Showing posts with label เรียนจากหนัง. Show all posts
Showing posts with label เรียนจากหนัง. Show all posts

March 11, 2018

เรียนจากหนัง > Forgotten (2017) ความทรงจำพิศวง - เราล้วนแต่เป็นเหยื่อ..จากใครล่ะ





เป็นหนังเกาหลีอีกเรื่องที่เผยแพร่ทาง Netflix เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ข่าวเล่าว่า แค่ Netflix เห็นบทร่าง ก็ขอทำสัญญาทันที ก็พอจะการันตีความน่าสนใจได้ระดับนึง

Forgotten เขียนบท และ กำกับโดย ฮันจุงชาง (Han Jun Zhang) เป็นเนื้อเรื่องแนวลึกลับ สยองขวัญ ในกลิ่นอาย เรื่องราวหักมุมแบบเกาหลี บนพื้นฐานของความสัมพันธ์คนในครอบครัว ตามเรื่องย่อๆ ดังนี้

จินซอก (คังฮานึล) นักเรียน ม.ปลายวัย 21 ที่กำลังรักษาอาการจิตหลอน เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่พร้อมครอบครัว ที่เขาพบเสียงแปลกๆ จากห้องที่เจ้าของเดิมปิดไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่กี่คืนต่อมา พี่ชาย ยูซอก (คิมมูยอล) ก็ถูกลักพาตัวไป แล้วเมื่อเขากลับมาเมื่อ 19 วันหลังจากนั้น ยูซอก กลับจำอะไรไม่ได้เลย พร้อมกับพฤติกรรมแปลกๆ ไปจากเดิม ทำให้ จินซอก เองต้องเป็นฝ่ายที่ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะพบกับความสะพรึงกลัวของเรื่องราวที่ผ่านมา

เรื่องย่อที่แจ้งมา อาจจะทำให้บางคนเลือกที่จะปล่อยผ่านไปก็ได้ เนื่องจากกลิ่นมันจะคุ้นๆ กับหนังหลายๆ เรื่อง แต่ต้องบอกเลยว่า ถ้าดูได้จนจบ จะพบว่าเรื่องนี้มันเยอะมากกว่านั้น

เริ่มจากปมต่างๆ ที่ผู้กำกับได้วางไว้ เริ่มจากฝันร้ายของจินซอก ที่เขาไม่เข้าใจ กับภาพเหตุการณ์ที่เขาเหมือนจะเคยเจอมาแล้ว (เดจาวู) พร้อมกับเสียงที่เขาได้ยินเพียงคนเดียว จนถึงประเด็นหลักที่พี่ชายโดนจับไป และกลับมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง จนเมื่อความสงสัยมันเอ่อล้นต่อความจริง ที่คาดไม่ถึง ถึงเรื่องราวในอดีตของเขาและพี่ชาย เหล่านี้ พร้อมที่จะพาเรางุนงง และสับสนกับมุมที่หักไปมา จนเดาไม่ได้ว่า เออ.. เรื่องมันจะไปยังไงต่อน้อ

แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็ไม่ได้พาเราออกอ่าวไทย ไปถึงอ่าวตังเกี๋ย โดยกลับมาคลายปมต่างๆ ที่ว่าไว้ จนจบทุกปม โดยมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ทั้งในเรื่อง การสะกดจิต, กลไกการป้องกันตัว และการสืบสวน จนมาถึงจุดจบของโศกนาฏกรรมตัวละคร ที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองได้เลือกทำลงไป

หนังไม่ได้พูดถึงปัญหาในครอบครัวที่เกิดขึ้นจากตัวละครอย่างเดียว แต่หนังจะบอกว่า ไอ้ปัญหาที่ตัวละครคนทุกต่างเจอกันมานั้น มันเพราะพิษเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น จากการที่เกาหลีโตเร็วเกินไป ในช่วงเวลานั้น (1997 หรือ 2540 เวลาเดียวกับที่ประเทศไทย เราเจอต้มยำกุ้งพอดี) และเพราะการตกต่ำอย่างหักหัวของเศรษฐกิจดังกล่าว ไม่ปราณี แม้ว่าจะรวยหรือจน นี่คือต้นเหตุหลักๆ นะครับ ซึ่งก็อดคิดถึงหนังอีกเรื่องที่เล่นกับวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ฉายก่อนหน้าไม่นาน "เพื่อน..ที่ระลึก" ไงครับ ที่เอาผลกระทบตรงนี้มาขยายเป็นเรื่องราวสยองขวัญอีกมุมหนึ่งเช่นกัน

ในความเป็นจริงแล้ว การฟื้นฟูจากปัญหาดังกล่าว ต้องชื่นชมว่า คนเกาหลีใต้เองก็สามารถรวมพลังกัน กอบกู้ตัวเองจากภาวะวิกฤตได้เร็วมาก โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมแบบเก่า (ก่อสร้าง, เหล็ก, ปิโตรเคมี) มาเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนต์, ไอที, อิเลคทรอนิกส์, เกม ที่ช่วยให้กลับมายิ่งใหญ่จนทุกวันนี้

ครับ เหมือนบทความนี้ มันจะจบนอกเหนือจากหนังว่า คือ ชีวิตคนตัวเล็กๆ จะรอดได้ ก็ขึ้นกับผู้นำประเทศที่ดี นะครับ 

เอวังก็มีดื้อๆ ด้วยประการฉะนี้


(ก่อนจบก็ดูคลิปหนังตัวอย่าง ก่อนไปดูตัวจริงกันนะครับ)



July 20, 2016

เรียนจากหนัง > Clown of a Salesman (2015) หัวเราะมิออก ร่ำไห้มิได้


ต้องยอมรับว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเกาหลีคือ การวางพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ หยิบโน่นมุมโน้น มาตัดต่อติดกับนี่ในมุมนี้ กลายมาเป็นหนังสนุกๆ ที่ชวนชมอย่างไม่น่าเชื่อ

Clown of a Salesman หนังปี 2014 ของผู้กำกับ Jo Chi-eon ก็เช่นกัน โดยที่นำเรื่องราวของ สังคมผู้สูงอายุ (ผู้หญิง) และ งานขาย มาเชื่อมกัน ผ่านบทบาทการแสดงของ Kim In-kwon ในบทของ Il-Bum ชายผู้ที่พยายามอย่างหนักเพื่อครอบครัว, Park Cheol-min กับบทของผู้จัดการจอมเจ้าเล่ห์ และ Lee Joo-sil ในบทของ Ok-nim หญิงชราผู้โดดเดี่ยว ที่ต่างต้องมาพัวพันกันหลังจากที่ Il-Bum ต้องออกจากงานขับแท็กซี่ และมาเริ่มต้น แบบไม่มีทางเลือกกับงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ (หรือในหนังเรียกกันว่า “งานขาย”) ที่ต้องคอยดูแลเอาใจเหล่าหญิงสูงอายุให้สนุกสนาน เพื่อให้เธอซื้อสินค้าต่างๆ ของบริษัทที่มีราคาสูงเกินจริงเป็นการแลกเปลี่ยน เพื่อที่ Il-Bum จะสามารถหาเงินเพื่อไปรักษาลูกสาวที่ป่วยด้วย และเมื่อ Il-Bum ได้มาเจอกับ Ok-nim หญิงชราคุณแม่ดีเด่นแห่งชาติ ผู้มีลูกชายเป็นอัยการ แต่ตนเองต้องอยู่คนเดียวอย่างเงียบเหงาในคอนโดเล็กๆ Il-Bum ก็เป็นตัวแทนของลูกชายที่ห่างเหินกับเธอได้ เหมือนกับเป็นแม่ลูกกันจริงๆ

ปมของหนังมาถึงจุดพีคที่ Il-Bum ต้องการใช้เงิน จนเขาต้องยอมพ่ายแพ้แก่ความโลภ นำความรู้สึกที่ดีของหญิงชรามาแปรเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ของตนเอง จนลงท้ายด้วยโศกนาฏกรรมในที่สุด

เมื่อหนังจบแล้ว สิ่งที่ให้เราได้คิดถึงมันต่อ อย่างแรกคือ คำเตือนต่างๆ จากกูรูทั้งหลายที่เตือนถึงอนาคตของชนชั้นล่าง ผู้ที่ไม่มีทักษะใดๆ ที่ตลาดต้องการ จะอยู่กันยากขึ้น ทั้งรายได้ ความมั่นคง และค่าใช้จ่ายที่น่ากลัวที่สุดคือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งถ้าป่วยขื้นมาแล้ว บางครั้ง บางโรค ทำเอาเราแทบจะหมดตัวเลยทีเดียว ดังนั้น การวางแผนชีวิต หลีกเลี่ยงปัจจัยป่วย และสำรองค่าใช้จ่ายให้พอเพียงยามต้องการ น่าจะเป็นสิ่งแรกที่เราต้องสำนึกกันไว้

ประเด็นถัดมา คือ การคืบคลานเข้ามาของสังคมผู้สูงอายุ ที่เห็นได้ชัดเจนว่า อีกไม่นาน คนกลุ่มใหญ่จะต้องแยกตัวมา “แก่” อย่างเดียวดาย อย่างที่หนังจะย้ำกับเราสองสามครั้งว่า บางที “ความกตัญญู” ก็ไม่ขึ้นกับระดับการศึกษา หรือ ฐานะร่ำรวยใดๆ และด้วยเหตุผลนานาของลูกหลาน ที่สนใจแต่เรื่องของตัวเองจนลืมไปว่า เขาทิ้งขว้างพ่อแม่ผู้สูงอายุที่เป็นคน มีความรู้สึกเช่นกัน ไปไกลแค่ไหน ซึ่ง “ว่าที่ผู้สูงอายุ” ทั้งหลายก็คงอย่ามัวรอลูกหลาน ต้องเริ่มคิดวางแผนชิวิตไว้แต่เนิ่นๆ เช่นกัน

สุดท้ายสำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับงานขายทั้งหลาย น่าจะได้เห็นรูปแบบการขายในแบบต่างๆ ที่ผู้จัดการได้พร่ำสอนเขา ตั้งแต่ การใช้ไม้นวมในการเกลี้ยกล่อมลูกค้า, การนำเสนอด้วยรูปแบบที่สนุกสนาน, ฉาบเคลือบด้วยความปรารถนาดี, บนชั้นเชิงของการนอบน้อมถ่อมตน, วางตัวเป็นผู้ที่คอยเอาใจใส่ยิ่งกว่าลูกหลานของตนเอง, ประกอบกับการเล่นละครให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นใจโดยไม่หวงน้ำตากันเลย, จนกระทั่งการใช้บทไม้แข็งในการข่มขู่ต่างๆ เพื่อให้ได้เงินมาที่สุด

ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ แม้ว่าบางอย่างจะเป็นสีเทาไปจนเกือบจะดำน่ารังเกียจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันก็คือเทคนิคการขายอีกแบบหนึ่งเช่นกัน แต่อยู่ที่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขายจะยอมรับ และ ยอม “เปลี่ยนตัวตน” เพื่อผลประโยชน์ดังกล่าวได้แค่ไหน แล้วเรายังเหลือความภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นคน ของเราอีกหรือไม่

ซึ่งเป็นคำถามที่ตัวละครก็ยังคงพร่ำถามตนเอง แม้ว่าหนังจะปิดฉากไปแล้วก็ตาม


* ชมตัวอย่างภาพยนต์จาก Youtube นะครับ

November 6, 2011

เรียนจากหนัง > King of Baking – Kim Tak Goo (2010) ครบเครื่องดรามาเกาหลีแท้ๆ



ในมุมบวกของเหตุการณ์น้ำท่วม ผมเลือกหนังเรื่องนี้มาเปิดให้คุณแม่ทัศนาแทนสายน้ำ และข่าวสารที่ไหลบ่าล้นมาแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่คาดว่ามันน่าจะมีอะไรคล้ายๆ กับ แดจังกึม ได้บ้าง หลังจากที่สั่งซื้อมานานหลายเดือน และเลือกเพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำขนมที่กำลังสนใจอยู่ด้วย

หลังจากดูกันอย่างเอาการเอางาน 30 ตอน 30 ชั่วโมง ภายในระยะเวลาประมาณ 4 วัน ก็เป็นอีกครั้งที่เข้าใจผิดอย่างจังเบลอ เพราะซีรี่ย์เรื่องนี้ ไม่แค่เพียงมีเรื่องการทำขนมปังเพียงอย่างเดียว ยังผสานเรื่องราวสุดคลาสสิคของ แม่ผัว-ลูกสะใภ้, พี่น้องต่างพ่อแม่, เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด, ฟ้าลิขิตอาจารย์ศิษย์, รักสามเศร้า เขาฉันเธอ รวมถึงแง่มุมการบริหารธุรกิจครอบครัว จนถึงประวัติศาสตร์วิถีชีวิตคนเกาหลีในยุค 60-90 ด้วย เรียกได้ว่า เรื่องเดียว จัดครบ จนไม่ต้องแปลกใจไปว่า เมื่อเริ่มฉายตั้งแต่ มิถุนายน ถึง กันยายน ปีที่แล้ว (2553) ละครเรื่องนี้ครองอันดับเรตติ้งสูงสุดของเกาหลี (ตอนแรก 15.7% ไต่ระดับไปเรื่อยจน ตอนจบ 50.8%) และทาง KBS ต้นสังกัดก็ได้นำเผยแพร่ทั่วโลกในชื่อ Bread, Love and Dreams แล้วครับ

เนื้อเรื่อง (พยายามจะเขียนให้กระชับที่สุดแล้วนะ) เริ่มตั้งแต่ อินซุก (Jun In Hwa) สะใภ้ตระกูลกู ยังไม่สามารถมีลูกชายให้แม่สามี คุณนาย ฮอง (Jung Hye Sun) ปลื้มใจได้ จึงเป็นชู้กับเพื่อนสามี (และลูกน้อง) คือ ผจก. ฮัน (Jung Sung Mo) จนได้ลูกชาย มาจุน (Shin Dong Woo - ตอนเด็ก / Joo Won – ตอนโต) เป็นลูกชายคนเล็กเพื่อสืบทอดสมบัติของตระกูล

ในขณะเดียวกันสามี อิลจอง (Jun Kwang Ryul – หมอโฮจุน) ด้วยความสนับสนุนจากแม่สามี ก็มีอะไรกับพยาบาลในบ้าน คิม มิซุน (Jun Mi Sun) ซึ่งเมื่ออินซุกทราบเรื่องก็ไล่ออกไป หลังจากนั้นมิซุนเองก็คลอดลูกเป็นเด็กชายชื่อ คิม ทัคกู (Oh Jae Moo – ตอนเด็ก / Yoon Si Yoon – ตอนโต) แต่เมื่อ ผจก. ฮันที่ตามไปฆ่า เกิดความสงสารจึงปล่อยไป โดยกำชับว่าอย่าให้มาเจอตระกูลนี้อีก

ครับ แล้วก็เป็นไปตามขนบละครเกาหลี คิม ทัคกู โตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีจิตใจดี แต่โชคชะตา ฟ้าลิขิต (โดยผู้กำกับ) ทำให้เขาได้มีโอกาสมาเจอพ่อของเขาอีกครั้ง แต่ฟ้าก็ไม่เมตตา ส่งให้ ผจก. ฮัน มาคอยตามล่า ตามไล่ให้ไกลๆ ครอบครัวนี้ แต่สุดท้าย คิม มิซุนเห็นว่า ถ้าเอาแต่หนี ก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต เธอจึงตัดสินใจส่ง ทัคกู เข้าถ้ำเสือเสียเลย โดยเปิดตัวให้สามีและแม่ผัวได้รับรู้ ซึ่งทั้งสองคนก็ดีใจมาก (ระหว่างนี้เข้ามาประมาณตอนที่ 3 หรือ 4 แล้ว เห็นแค่ฉากทำขนมปัง แค่ฉากเดียวเอง คนดูคงเริ่มงง แต่หนังเองก็สนุกจนด่าไม่ออก เอ้า ดูต่อไป)

ถ้าเป็นหนังไทย พล็อตก็น่าจะวนเวียนในครอบครัว ให้พระเอกโตขึ้นมา ประมาณนั้น แต่เนื่องจากเป็นละครเกาหลี ทัคกู จึงโดน ผจก. ฮัน หลอกให้ออกจากบ้านอีกครั้ง เพื่อตามหาแม่ ที่โดนใครไม่รู้จับตัวไป โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่กลับมาที่นี่อีก

เป็นเวลา 12 ปีที่เขาต้องออกตามหาแม่ โดยมีเบาะแสคือ ผู้ชายที่มีรอยสักรูปกังหันลม (ถึงตอนนี้ อารมณ์หนังเหมือนจะเปลี่ยนไปอีกเรื่อง) ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนที่ก้าวร้าว แข็งแกร่ง จนสุดท้าย ก็มาจบที่ร้านขนมปัง พัล บอง (น้ำเน่าไหลหลากอีกกับมุขที่ว่า เจ้าของร้านพัล บอง (Jang Hang Sun) คืออาจารย์ของพ่อเขาเอง)

เรื่องราวหลังจากนั้น ทัคกู ก็ได้เรียนรู้ชีวิต ได้เจอกับอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามา ทั้งในเรื่อง ความรัก, การเรียนรู้เรื่องขนมปัง, ครอบครัว และ ธุรกิจ ซึ่งก็มีสมหวัง ผิดหวัง ร้ายเจ็ดที ดีเจ็ดหน ปะปนกันไปครับ ขอเล่าเรื่องแค่นี้ละกัน อยากให้ไปดูกันเอง ว่าละครที่ทำเรตติ้งถึงครึ่งร้อย มันมีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่ที่สรุปได้หลักๆ คือ

อย่างแรก คือ การวางพล็อตหนัง ครับ ต้องให้เครดิต ผู้กำกับ (Lee Jung Sub – ผลงาน Hong Gildong จอมโจร โดนใจ) และ คนเขียนบท (Kang Eun Kyung) จัดส่วนผสมได้กลมกลืน ครบรส เหมือนหนังย่อยๆ หลายๆ เรื่องมารวมกัน ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะมีโอกาสที่จะออกทะเลอยู่สูง (หนังเรื่องนี้ก็มีบ้าง แต่แบบเกือบๆ นะครับ) แล้วการทิ้งท้ายของแต่ละตอน ก็ดึงผู้ชมอยู่หมัดเช่นกัน

จากบทหนังก็มาถึงการเลือกนักแสดง หนังหลายๆ เรื่องที่มีตัวละครตอนเด็ก แล้วมาตอนโต มักจะตกม้าตายกันตรงนี้ ตรงที่หน้าไม่ค่อยจะสมพงศ์กันเท่าไร แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ความใกล้เคียงของตอนเด็ก หรือ ตอนโต ยังเชื่อมโยงไปถึงตัว พ่อ แม่ ลูก ให้คล้ายและใกล้เคียงกันด้วย รวมไปถึงการแสดงของตัวละครทุกคน ไม่น่าเชื่อว่า ตัวละครหลักบางคน เพิ่งเล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก (เฉลยตอนท้ายบทความครับ)

ถัดมาจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ประกอบฉาก และ ฉากหลังต่างๆ เนื่องจากระยะเวลาในหนังประมาณ 30-40 ปี รายละเอียดเหล่านี้ ทีมงานพิถีพิถันมาก ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ การตกแต่งบ้าน อาคารสำนักงาน ซึ่งถ้าเราสังเกตไประหว่างที่ดูหนัง ก็สนุกดีครับ ไม่แปลกใจเลยที่ละครจะได้รับรางวัลส่งเสริมวัฒนธรรมดีเด่น จากประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อปลายปีที่แล้วด้วย

แต่สาระใหญ่ที่ละครได้สอดแทรก เข้ามา น่าจะเป็นเรื่องของการมองโลก มองปัญหาครับ เพราะถ้ามองทัคกูเป็นศูนย์กลางของเรื่อง เราจะได้ข้อคิดจากคนรอบๆ ข้างตัวเขา ในมุมมองต่างๆ ทั้งจากคนดีหรือเลว ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของแม่ เรื่องความอดทน หรือเมื่อเจอพ่อเขาครั้งแรกกับคำสอนเรื่องการยอมรับผิด แม้กระทั่งตัวร้าย ผจก. ฮัน เอง สิ่งที่เขาพูดกับทัคกุ เรื่องฐานันดร หรือ ชนชั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็คือความจริงในโลกนี้เช่นกัน หรือจะเป็นปรัชญาจากการทำขนมปัง ที่คุณต้องทำด้วยความรัก ด้วยความสุข ถ้าหากคนทำเองไม่มีความสุขแล้ว คนทานหรือลูกค้าจะมีความสุขได้อย่างไร หรือ ความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตัวเอง และต่อลูกค้า คนรอบข้าง

ไม่ใช่แค่ทัคกูคนเดียวที่มีปัญหา แต่แทบจะทุกตัวละครที่มีปัญหาของตนเอง ซึ่งต่างคนก็คิดว่า “มันใหญ่มาก” ทั้งนั้น ซึ่งถ้าหากเขาได้รับทราบปัญหาของคนอื่นๆ แล้ว บางทีเรื่องหนักอกของเขามันแทบจะไร้ความหมายไปเลยทีเดียว เช่น ตอนที่ทัคกู ถาม มาจุน ว่า มาโกรธเกลียดเขาเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ความรู้ก็สูงกว่า รวยกว่า แต่เพียงเพราะ ทัคกู สามารถมีชีวิตที่ตามใจตัวเองได้ ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของเขาเอง ซึ่งมาจุนไม่ได้รับ เป็นต้น

หรือ ถ้าผู้ชมเป็นคนกลางคนที่มีครอบครัวแล้ว ยิ่งมีประสบการณ์ในครอบครัวใหญ่ๆ ก็น่าจะเข้าใจถึงวิธีการอบรมดูแลเด็กๆ เช่นกัน ไม่ผิดที่เราบอกว่า เด็กเริ่มต้นที่เป็นผ้าขาว แต่จะโตมาเป็นศิลปะที่สวยงาม หรือ เลอะเทอะเป็นผ้าขี้ริ้วก็ขึ้นกับการดูแล ปั้นแต่งจากพ่อแม่นี่แหละครับ มาจุนเป็นเด็กฉลาดที่โตมาด้วยความอิจฉา ริษยาของแม่ ทำให้กว่าที่เขาจะเข้าใจและมีความสุขในชีวิตก็เกือบจะสายไป

ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น ตัวละครอื่นๆ ก็ได้รับน้ำหนักที่ไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างบทของผู้บริหารหญิง ที่สมัยก่อนโน้นไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ก็ถูกกล่าวถึงอย่างจริงจังเช่นกันครับ ซึ่งถ้ามองในมุมธุรกิจแล้ว หนังก็พูดถึงการกอบกู้ธุรกิจในภาวะวิกฤต การคอร์รับชันในองค์กร เราจะป้องกันอย่างไร การเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ตลาด การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึง การบริหารจัดการคู่ค้าด้วย โดยทัคกูได้แสดงให้เห็นว่า ถ้าเรามีความตั้งใจ และ จริงใจ ก็สามารถแก้ไข และฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ ไปได้ครับ

เนื้อหาคราวนี้ ค่อนข้างจะยาวไปหน่อย ผมคงบรรยายได้ไม่หมด แต่รับรองว่า ถ้าได้ดูแล้ว ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

ฝากรูปโปรโมทละคร และ รูปนักแสดงหลังปิดกล้องมาให้ดูด้วยครับ (ขอบคุณ KBS / NEWSIS)

*********************************************

หมายเหตุ 1 / เฉลยว่าใครเล่นเรื่องนี้ครั้งแรก - Oh Jae Moo(ทัคกู ตอนเด็ก), Joo Won (มาจุน ตอนโต) ดูฝีมือแล้วไม่น่าเชื่อนะครับ

หมายเหตุ 2 / รางวัลที่ได้รับ

  • 2010 KBS Drama Awards: Top Excellence Award - Actress (Jun In Hwa)
  • 2010 KBS Drama Awards: Excellence Award, Mini Series - Actor (Yoon Shi Yoon)
  • 2010 KBS Drama Awards: Excellence Award, Mini Series - Actress (Eugene)
  • 2010 KBS Drama Awards: Writer Award (Kang Eun Kyung)
  • 2010 KBS Drama Awards: Youth Actor Award (Oh Jae Moo)
  • 2010 KBS Drama Awards: Best Couple Award (Yoon Shi Yoon and Lee Young Ah)

August 15, 2011

เรียนจากหนัง > Spooks Code 9 (สายลับพันธุ์ใหม่ ไร้พิกัด)












การจลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ผมคิดถึงหนังซีรี่ส์ เรื่อง [Spooks] Code 9 ที่ฉายตั้งแต่ปลายปี 2008 (นึกเรื่องอื่นไม่ออกน่ะ)

ตามรูปที่ด้านบน คือภาพเหตุการณ์จริง กับใบปิดหนังที่ทำขึ้นมา แทบจะไม่แตกต่างกัน และไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่เรียกตัวเองว่า "เมืองผู้ดี" ครับ (น่าจะเข้าใจผิดกันน่ะ เพราะตั้งแต่เรื่องฟุตบอลแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นผู้ดีอย่างไร - หรือว่านิยามผู้ดีของเขากับเราจะต่างกัน - ฮา)

กลับมาคุยเรื่องเกี่ยวกับหนังดีกว่า [Spooks] Code 9 เป็นเรื่องที่แตกย่อยมาจากซีรี่ส์ [Spooks] ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสายลับของอังกฤษ ทีม MI5 (Military Intelligence 5) แต่ Code 9 นั้น ทาง BBC ต้องการขยายตลาดคนดูไปยังกลุ่มวัยรุ่น และมีเรื่องราวที่ร่วมสมัยมากขึ้น (ดูเวป http://www.bbc.co.uk/programmes/b00d33bt)

โดยที่แก่นหลักของเรื่องจะเป็นเหตุการณ์ที่กรุงลอนดอนในปี 2013 โดนโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์จากกลุ่มผู้ก่อการร้าย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเสียหาย บ้านเมืองไร้ระเบียบ รวมไปถึงทีมสายลับต่างๆ ที่สลายตัว หรือ หายไปด้วย จึงต้องมีการตั้งทีม MI5 (ออฟฟิศที่ 19) ขึ้นมาใหม่ โดยคัดเลือกจากคนรุ่นใหม่จากหลายวงการ ทั้งอดีตนักเรียนแพทย์ นักคณิตศาสตร์ ตำรวจ อาชญากร นักศึกษาจิตวิทยา เป็นต้น โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ Hannah MI5 สาวผู้มีประสบการณ์ ที่เป็นผู้คัดเลือกทีมงานใหม่ทั้งหมดด้วยตนเอง

นอกเหนือจากภารกิจที่ต้องทำตามระเบียบหนังสายลับแล้ว หนังยังแสดงให้เห็นถึงมุมอื่นๆ โดยมีเงื่อนไขของเหตุการณ์หลังระเบิด ข้อมูลที่ขาดหาย กฏหมายที่ไม่ครอบคลุม ซึ่งถ้าเทียบกับแนวฮอลลีวูดแล้ว อาจจะสะใจน้อยกว่ากันพอสมควรครับ แต่แก่นหลักที่น่าสนใจ ของหนังชุดนี้ คือพูดถึงการทรยศ การหักหลัง เมื่อ Hannah โดนลอบฆ่าตั้งแต่ตอนแรก เพราะดันไปรู้ถึงข้อมูลไส้ศึกในทีม MI5 ที่อาจจะมีส่วนในการวางระเบิด ทำให้ทีมที่กำลังจะไปได้ดี ต้องมาปั่นป่วนซะงั้น แถมภารกิจอื่นๆ ก็ทยอยเข้ามาให้แก้ปัญหากันซะมากมาย

ประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นพล็อตรอง คือคนที่มาเป็นหัวหน้าแทน Hannah ซึ่ง Yates (อืม คนอะไรชื่อแปลก อ่านว่า ย๊าทส์) สาวใหญ่ที่เป็นหัวหน้า Hannah อีกที ตกลงเลือก Charlie สมาชิกหน้าใหม่ที่สุด มาบริหารทีมงานแทน

ตรงจุดนี้เองที่สำหรับคนที่ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าคน ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครต่างๆ Charlie เองต้องรับมือกับความกดดันในการเป็นหัวหน้าทีม ในฐานะที่อยู่ตรงกลาง จะทำให้ทั้งข้างบน (Yates) หรือ ทีมงานที่เหลือ ว่าจะยอมรับเขาได้หรือไม่

หรือ Rachel อดีตตำรวจสาว ผู้ที่ Hannah คาดหวังให้เป็นผู้สืบทอด เพราะทั้งประสบการณ์ และบุคลิก แต่ติดที่เธอเองมักจะขาดความรอบคอบ (ในช่วงเวลาที่สำคัญ) ส่วนทีมงานคนอื่นๆ เองชัดเจนว่าไม่สนใจหรือคุณสมบัติไม่ได้จริงๆ

ส่วนตัว Charlie เอง เราจะเห็นถึงความสับสน และความไม่มั่นใจในช่วงต้นที่เขารับตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับสภาวะคอขาดบาดตายแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เช่นนั้น เราจะเห็นว่าเขากระจายงานให้ทีมงานไปทำ จนดูเหมือนตัวเองนั่งในออฟฟิศสบายๆ แต่พอถึงงานที่สำคัญ (บุกเข้าไปหาข้อมูลในคุกทหาร หรือ เดินทางไปที่ลอนดอน ที่กัมมันตภาพรังสียังมีอยู่ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม) เขากลับเสียสละเข้าไปเอง หรือการบริหารผู้บังคับบัญชา ที่ดูเหมือนว่า รับชอบ ไม่รับผิด มีเส้นตายโง่ๆ ออกมาเสมอๆ นั้น จะทำอย่างไร

แม้กระทั่งปัญหาของลูกน้องก็ตาม แม้ว่าเขาจะไม่ไปวุ่นวายในเรื่องส่วนตัว แต่เมื่อเรื่องส่วนตัวเหล่านั้น กลับมาสร้างปัญหาใหญ่ๆ ให้กับงานอีก เขาจะรับมืออย่างไร

อีกเรื่องที่คิดว่าไม่สำคัญ แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญ คือ ความสัมพันธ์ ที่เกินขอบเขตเพื่อนร่วมงาน ระหว่าง Sullivan เจ้าหน้าที่อีกคน ที่แอบหลงรัก Rachel แล้วเผลอไปคิดว่า เธอรักกับ Charlie ซึ่งมันก็กลับมากระทบกับงานจนได้

ครับ ถ้าในมุมของหนัง [Spooks] Code 9 อาจจะพอได้ในระดับนึง แต่ถ้าในมุมของ การเป็นหัวหน้าทีม (Leadership) นั้น ผมว่าหนังเรื่องนี้ มีอะไรให้ดูได้ไม่เบื่อเลยครับ

***********************************************

หมายเหตุ
1) MI5 (Military Intelligence 5) เป็นหน่วยงานพิเศษของอังกฤษ (จริงๆ แล้ว ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Secret Intelligence Service - SIS) ตัวเลขข้างหลัง มีตั้งแต่ 1-19 ครับ โดยแยกไปตามภารกิจ หรือ พื้นที่ที่กำหนดไว้ MI5 จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่กลุ่มสหราชอาณาจักร (United Kingdom) เท่านั้น โดยตัวเลขเหล่านี้ เดิมเป็นตัวเลขของห้องทำงานของแต่ละหน่วยงาน

ถ้าถามว่า MI5 เกี่ยวอะไรกับ เจมส์ บอนด์ หรือเปล่า ก็ไม่เกี่ยวกันครับ เพราะ เจมส์ บอนด์เองสังกัด MI6 ที่มีภารกิจ นอกประเทศเท่านั้น

อ้างอิง:
http://www.mjnewton.demon.co.uk/bond/jbssfaq.htm
http://www.guardian.co.uk/notesandqueries/query/0,5753,-20949,00.html

2) Hannah สังเกตว่าชื่อนี้สามารถอ่านได้ทั้งสองทาง ฝรั่งเรียกว่า Palindrome Names สะท้อนถึงลักษณะของเธอเอง ในด้านความสมดุล ลักษณะผู้นำ เล่นได้หลายด้าน ตามสไตล์สายลับเป๊ะๆ หาอ่านเรื่องราวสนุกๆ ของ Palindrome ที่คนนิยมเอามาตั้งชื่อ ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Palindrome

August 12, 2011

เรียนจากหนัง > The Scam - วิถีของความโลภ


วันหยุดยาวๆ อย่างนี้ ได้โอกาสที่จะเอาหนังที่ซื้อๆ ไว้มานั่งดู The Scam (2009) ในชื่อภาษาไทยไร้ลีลาว่า "จอมตุ๋น แก๊งค์อัจฉริยะ เจ๋งเป้ง" ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การลงทุนในตลาดหุ้น มาเฟีย และชั้นเชิงในการหักหลัง ซ้อนแผน เพื่อผลประโยชน์ของแต่ละคน ก็เป็นอีกหนึ่งหนังแนะนำ โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่านักลงทุนครับ

นิยามของการลงทุนหุ้นตามที่รู้ๆ กันนั้น คือ "ซื้อถูก ขายแพง" เลือกซื้อบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง มีการบริหารที่มีธรรมาภิบาล (คำเท่ๆ อีกคำที่จะหายไปในไม่ช้า) ฯลฯ ตามแต่จะว่ากันไป เพื่อดึงดูดให้มด แมลง แมงเม่าทั้งหลาย นำเงินที่เก็บออมมาลงทุนในบ่อนถูกกฏหมายระดับชาติแห่งนี้

หนังโฟกัสไปที่ตัวแทนชนชั้นกลาง ฮอนซู (Kang Hyeon-soo) ผู้ซึ่งหมดตัวกับหุ้นยุคดอตคอม ทำให้เขาต้องเรียนรู้และทุ่มเทกับการเล่นหุ้นอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเป็นมหาเศรษฐีให้ได้ หนังเล่นสัญลักษณ์ไปที่รถยุโรปหรูๆ ซึ่งแสดงถึงความร่ำรวยเป็นเป้าหมายของเขา

วันหนึ่งโชคก็เป็นของเขา จากความรู้และการวิเคราะห์ด้านเทคนิคที่ฝึกฝนมากว่า 5 ปี เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้เงินก้อนใหญ่ในที่สุด แต่สิ่งที่ตามมาคือ มด (ไม่ยักเรียกแมงเม่าเหมือนคนไทย) อย่างเขาได้ไปขวางแผนของมาเฟีย ฮวาง จองกู (Hwang Jong-goo) ที่กำลังจะปั่นราคาหุ้นตัวนี้ ให้สะดุดลง ด้วยการแพร่ข่าวการวิเคราะห์ของเขาไปยังเพื่อน และอย่างที่หนังว่า "อย่าบอกใครนะ" เป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ข่าวต่างๆ แพร่หลายได้เร็วที่สุด

ดังนั้น ฮอนซู จึงเข้ามาเป็นหมากตัวหนึ่งของ จองกู และเพื่อนๆ ที่ประกอบด้วย เจ้าของบริษัทที่จะปั่นราคา, โบรกเกอร์ขาใหญ่, นักวิเคราะห์ทางทีวี, ผู้จัดการกองทุน และ สาวสวยที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวนักการเมือง โดยที่จะทำการปั่นราคาแล้วเมื่อถึงจุดที่ต้องการก็ขายซะ โดยที่ไม่ต้องสนใจปัจจัยอะไรต่างๆ เกริ่นไว้ข้างต้นเลย เราจะเห็นว่า ความสัมพันธ์, ข้อมูลที่ดูแล้วน่าเชื่อถือ และความเชื่อของคน นั้นต่างหากครับ ที่จะทำให้ราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นไป

ถ้าทุกคนเคารพในสิ่งที่ตกลงกันไว้ หนังเรื่องนี้คงจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ "ความโลภ" ทำให้ไปไกลกว่านั้น การหักหลัง การซ้อนแผน และการแก้เกมถูกงัดมาใช้จากตัวละครทุกคน ตามแต่ที่จะถนัด ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง เล่ห์ ราคะ หรือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งสุดท้าย คนที่จะรอดจากหายนะมาได้ คือคนที่ยอมรับว่า "พอ" แล้วเท่านั้น

นอกจากเราจะเรียนรู้ได้ว่า การลงทุนในตลาดไม่ใช่การเสี่ยงดวง ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ แล้ว หนังยังย้อนกลับไปที่พื้นฐานการลงทุนที่ถูกต้อง คือการเลือกบริษัทที่ดี สามารถทำรายได้ให้เราในระยะยาว หรือที่เราเรียกกันว่า Value Investor ซึ่งมีตัวอย่างบุคคลมากมาย วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นต้นครับ

มุมสุดท้ายที่สังเกตเห็นคือ ความเชื่อถือ หรือ เครดิต ครับ ที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสาร และเวลาที่จะศึกษาอะไรต่อมิอะไรน้อยลงไป เราอาจจะจำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับคนที่ท่านเชื่อถือได้นะครับ ซึ่งไม่ใช่ว่า ความดีของเขาในอดีต จะเป็นตัวรับประกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ ดังนั้นก็ขอให้พิจารณาให้ถ้วนถี่ด้วย

ก็หวังว่า ถ้าหากท่านใดคิดจะเข้าสู่โลกของการลงทุน หนังเรื่องนี้คงจะมีประโยชน์กับทุกท่านบ้างนะครับ

*******************************
หมายเหตุ
คงเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ผมมาดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเอก ปาร์ค ยองฮา ในบทฮอนซู ครับ แต่ว่า ยองฮาเอง ได้ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอไปตั้งแต่ 30 มิถุนา ปีที่แล้ว ก็น่าเสียดายดารา นักร้องฝีมือดีๆ อีกคนในวงการครับ (อ้างอิง http://movie.mthai.com/movie-news/68153.html)

May 15, 2011

เรียนจากหนัง > Brooklyn's Finest ตำรวจระห่ำพล่านเขย่าเมือง (2009)


ถ้าจะว่ากันจริงๆ
พล็อตหนังแนวหนึ่งที่มัีกจะได้รับความนิยม และถูกนำเสนอมาอย่างเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อนั้น ย่อมต้องมีเรื่องราวของเหล่า "ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์" อยู่ในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน ขึ้นกับว่าผู้กำกับ หรือ คนเขียนบท จะพลิกแพลงตะแคงดิ้นกันไปอย่างไรบ้าง

Brooklyn's Finest ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แม้เนื้อหาจะเกี่ยวกับชีวิตตำรวจ แต่ก็นำเสนอได้อย่างมีลูกเล่นและสีสัน เป็นอีกผลงานกำกับของ อังตวน ฟูกัว (Antoine Fuqua - สร้างชื่อจากกำกับมิวสิควิดีโอ จนถึง Shooter, Training Day) เขียนบทโดย ไมเคิล มาร์ติน (Michael C. Martin) นำเสนอชีวิตตำรวจ 3 คน ในเมืองบรุคลิน ที่อยู่คนละแผนก เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็เชื่อมโยงกัน (ยังไง??) ผ่านเรื่องราวแวดล้อม ปัญหา การตัดสินใจถึงหนทางที่แต่ละคนเลือกเดิน

Sal (Ethan Hawke) ตำรวจหน่วยพิเศษ ผู้ยึดมั่นในศาสนา แต่กำลังจะเสื่อมศรัทธาในพระเจ้า เนื่องจากต้องการเิงินก้อนใหญ่เพื่อบ้านหลังใหม่ ที่จะรองรับเมีย และลูกๆ (4+2 คน ในท้อง) กับทางเลือกที่จะต้องเป็นตำรวจ "กังฉิน"

Eddie (Richard Gere) สายตรวจที่กำลังจะเกษียณอีก 7 วัน กับไฟทำงานที่มอดไปนานให้เพื่อนๆ ร่วมงานได้ดูแคลน เขาไม่มีครอบครัว ไม่มีอะไรให้อาวรณ์ คนที่เขาพอจะสนิทสนมได้มีเพียงโสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น

Tango (Don Cheadle) สายสืบที่แฝงตัวเข้าไปในแกงค์ค้ายาเสพติด เขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตตำรวจตามเดิมพร้อมกับตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้ภรรยาที่กำลังจะขอหย่ากลับมาคืนดี

เหตุการณ์ต่างๆ ขมวดปมเข้มข้นขึ้น เมื่อมีคดีที่ตำรวจทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การประท้วงของชาวบ้าน และการระบาดของยาเสพติด ที่ต้องกระตุ้นให้กรมตำรวจต้องรีบกู้ภาพลักษณ์ และศรัทธาคืนมาจากประชาชน

แกนเรื่องดังกล่าว แตกรายละเอียดไปยังตัวละครทั้ง 3 คน ที่ต้องผ่านการทดสอบในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Sal ที่ต้องเผชิญกับโลภะ (ความโลภ) และเย้ายวนของเิงินของกลาง กับแรงกดดันและความพยายามที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวในอุดมคติ

ส่วน Tango เอง ก็ต้องรับมือระหว่าง ความรับผิดชอบในหน้าที่ กับ คุณธรรมน้ำมิตรของเพื่อนในแกงค์ ว่าจะระงับโทสะ (ความโกรธ) ของตนเองได้หรือไม่ หรือจะลืมไปไหมว่าตอนนี้เขากำลัง "เล่น" ในบทบาทไหนกันแน่

และสุดท้าย สำหรับ Eddie เองแล้ว เขาจะจัดการกับโมหะ (ความหลง) ของเขาที่มีต่อหญิงโสเภณี ที่เสมือนกับภรรยาของเขาได้อย่างไร นอกจากนั้นแล้ว โมหะของ Eddie อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความหลงต่อตำแหน่งหน้าที่ของเขา เขาไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจในการเป็นตำรวจของเขา ท้ายที่สุดแล้วคืออะไร ใช่การถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับตำรวจหน้าใหม่หรือไม่ หรือว่าการทำหน้าที่ตำรวจแค่เพียงใน "เวลางาน" เท่านั้น เขาจะเข้าใจในสิ่งที่หัวหน้าเขาบอกหรือไม่ว่า "ให้ทำสิ่งดีๆ แม้ว่าเวลา (ทำงาน) ใกล้จะหมดแล้วก็ตาม"

หนังได้นำเสนอว่า สำหรับคนที่ไม่สามารถอดทน อดกลั้น และพ่ายแพ้ต่อตัณหาดังกล่าว ก็จะประสบชะตากรรมที่แตกต่างกันออกไป ผมคงบอกไม่ไ้ด้นะครับ ว่าตัวละครทั้ง 3 คนจะมีจุดจบอย่างไรบ้าง แต่คนที่สามารถตั้งสติ และ อดทนกับปัญหา ยึดมั่นในคุณธรรมที่ถูกต้อง จะเป็นคนที่หลุดพ้นได้ในที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งที่จะ "สนุก" สำหรับคนช่างคิดก็คือ สัญลักษณ์ "สีขาว" ในหนัง ที่ Caz (Wesley Snipes) เพื่อนร่วมแกงค์ของ Tango ที่ต้องแต่งตัวในชุด "สีขาว" เสมอ ในขณะที่ Tango เองแต่งแต่ชุด "สีดำ" แต่เมื่อตัว Tango เริ่มถลำลึกกับงานนอกกฏหมาย เสื้อผ้าของเขาก็เริ่มมี "สีขาว" สอดแทรกเข้ามาเหมือนเพื่อนของเขาเช่นกัน

หรือ "ตราประจำตัว" ที่ตำรวจแต่ละคนหวงนักหวงหนา เมื่อถึงเวลาเกษียณแล้ว มันก็แค่เศษโลหะที่ถูกโยนทิ้งอย่างง่ายๆ สะท้อนถึงการ "ยึดมั่น ถือมั่น" ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง

หลังจากดูจบแล้ว ผมกลับมาคิดถึงพล็อตหนัง กับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตจริง พลางคิดว่า สักวันหนึ่ง หนังแนวนี้น่าจะหมดความนิยมไป เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง นั้นยิ่งกว่าภาพ หรือเหนือกว่าจินตนการที่ผู้เขียนบท หรือ ผู้กำกับจะนำเสนอเสียอีก

อย่างไรแล้ว ตำรวจก็เป็น "คน" เช่นเราท่าน มีเพียงเครื่องแบบ กฏหมาย และ จิตสำนึก ที่จะยกพวกเขาให้ต่างกับอาชญากรอื่นๆ เท่านั้น

แล้วเจอกันใหม่ในหนังเรื่องต่อไปครับ

February 17, 2011

เรียนจากหนัง > The Goods: Live Hard, Sell Hard (กลยุทธ์ผู้ชาย พันธุ์ขายแหลก - 2009)


ถ้าวันนั้นไม่ได้มีธุระไปที่โรงพยาบาล และไม่ได้แก้เซ็งด้วยการกดรีโมตไล่ช่องทีวีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นนิสัยย้ำคิดย้ำทำอย่างหนึ่งแล้ว ผมคงไม่ได้เจอะเจอกับหนังเรื่องนี้แน่นอน

ไม่ต้องพูดถึงความนิยม หรือดาราในหนังเรื่องนี้ คะแนนเพียง 5.8 จาก imdb.com และคำโปรยเชื้อเชิญด้านบนโปสเตอร์ที่อ่านแล้วถึงกับขำ ตัวผมเองก็คงจะมองข้ามไปเช่นกัน แต่ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับ การกอบกู้สถานการณ์ด้วยทักษะการบริหารทีมขาย และไอเดียทางด้านการตลาด ทำให้กิจกรรมกดรีโมตต้องหยุดไป 89 นาที (ความยาวหนัง)

เนื้อเรื่องแบบสั้นๆ กล่าวถึง ความตกต่ำของเต๊นท์ขายรถมือสองแห่งหนึ่ง ทำให้เจ้าของ Ben Selleck ตกลงว่าจ้าง Don "The Good" Ready และทีมงานเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายระหว่างช่วงเทศกาลวันชาติ โดยมีเวลาจำกัดเพียง 3 วัน (ศุกร์-อาทิตย์) และรถยนต์ที่มากกว่า 200 คันที่จอดรอพิสูจน์ฝีมือ

ในระหว่างการเดินเรื่อง พล็อตรองเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน การไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรื่องราวในอดีตของตัวละครหลักๆ และความรักที่น่าจะต้องห้าม ก็ถูกเสริมเข้ามาตามขนบ ซึ่งคอหนังแนวๆ นี้ก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ถ้าจะให้เน้นๆ ว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้างก็คงแยกได้ดังนี้

เกี่ยวกับการขาย การตลาด - เราจะเห็นได้ว่า การวางแผนเพื่อพิชิตยอดขายนั้น ต้องมีเหลี่ยมการขาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาสูง แล้วลดแบบเหลือเชื่อเพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจ, หรือการโน้มน้าว เล่าเรื่อง เชื้อเชิญ เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขาดไม่ได้, หรือเทคนิคด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหน้าร้าน การตั้งบูธดีเจเปิดเพลงเพื่อเร้าอารมณ์การซื้อ, พริตตี้ที่จ้างมาเชียร์ลูกค้าหนุ่มๆ, การปรับโปรโมชันแบบฉับพลันให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม หรือการทำพีอาร์แบบแหวกๆ ด้วยการเล่นกับความผูกพันของคนในเมืองนั้นๆ เหล่านี้เป็นไอเดียตัวอย่างที่นักขาย นักการตลาดควรจะเข้าใจ แม้ว่าบางทีอาจจะรู้สึกว่ามันเว่อร์ไปบ้างก็ตาม

พูดถึงเทคนิคการขาย การตลาดแล้ว จะไม่พูดถึงการบริหารทีมขายก็คงไม่ได้ - พระเอกแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่ตอนรับงาน การเตรียมตัวหาข้อมูล การรู้จักจุดเด่น หรือข้อจำกัดของตัวเองและทีมงาน แม้เมื่อมาเจอทีมขายเดิมของเจ้าของที่ต่างก็หดหู่กับความตกต่ำ และอนาคตที่ไม่เห็นแสงสว่าง ก็ต้องมีการปลุกใจทีมขาย ให้แข็งขัน การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ (หรือน่าสงสาร) ของพนักงานขาย หรือแม้การใช้ระฆังเป็นตัวแทนความสำเร็จในการขาย แม้กระทั่ง ในเรื่องส่วนตัว ที่อาจจะมีผลต่อผลงาน เหล่านี้ ผู้จัดการฝ่ายขายที่ดี ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นข้อผิดพลาดขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า - เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เต็มที่เราอาจจะได้แค่คาดเดาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ แต่ 3 วันของการขาย เราจะเห็นกรณีต่างๆ ที่ไม่คาดคิด ตั้งแต่ นักร้องที่จะเอามาเรียกแขกเกิดเบี้ยวเฉยๆ จนความไม่พอใจกลายเป็นจราจล ปัญหาการเทคโอเวอร์จากคู่แข่ง หรือปัญหาความน่าเชื่อถือจากลูกค้า หรือผู้ว่าจ้างก็ตาม ต่างต้องการสติที่มั่นคงในการตัดสินใจ (ในหนังแปลงตรงนี้ให้เป็นเรื่องอัศจรรย์ไปซะ)

อย่างที่บอก ถ้าข้ามเรื่องความดังของดาราแล้ว หนังเรื่องนี้สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่อยู่ในวงการการขาย การตลาดได้อย่างดี แม้ว่าอาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกประเด็นก็ตาม

ข้อสรุปสุดท้าย ที่ผมเองได้จากหนังเรื่องนี้คือ บางทีสิ่งที่เรามองหา มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการ ไม่นิยม หรืออาจจะอยู่ในเปลือกหีบห่อที่ไม่สวยงามก็เป็นได้ครับ

May 21, 2010

เรียนจากหนัง > The Devil's Game (Korea 2008) เกมท้าเย้ยมัจจุราช


บ้านเมืองไม่ค่อยปกติ เปิดทีวีก็เจอแต่ข่าวรายงานความเสียหาย ไม่รู้ว่าทำไมไม่ไปรายงานเรื่องอื่นบ้าง เช่น พวกแกนนำที่เหลือมันหายหัวไปไหน ดูแล้วก็หดหู่ เลยไปค้นๆ หนังที่ซื้อมานานแล้วมาดูแก้เซ็งดีกว่า

หน้าปกที่ดูแล้วคงไม่เครียดไปกว่านี้ พร้อมๆ กับเรื่องไม่ย่อของ มินฮีดู ได้รับข้อเสนอจากมหาเศรษฐี คังโนซิก ที่ตัวจริงซิก (sick) ใกล้ตายแล้ว ข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การเดิมพันว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่จะโทรไปนั้น คนรับเป็นหญิงหรือชาย ถ้ามินฮีดู ทายถูกก็จะได้เงิน 3,000 ล้านวอน (เท่าไรหว่า) เป็นรางวัล แต่ถ้าเขาทายผิด เขาต้องให้ร่างกายแก่ชายชราแทน

เป็นไปตามฟอร์มพระเอกที่ตอนแรกไม่ยอม แต่พอกลับไปบ้านพบว่าแม่ของแฟนสาว โดนแกงค์ทวงหนี้ตามข่มขู่ แถมเขาก็โดนกระทืบเป็นค่าดอกเบี้ยเสียอีก ด้วยอารมณ์หุนหัน เขาเลือกที่จะเดิมพันเพื่อให้ได้เงินมาช่วยแฟนสาวได้เร็วที่สุด

หนังสอดแทรกความเขี้ยว ความเก๋าของคนที่ผ่านอะไรมาเยอะอย่างโนซิกให้เราได้เห็น เช่นระหว่างที่เดิมพันกับฮีดูนั้น เขาได้ถือโอกาสตรวจสอบความซื่อสัตย์ของภรรยา ลีฮีริน ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งก็ได้พิสูจน์หลักการของ ผัวแก่เมียสาว ได้ว่า ระดับความรัก มันน้อยกว่า เลขศูนย์หน้าจุดทศนิยมในบัญชียิ่งนัก โชคยังดีที่โนซิกยังพบว่าบอดี้การ์ดของเขา มร. อัน ยังภักดีกับเขาอยู่

กลับมาผลของการพนัน ทีแรกที่ฮีดูคิดว่า ปลายสายที่รับนั้นเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเขาโทรอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่า เจ้าหล่อนเป็น "กระเทย" ทำให้เขาต้องพ่ายให้กับโนซิกทันที ซึ่งเป็นมุข "ครึ่งควบลูก" ที่ฮาลึกๆ

ผู้กำกับเลือกที่จะให้เราเชื่อถึงเทคโนโลยีการผ่าตัด ที่ไม่ใช่แค่ย้ายสมองเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนกันด้วย ดูแล้วก็มีความเป็นไปได้ในอนาคตให้เราได้สยองเล่นๆ และทำใจยอมรับได้

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปทั้งสองคน การหักเหลี่ยมเฉือนคม แก้เกมให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ จนต้องสูญเสียไปมากกว่าที่คิด ซึ่งจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้ เอาประเด็นผลลัพธ์ของ "การพนัน" มาแสดงแฝงข้อคิดผ่านตัวละครด้วย เช่น เรื่องใหญ่ๆ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ, ผลลัพธ์ของการพนันที่ไม่เคยทำให้ใครรวย จุดสุดท้ายของความโลภคือความสูญเสีย และถ้าคุณคิดว่าคุณเจ๋ง คนอื่นก็อาจจะเจ๋งกว่าคุณได้เช่นกัน

มีตัวละครไม่กี่ตัวที่แสดงให้เราเห็นถึงความพอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของ โนซิก ที่เมื่อรู้ว่าเขาชนะพนันด้วยวิธีการที่น่ารังเกียจแล้ว ถึงกับเลิกคบไปเลย หรือ มร.อัน ที่มีแต่ความซื่อสัตย์ต่อนาย ไม่พยายามที่จะเข้าไปวุ่นวายเกินหน้าที่ตน

ตอนจบจะเป็นยังไง ก็ไปติดตามอุดหนุนกันได้ครับ ยังเป็นเรื่องของการเดิมพันเหมือนเดิม แต่ตามแนวหนังเกาหลี ก็มีหักมุมกันเอวบิดให้เดากันไม่ถูกเช่นกัน

พูดถึงแนวหนังเกาหลีแล้ว ต้องยอมรับว่า เขามีการส่งเสริมพัฒนามาก ทั้งเรื่องบทที่เข้มข้น และการแสดง รวมถึงโปรดักชัน ที่ทำให้เรามองข้ามหน้าตาขาดๆ เกินๆ ไม่ลงตัวของดาราชาย หรือ พิมพ์นิยมเดียวกันของดาราสาวๆ ไปได้ กอปรกับการพากย์ไทยของทีม "พันธมิตร" ที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเหลือง ก็ทำให้ต้องติดตามกันต่อไป

February 12, 2010

เรียนจากหนัง > Sympathy For Lady Vengence เธอฆ่าแบบชาติหน้าไม่ต้องเกิด (2005)


ไม่นานมานี้ได้อ่านบทความที่พูดถึง "หนังกะบะ" ซึ่งหมายถึงหนัง VCD, DVD ที่วางขายในกะบะเป็นแถวๆ ในห้างหรือร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหนังเก่าๆ หรือหนัง "ขายพ่วง" มากับโปรแกรมหนังใหญ่ ที่บริษัทจัดจำหน่ายก็มาทำเป็นหนังแผ่น เพื่ออย่างน้อยจะได้เงินมาถัวๆ กันบ้าง

หลายๆ ครั้งผมพบว่า ในกะบะเหล่านี้ มีขุมทรัพย์ที่น่าสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ต้องบอกก่อนว่า หลังๆ นี้ นอกจากหนังฝรั่งซับไทยแล้ว ผมมักจะเลือกหนังเอเชีย (ญี่ปุ่น เกาหลี) ที่พากย์โดยทีมงานพันธมิตร เป็นความชอบส่วนตัวในเรื่องของมุข และน้ำเสียงที่ดูเมื่อไรฮาได้ทุกที

หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไตรภาค Old Boy ของผู้กำกับ ปาร์ค ชุน วุก ครับ มีสามเรื่องคือ Sympathy For MR. Vengeance (2002) , Oldboy (2003) และสุดท้าย Sympathy For Lady Vengeance (2005) เนื้อเรื่องแยกกัน แต่มีธีมร่วมกัน คือการล้างแค้น และความรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะนะครับ

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ กึมจา (ลี ยอง เอ) โดนจับฐานฆาตกรรมเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญจากสื่อมวลชน เพราะด้วยหน้าตาที่สวยงามของเธอ เธอถูกลงโทษจำคุก 13 ปี ซึ่งหนังค่อยๆ เปิดปมทีละปมว่า เมื่อเธอพ้นคุกแล้ว เธอตั้งใจที่จะล้างแค้นใครคนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องติดคุก และในที่สุดเธอก็หาคนๆ นี้เจอและได้ล้างแค้นสมใจหมาย

ลำพังเนื้อเรื่องเอง ถ้าเป็นอย่างที่เล่ามาคงไม่มีประเด็นอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือรายละเอียด "ระหว่างทาง" ที่ผู้กำกับและคนเขียนบทใส่เข้ามา เช่น

ความมุ่งมั่นในการล้างแค้น - ทำให้เธอต้องสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมคุกต่างๆ ที่จะช่วยเธอได้ในอนาคต หรือผู้กำกับที่สามารถนำเสนอเรื่องของเธอให้กับคนข้างนอก

วิธีการล้างแค้น - ที่ผมแปลกใจและชอบในไอเดียคือ เมื่อเราเจอคนที่เราต้องการล้างแค้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะพิฆาตให้อาสัญ แต่สิ่งที่เธอเลือกคือ เธอให้พ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกผู้ร้ายตัวจริงลักพาตัวและทรมาน มาร่วมในการพิพากษา และล้างแค้นร่วมกับเธอด้วย โดยให้ทุกคนได้ลงคะแนนเสียงว่าเลือกที่จะให้ฆาตกร "อยู่" หรือ "ตาย" อย่างไร และ ถ้าจะให้ "ตาย" จะให้ "ตาย" แบบไหน โดยให้แต่ละคนจับสลากเข้าไปล้างแค้นทีละคน


ที่โหดกว่านั้นคือ ระหว่างที่ประชุมเพื่อลงมติล้างแค้นนั้น เธอปล่อยให้การลงมติ ออกอากาศให้ฆาตกรที่ถูกมัดอีกห้องหนึ่งนั้นได้ยินทุกอย่างด้วย !!

และเธอไม่ลืมที่จะให้ตำรวจคนที่จับเธอ (แทนที่จะจับฆาตกรตัวจริง) มาเป็นสักขีพยานในการล้างแค้นด้วยอีกทางหนึ่ง

เมื่อการล้างแค้นเสร็จสิ้น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาด แล้วมาถ่ายรูปร่วมกัน เป็นที่ระทึก และมั่นใจว่าไม่มีใครเบี้ยวแน่นอน


นอกจากจะประทับใจการนำเสนอที่กล่าวไปแล้ว ผมสงสัยว่า ในชีวิตจริงของคนเรา มันจะแค้นหรือโกรธกันได้มากขนาดนี้เชียวหรือ มีคู่สามีภรรยา คู่หนึ่งที่เกือบจะเลือกที่จะ "ให้อภัย" กับฆาตกร เพราะล้างแค้นไปก็ไม่ได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับมา แต่ตัวละครอื่นๆ ก็หาเหตุผลดึงกลับมาสู่การล้างแค้นจนได้

อาจจะเป็นไปได้ที่ผมไม่ได้มีประสบการณ์เช่นตัวละครในหนัง แต่เราจะให้ความทุกข์เหล่านี้ผูกมัดตัวเราถึงเมื่อใด หลังจากล้างแค้นแล้ว หนังก็ยังต่อไปด้วยว่า การล้างแค้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเหล่านั้นดีขึ้นอย่างใด


ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า "การให้อภัย" เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตราบใดที่เรายังเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "การลงโทษ" คนผิดก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะคาดหวังอะไรกับการลงโทษเหล่านั้น หรือเราพอใจกับ "การขอโทษ" ที่เขาสำนึกและขอจากเราหรือไม่

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญและจัดการกันต่อไป



October 7, 2009

เรียนจากหนัง > The Mist วิกฤตของชีวิต (The Mist : Crisis Management)


ขอว่าถึงเรื่องหนังอีกสักครั้งนะครับ ก่อนจะกลับไปหาพี่พาลี ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ทางเคเบิลทีวีตอนไปเชียงใหม่คราวที่แล้ว เห็นว่าเนื้อหนังมีประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ

The Mist เป็นผลงานเรื่องดังอีกเรื่องของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญ สตีเฟน คิง ฉายมาตั้งแต่ปี 2007 ในเมืองไทยมีเสียงตอบรับดีพอสมควรสำหรับคอหนัง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างแล้ว คงคิดว่าเป็นหนังสยองขวัญสัตว์ประหลาดดาดๆ ไป ทำให้ผมเองก็พลาดไปเช่นกัน

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ ในเช้าวันหนึ่งหลังจากพายุใหญ่ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในอเมริกาก็ได้ต้อนรับกลุ่มหมอกแปลกๆ พร้อมกับกองกำลังทหารที่เข้ามา หนังโฟกัสไปที่กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งรวมทั้งตัวเอกที่มาพร้อมกับลูกชายและเพื่อนบ้านที่เคยบาดหมางกัน ก็จะเข้ามาซื้อของเพื่อไปซ่อมแซมบ้านด้วย

หนังไม่ปล่อยให้เราเห็นภาพน่าเบื่อที่เราคุ้นเคยตอนไปชอปปิงหรอกครับ ระดับนี้แล้ว หนังเริ่มแสดงให้เห็นว่า "หมอก" ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เริ่มคุกคามอย่างไร มีตัวประหลาดในหมอกลากคนไปกิน ทำให้ทุกคนในซุปเปอร์มาเก็ตนั้นต้องรวมตัวกันเพื่อป้องกัน และดูแลตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

จุดที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากการลุ้นว่าสัตว์ประหลาดคืออะไร จะโจมตีอย่างไร และการเดาว่าตัวประกอบเสร่อๆ คนไหนจะตายก่อนนั้น คือ การที่คนหลากหลายแบบต้องถูกบังคับให้มาอยู่ด้วยกันในภาวะวิกฤต คนที่เราเจอเผินๆ ในห้าง ในลานจอดรถ เพื่อนบ้าน ฯลฯ ที่เราเคยยิ้ม เคยจอดรถให้ข้ามถนน ต่างๆ นานา นั้น พอได้มาใกล้ชิดกันเพราะความจำเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่ดึงผมไปจากความประหลาดของ "หมอก" หรือความเป็นไปไม่ได้บางอย่างของเนื้อเรื่องคือ "การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต" ครับ

ในชีวิตจริง ผมหวังว่า เราคงไม่เจอภาวะวิกฤตรุนแรงอย่างในหนังนะครับ แต่ว่าเราเคยคิดกันไหมว่าจะเตรียมตัวอย่างไร
อย่างแรก เมื่อเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งเนื้อหาในหนังนั้น ชาวบ้านพยายามจะให้ทนายที่เป็นเพื่อนบ้านผิวดำของพระเอกนั้นเป็นผู้นำ เพราะดูจากหน้าที่การงานน่าเชื่อถือต่างกับพระเอกที่เป็นเพียงศิลปินวาดภาพประกอบหนัง

แต่ปมในใจของทนายผิวดำ และวุฒิภาวะบกพร่องในการเป็นผู้นำ ทำให้เขาดื้้อรั้นไม่เชื่อฟังคำแนะนำของพวกพระเอก แม้ว่าจะมีหลักฐานอยู่ทนโท่ก็ตาม ส่งผลให้เขาต้ัองกลับบ้านเป็นคนแรกๆ ของเรื่องนี้ รวมไปถึงคนผิวดำอีกหลายๆ คนที่เลือกที่จะอยู่ข้างเขาด้วย

ชาวบ้านเริ่มจะมีทีท่าเชื่อถือเรื่องสัตว์ประหลาด และผลักดันให้พระเอกเราเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เขาต้องการแค่ซื้อของเสร็จแล้วให้ลูกได้กลับบ้านไปเจอเมีย การต่อสู้กับสัตว์ประหลาด หรืออื่นๆ ใดๆ เพื่อตอบโจทย์ข้างต้นเท่านั้น ทำให้ตัวละคร "หญิงบ้า" อีกคนมีบทบาทขึ้นมา

"หญิงบ้า" (ตามที่ชาวเว็บทั้งหลายเรียกไว้) นี้ ต้นเรื่องชาวบ้านไม่มีใครอยากยุ่งด้วย เพราะคิดว่าเป็นพวกบ้าศาสนา สวดมนต์ไปวันๆ แต่เธอมีความเชื่อ มีจุดยืนที่ชัดเจนครับ ในหนังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะเป็นไง เธอเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และทุกสิ่งเกิดจากพระเจ้ากำหนด

เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นไปได้คือ ในภาวะที่มีความเครียด และกดดันสูงๆ นั้น ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เธอพูด และมันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายๆ คนเริ่มไม่ใ้ช้เหตุผลในการพิจารณาปัญหา เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเป็นทางแก้ไข เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่หนักและลำบากเกินไปสำหรับชาวบ้านในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงหันไปเลือกทางออกที่ง่ายๆ และสำเร็จรูป ทำให้หญิงบ้านี้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มในที่สุด

อย่างที่โบราณกล่าวไว้ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ในภาวะวิกฤตนั้น ผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ที่สำคัญถัดมาคือ การค้นหาความจริงวิเคราะห์ปัญหาด้วยสติก็จำเป็น บางทีเราต้องถอยตัวเองออกมาก้าวหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมของวิกฤตทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องมองออกจากกรอบปกติของความคุ้นชินไปบ้าง เพื่อหาแนวทางใหม่ๆ เช่นกัน

และการบริหารจัดการผู้ตาม (ที่ตามเพราะความจำใจ) จึงจำเป็นที่เราต้องฝึกฝนตัวเองให้พร้อมกับบทบาทผู้นำ หรือผู้ตามเพราะในหนังก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้ตามที่ดี ทำงานเป็นทีม ใช้เหตุผลมาถกเถียงกัน ทำให้ฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ ได้ เทียบกับผู้ตามที่ห่วยๆ เอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอ รอความช่วยเหลืออย่างเดียว หรือในสถานการณ์เช่นนี้ คนเราก็จะแสดงถึงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างมากที่สุด เพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายในการบริหารจัดการเช่นกัน

กลับมาที่เนื้อเรื่องอีกครั้ง หนังไม่ปล่อยให้เป็นไปตามแบบแผนขนบธรรมเนียมของหนังครับ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะเฉลยว่า สัตว์ประหลาดที่ปรากฏนั้น มาจากความผิดพลาดในการทดลองทางทหาร ทำให้ประตูมิติเปิดออกและสัตว์ประหลาดหลุดออกมา (อืม ค่อยเว่ิิอร์สมกับ สตีเฟน คิงหน่อย) หนังแสดงให้เห็นว่า บางทีผู้นำก็ตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นกัน ความใจร้อน หุนหันพลันแล่นอาจจะทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้ และไม่เพียงแค่นั้น มันมีชีวิตของผู้ตามคนอื่นๆ ที่เขาแบกไว้ด้วย การรอคอยก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ทีดีอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ครับ ในภาวะวิกฤตนั้นมันไม่ง่ายเลย แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ