้ไหมคะ" ชายชรายิ้ม

"คือหลังจากวันนั้นที่เราคุยกัน หนูเลยไปค้นเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสมองกับความทรงจำ ก็อย่างที่คุณหมอแกว่าละ ว่าคุณป้ามีโอกาสที่จะหาย แต่คุณลุงก็ทราบใช่ไหมคะ ว่ามันมีเปอร์เซนต์น้อยมาก"

"แล้วถ้าสมมติว่าปาฏิหาริย์มันมีจริง ลุงจะยินดีกับความทรงจำในอดีตทุกเรื่องทีี่กลับคืนมาหรือเปล่าคะ"

"หนูกำลังพูดอะไรเนี่ย" สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนป้าทำหน้างงๆ กับสิ่งที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่ กำมือของคู่ชีวิตเธอเกร็งแน่นขึ้น

"ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องบางเรื่องที่เราอยากลืม หรือไม่อยากให้มันเกิดในอดีต มันก็จะกลับมา ให้เราเป็นทุกข์กับมันอีก หนูเองอายุก็ไม่เท่าไร ก็มีหลายเรื่องที่คิดว่า หากลืมไปแล้วก็ไม่อยากจะย้อนความจำได้อีกเลย"

"แต่อาการของคุณป้านั้น หนูคิดว่าถ้าดูแลดีๆ ก็คงไม่มากไปกว่านี้แล้ว ทำไมคุณลุงไม่ใช้เวลาที่เหลือสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคุณป้าละค่ะ เพราะตอนนี้คุณลุงก็คือคนที่คุณป้าไว้ใจที่สุดแล้ว"
"เอาละ หนูยังเด็กคงยังไม่เข้าใจเราสองคนหรอก ขอบใจสำหรับน้ำชานะ ที่รักเรากลับกันเถอะ"
ชายชราลุกขึ้นประคองภรรยา เก็บของ เดินกลับไปทางบ้านของตนเองโดยไม่พูดอะไร

*******************************************
หลังจากนั้น ดาวก็ไม่เห็นสามีภรรยาคู่นี้อีกเลย จนกระทั่งหลายเดือนผ่านไป เมื่อเธอกลับถึงบ้านตามปกติ เธอก็เห็นโปสการ์ดแปลกตา จ่าหน้าถึงเูธอวางอยู่บนโต๊ะ เธอทำหน้างงๆ พ่อกับแม่ได้แต่ยิ้ม

"ทำได้ดีนะเรา" ทั้งสองหัวเราะ

ข้อความสั้นๆ ในโปสการ์ดเล่าถึง การเดินทางท่องเที่ยว "อีกครั้ง" ของลุงสมหวังและป้าพรใจ หลังจากที่หมอยืนยันแล้่วว่าอาการอื่นๆ นั้นเป็นปกติแล้ว ลุงก็เลยนำเงินที่เหลือไปเที่ยวที่ต่างๆ ตามที่ทั้งสองได้เคยฝันไว้เมื่อวัยหนุ่มสาว รูปที่ถ่ายมานั้น ป้ายิ้มแย้มหอมแก้มลุง เหมือนภาพในอดีตที่เธอเคยเห็น

October 6, 2010

เป็นเรื่อง > สยองโหดดีเจสาว (Hey DJ, I Will Kill You)



เมย์ (สเตซี่ เฉิน) เป็นดีเจรายการวิทยุภาคดึก เธอมีรูปแบบการจัดรายการที่แตกต่างจากดีเจคนอื่นๆ โดยที่จะเน้นการพูดคุย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักจากผู้ฟังทางบ้าน ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมมาก

วันหนึ่ง มีสายจากผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาส่วนตัวที่แฟนหนุ่ม มีพฤติกรรมนอกใจ จะหนีไปมีผู้หญิงอื่น

(ทางเลือกที่ 1) เมย์ เลือกที่จะให้ใช้ไม้นวมเพื่อดึงให้แฟนหนุ่มอยู่ แทนที่จะใช้ความรุนแรง และจบลงด้วยการหย่าร้าง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอเองในอดีต

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้หญิงคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้หญิงคนนั้นคือ แมกกี้ (วิิิเวียน หว่อง) คนที่เธอให้คำแนะนำไปนั่นเอง แมกกี้โทษว่า เพราะคำแนะนำของเมย์ ทำให้แผนการกักขัง ไมเคิล (อเล็ก คิว) ให้อยู่กับเธอตลอดไปนั้นล้มเหลว ไมเคิลหนีไปได้ และกำลังจะแจ้งตำรวจให้มาจับเธอ เธอจึงคิดที่จะฆ่าเมย์เพราะเป็นต้นเหตุ

(ทางเลือกที่ 2) เมย์ เลือกที่จะให้ผู้ฟังใช้ความเด็ดขาดกับแฟนหนุ่ม เพื่อเป็นการกำหราบ เธอแนะนำวิธีการต่างๆ อย่างสนุนสนาน เพราะคิดว่าผู้ฟังไม่น่าจะจริงจังกับความคิดเห็นของเธอ

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้ชายคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้ชายคนนั้นคือ ไมเคิล (อเล็ก คิว) แฟนของคนที่เธอให้คำแนะนำไป, แมกกี้ (วิเวียน หว่อง) จริงจังกับวิธีการของเมย์ ทำให้เลือกที่จะทรมาน และตัดขาของไมเคิล เพื่อให้เขาอยู่กับเธอตลอดไป แต่ไมเคิลกลับฆ่าแมกกี้ และหนีออกมาได้ เขาคิดว่า เป็นเพราะเมย์ที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนี้ เขาจึงตามมาล้างแค้นเธอ

แล้วสุดท้าย ใครล่ะที่จะมาช่วยเมย์ให้รอด???

********************************************************
บทสรุป
- การให้คำปรึกษาในแนวทางจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และข้อมูลเบื้องหลังของผู้รับการรักษา การพูดคุยเพียง 2-3 นาที ทั้งยังไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่เพียงพอที่จะแนะนำแนวทางใดๆ ได้ อาจจะส่งผลเลวร้ายซึ่งเกินกว่าผู้ให้คำปรึกษาจะรับผิดชอบได้
- แต่สังคมไทย มักจะอายที่จะไปหาจิตแพทย์ จึงมักปรึกษากับเพื่อนฝูง หรือ ผู้ที่อาวุโสกว่า จึงอาจจะไม่ได้แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง

********************************************************
หมายเหตุ
1) พล็อตเรื่องเป็นแนวหนังทริลเลอร์ ฮ่องกง ซึ่งเคยได้รับความนิยมเมื่อประมาณยุคปี 90
2) แรงบันดาลใจจากรูปแบบการจัดรายการวิทยุ ที่มีการแข่งขันกันสูง สถานีต้องนำเสนอสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าเสียงเพลง และข่าวสาร
3) หนังเรื่องนี้ และรายชื่อนักแสดง ไม่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องไปเสิร์ช หรือหามาดู เป็นเพียงการสมมติของเจ้าของบล็อกเท่านั้นครับ

December 26, 2009

เป็นเรื่อง > ห่างกันวันเทศกาล

ตอนสายๆ ในวันลอยกระทง เจนคลิกอีเมล์อ่านข้อความที่แนบมากับ e-card การ์ตูนรูปกระทงตลกๆ ที่ชายหนุ่มสารถีคนล่าสุดส่งมาให้

"... ยิ้มแล้ว วันนี้ไปลอยกระทงด้วยกันนะ ... พี่ป๊อป"

ยิ้มน้อยๆ ตรงกันข้ามกับข้อความที่ตอบกลับไป

" ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไปทำแม่น้ำสกปรก หนูนะกรีนพีชนะคะ สิ้นเดือนเงินเดือนออกแล้วไปแดนซ์ดีกว่า"
********************************************************************


บ่ายของวันที่ 23 ธันวาคม เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น ระหว่างที่พักสายตาจากจอคอมฯ

"ฮัลโหล เจนเหรอ คืนพรุ่งนี้ไปฉลองคริสตมาสกันไหม ผมจองโต๊ะบนลานดาดฟ้าที่โรงแรม xxx นี้แล้ว ผมอยากจะไปกับคนพิเศษอย่างคุณนะ"

"อืม ขอบคุณมากค่ะ แต่เจนติดธุระกับที่บ้านน่ะ โทษทีนะ ไว้คราวหน้าได้ไหม แล้วจะโทรกลับหาแม็คอีกทีนะ"
********************************************************************

เช้า 30 ธันวาคม SMS จากคนคุ้นเคย รอส่งเธอก่อนไปทำงานวันสุดท้าย
"Good Morning ที่รัก ไปเคานท์ดาวน์รับปีเสือที่ลานเซนทรัลเวิลด์กับผมนะครับ จาก พี่ต้อม"

เธอตอบกลับทันที
"ขอบคุณมากค่า แต่ไม่ไหวหรอก คนเยอะอ่ะ ไว้ไปหลังปีใหม่ละกัน แต่อย่าไปเหล่ใครละ"
********************************************************************

13 กุมภาพันธ์ ตอนเย็น โทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน

"เจน พรุ่งนี้ว่างไหม ผมอยากชวนคุณไปดูหนังเรื่อง xxx ที่คุณชอบตอนดูหนังตัวอย่างไง แล้วไปแฮงกันที่เอกมัยต่อนะ ผมไปรับเอง"

"พี่เอกเหรอ พรุ่งนี้ไม่ไปนะ ต้องไปเยี่ยมคุณย่านะ แต่เจนได้รับดอกไม้จากพี่แล้วนะ สวยเชียว ไว้เจนเลี้ยงข้าวพี่ตอนวันเกิดพี่เดือนหน้าละกัน นะ นะ"
********************************************************************

14 กุมภาพันธ์ เจนนั่งเงียบๆ คนเดียวที่บ้านกับอารมณ์ที่หดหู่ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ทั้งจากพี่ป๊อป แม็ค พี่ต้อม และพี่เอก ชายหนุ่มทั้ง 4 คนอยากให้วันนี้เป็นวันพิเศษระหว่างพวกเขาและเธอ โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ ที่ทุกคนต่างใจตรงกัน และเธอเองก็ยังไม่อยากทำให้ใครต้องเสียน้ำใจ ทำให้เธอต้องเลือกที่จะปฏิเสธทุกคำเชิญในทุกๆ วันเทศกาลของความรัก ตั้งแต่ปีใหม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง และคริสตมาส มีเพียงเงาตัวเองกับคนในจอทีวีเป็นเพื่อนเท่านั้น

ในทางกลับกัน เธอให้เวลาเต็มที่กับทุกคนในวันปกติที่ไม่ใ่ช่เทศกาล บริหารเวลาจนน่าจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ เธอพยายามจะหาข้อสรุปให้ได้ว่าใครคือ "คนที่ใช่" สำหรับเธอกันแน่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ฝันร้ายของเธอกับเหตุการณ์รถไฟชนกันตั้งแต่สมัยเรียน ที่หนุ่มสามย่านต้องมีเรื่องกับหนุ่มท่าพระจันทร์ ยังตามมาหลอนเธออยู่เป็นระยะๆ กับสมญานามที่เรียกกันลับหลังว่า "เจ้าชู้ตัวแม่"

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะความเศร้า

"ปิดมือถือเหรอลูก เมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่บ้าน เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนเราชื่อต้อมน่ะ แม่ก็นึกว่าหลับแล้ว เห็นเพลียๆ มีอะไรหรือเปล่า"

แม่เธอเองก็พอจะรู้จักนิสัยของลูกสาวดี ดังนั้นเจนจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง

"อืม ก็สมควรละนะ ที่ทุกคนเขาจะคาดหวังกับเราไว้มากอย่างนี้ จริงๆ แล้วแม่กับพ่อเองก็เคารพความคิด การตัดสินใจของลูกนะ แต่การที่จะมีตัวเลือกหลายๆ คนก็ไม่ผิด ตราบใดที่มันไม่ได้เลยเถิดไปมากกว่าการเป็นแฟนนะ"

"แต่ถ้าจะต้องตัดสินใจ อยู่ที่ว่าทั้งเราทั้งเขาจะอยู่ดูแล และไปด้วยกันได้ในทุกๆ เรื่องหรือเปล่า รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ของทั้งสองฝ่ายด้วย คนไทยนะเวลาแต่งมันก็เหมือนทั้งสองครอบครัวต้องแต่งกันไปด้วยโดยปริยายนะ และในจุดที่แตกต่างกันนั้น ทั้งเราและเขารับกันได้ไหม มันจะมีปัญหาในอนาคตหรือเปล่า เหล่านี้เจนต้องเอามาคิดด้วยนะลูก บางคนนั้นก็ต้องดูกันยาวๆ ช่วงโปรโมชันบางทีมันก็หวือหวาไปอย่างนี้แหละ"

"แล้วกับป๊ะป๋าละ ทำไมแม่ถึงคิดว่าใช่ละ" เธอถามในสิ่งที่ไม่เคยคิดสงสัยมาก่อน

"สำหรับแม่นะ แม่เลือกพ่อเพราะเขาแสดงให้แม่เห็นไง ว่าเขามีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสิ่งที่ได้สัญญาไว้ และการวางแผนอนาคต ก็อ่ะนะ ดูแล้วพ่อเขาไม่ค่อยจะโรแมนติกเท่าไร แต่ก็ไม่ทำให้แม่ต้องเสียดายเวลา 30 ปี ที่เราได้รักกันเลย"

"ส่วนเจนเองน่ะ ถ้าถึงเวลาต้องตัดสินใจก็ต้องทำ อย่าลังเล หรือคิดจะถนอมน้ำใจทุกฝ่ายเลย ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีแค่คนเดียวที่สมหวังเท่านั้น ที่สำคัญ เราคิดว่าเราเองก็มีดีพอสำหรับคนที่จะเขามาหรือเปล่า ดีพอที่เขาจะทุ่มเททุกอย่างให้เราหรือเปล่า หรือแค่ว่าเราเองก็เหมือนๆ สาวๆ คนอื่นๆ ของเขาเหมือนกัน"
********************************************************************

คืนวันวาเลนไทน์นี้ เจนนอนหลับอย่างสบายใจ ความรู้สึกหดหู่ที่ต้องเดียวดายในวันเทศกาลต่างๆ แม้ไม่อาจหายไป แต่ก็บรรเทาลง พรุ่งนี้ สิ่งที่เธอจะต้องทำแต่เช้าก็คือการโทรไปหาใครคนหนึ่งในสี่คนนั้น

November 11, 2009

เป็นเรื่อง > หลงรักเลขาฯ (Fall In Love with My Secretary)

กริ๊ง !!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแต่เช้า ผมงัวเงียคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่รอให้ขี้ตาหลุด เสียงใสๆ ตามมาทันที

"สวัสดีค่ะ เจ้านาย วันนี้มีประชุมพร้อมมื้อเช้าที่โรงแรมคอนราดนะคะ ถ้าไม่ออกจากบ้านก่อน 7 โมง จะมาไม่ทัน 8 โมงครึ่งนะคะ"

"อืมๆๆ ขอบใจมาก อิส"

*********************************************

ผลการประชุมเป็นไปด้วยดี หลังการประชุมประมาณ 10 นาที เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง

"เจ้านายคะ ระหว่างที่ประชุม มีโทรศัพท์โทรมา 3 สายค่ะ สายแรก คุณผู้หญิงโทรมาเตือนเรื่องดินเนอร์เย็นนี้ ดิฉันจองโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ที่โรงแรมมาริออท สายที่สอง คุณไมเคิล นัดประชุมวันศุกร์นี้ เช็คตารางแล้ว นายไม่ว่างค่ะ แต่สรุปว่า เลื่อนเป็นวันจันทร์หน้าตอนเช้าแทน ส่วนสายสุดท้าย คุณริชาร์ดโทรมาถามว่าได้รับเอกสารที่ส่งมาทางอีเมล์หรือยัง ดิฉันคอนเฟิร์มไปแล้วค่ะ ว่าได้รับเรียบร้อย"

"ดีมาก อิส เดี๋ยวผมจะเข้าออฟฟิศแล้ว แต่ช่วยส่งรถไปรับลูกผมที่โรงเรียนด้วยนะ"

"โทรติดต่อ ให้แท็กซี่ไปรับเรียบร้อยตามที่นายสั่งไว้แล้วคะ"

*********************************************

ที่ทำงาน หลังจากประชุมกับทีมฝ่ายขาย ผมกดปุ่มโทรภายในถึงอิสอีกครั้ง

"วันนี้มีเมล์อะไรด่วนไหม"

"35 เมล์หลังจากกรองสแปม (อีเมล์ขยะ) ไปแล้วค่ะ 30 เมล์เพื่อทราบ 5 เมล์จากสำนักงานใหญ่และสาขาค่ะ จะให้อ่านเมล์ด่วนก่อนไหมค่ะ"

"อืม เอาเลย"

*********************************************

คืนนั้น หลังมื้อเย็นที่โรงแรม ผมกลับมาบ้าน มึนๆ นิดหน่อย ถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ แวะชั่งน้ำหนักตัวที่หน้าห้องน้ำ ระหว่างที่รอน้ำให้เต็มอ่าง เสียงอิสดังขึ้นผ่านโทรศัพท์ภายใน

"นายค่ะ ขอโทษที่รบกวนค่ะ ตอนนี้น้ำหนักนายเริ่มเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ ระดับน้ำตาลก็สูงกว่าเกณฑ์แล้ว ต้องระวังนิดนึงนะคะ แล้วจะให้ดิฉันนัดคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำเดือนหรือเปล่า ตอนนี้ทั้งนายและคุณหมอเดวิดว่างพรุ่งนี้ตอนเย็น จะให้นัดเลยไหมคะ"

"เหรอ เอาสิ ดีเหมือนกัน"

"อ้อ อีกเรื่องค่ะ พรุ่งนี้วันเกิดคุณแองเจลล่า นายจะให้เตรียมอะไรไหมคะ"

"อะไรดีละ"

"ปีที่แล้วเราส่งช่อดอกไม้ไปคะ ปีนี้ดิฉันคิดว่าเป็นกระเช้าผลไม้ดีไหม เพราะนัดทานข้าวคราวที่แล้ว เธอบอกว่าเธอเป็นมังสวิรัติคะ"

"เพอร์เฟคที่สุดเลย อิส คุณนี่เยี่ยมจริงๆ"

*********************************************

ผมได้อิสมาทำงานกับผมราวๆ 3 ปีแล้ว เทียบกับสิ่งที่เธอดูแลผม ก็นับว่าไม่แพงเลยกับค่าใช้จ่ายของเธอ กับงานแทบจะ 24 ชั่วโมงนี้ คุณคงเห็นแล้วละสิว่า เธอดูแลผมดีแค่ไหน เธอดูแลผมตั้งแต่ "ก่อน" ตื่นนอน จนกระทั่งหัวถึงหมอนอีกครั้ง ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว จนกระทั่งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ จนถึงความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตผมดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งรายละเอียดของผมบางอย่างภรรยาผมยังจำไม่ได้เลย



นอกจากนี้ เธอยังดูแลเผื่อแผ่ไปยังภรรยา และลูกๆ ผมในบางเรื่องด้วย แม้ว่าจะต้องใช้เวลา และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นก็ตาม



ผมไม่รู้ว่าเธอจะคิดกับครอบครัวของเราอย่างไร เพราะเธอไม่เคยที่บ่น หรือเหนื่อยกับงานที่ได้รับไปเลย ผมเริ่มผูกพันกับเธอมากขึ้น มากขึ้นจนบางครั้ง ผมเองก็กลัวขึ้นมา



กลัวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะมากไปกว่าการเป็นเจ้านายและเลขา



ถ้าไม่ติดว่า "อิส" เธอเป็นแค่ "หุ่นยนต์" เท่านั้น

*********************************************

จินตนาการเรื่องสั้นข้างต้น เกิดขึ้นในวันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันมันสามารถที่จะช่วยเราบริหารจัดการงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น อิส (IS: Intelligent Secretary) เป็นระบบที่ผมคาดว่าจะเป็นจริงได้ในอนาคต

บนเทคโนโลยีปัจจุบัน เรามีโปรแกรมที่จะแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมล์ใหม่ๆ เข้ามา เรามีระบบแจ้งเตือนนัดหมายล่วงหน้า เรามีระบบ voice recognition ที่สามารถจดจำและแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ ระบบอ่านเอกสารเป็นเสียงคน พร้อมกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย หรือระบบ Unified Communication System ที่เชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ ฯลฯ จนไปถึงระบบการตรวจวัดสุขภาพผ่านเครื่องมือ หรือเซนเซอร์ในบ้าน เป็นต้น

ผมจินตนการว่า ถ้าทุกอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันกับชีวิตประจำวันดังว่า "อิส" อาจจะเริ่มด้วยระบบเสียงที่สามารถสื่อสารกับเจ้าของผ่านโทรศัพท์แบบต่างๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อมาเป็นหุ่นยนต์แบบง่ายๆ หรือสุดท้ายเป็นหุ่นที่เหมือน "คน" จริงๆ ตามภาพยนต์หรือนิยายวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคย

ถึงเวลานั้นแล้ว ปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีแล้วละ

อยู่ที่ว่า "อิส" จะรู้สึกอย่างไรกับนายของหล่อนก็เท่านั้น