Showing posts with label child development. Show all posts
Showing posts with label child development. Show all posts

November 24, 2009

มองมุมเหม่ง > นิทานก่อนนอน (Bed Time Story)

เทวดานางฟ้า

บินมาอวยพรนอนฝันดี

เติบใหญ่ใจงดงาม

********************

ถ้าพูดถึงการเล่านิทานก่อนนอนแล้ว ไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะรู้เรื่องกันบ้างหรือเปล่า เพราะว่าเป็นความบันเทิงแบบดั้งเดิมที่พ่ายแพ้ให้แก่ทีวี กระทั่งถึงอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความพยายามของพ่อแม่ยุคใหม่ และผลการวิจัยว่าสามารถทำให้เด็กเล็ก (ตั้งแต่ในท้องจนกระทั่ง 6 ขวบ) ได้มีโอกาสสัมผัสคำว่า “อัจฉริยะ” กับเขาบ้าง

ผลการวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเข้าใจเดิมที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน เพื่อให้ลูกๆ ได้ซึมซับการใช้ภาษา สร้างเสริมจินตนาการนั้น อาจจะยังไม่ "ดี" พออย่างที่คิด


กลุ่มนักวิจัยจาก UCLA แนะนำว่า พ่อแม่สามารถพัฒนาลูกๆ ได้มากกว่านั้น โดยการที่ให้ลูกๆ ได้มีส่วนร่วมในการพูดคุยกับพ่อแม่ด้วย ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของเขาเร็วขึ้นกว่าเดิม


งั้นเราลองมาดูกันไหมครับ ว่าจะทำอย่างไรกันได้บ้าง เริ่มจากนิทานทั่วๆ ไป เช่น เทพนิยายกริมส์ (หนูน้อยหมวกแดง, ซินเดอเรลล่า, สโนว์ไวท์) หรือ เอาแบบไทยๆ ก็ได้ (ถ้าพ่อแม่ยังพอจำได้อยู่) เช่น โสนน้อยเรือนงาม, ปลาบู่ทอง


เมื่อเราเล่าไปแล้ว อาจจะหยุดเป็นระยะ แล้วลองตั้งคำถามเพื่อสอดแทรกแนวคิดอื่นๆ หรือดูความเข้าใจของเขา เช่น


- "เราคิดว่าหนูน้อยหมวกแดง เดินไปในป่าคนเดียวจะดีไหมคะ" (ระมัดระวังในการเดินทาง)

- "สโนว์ไวท์ รับแอปเปิ้ลจากคนแปลกหน้าได้หรือเปล่าเอ่ย" (รับของจากคนแปลกหน้า)


การที่เราอ้างอิงจากนิทานที่มีอยู่แล้ว ก็สะดวกสำหรับพ่อแม่ และดึงความสนใจได้ดีกว่าเพราะเป็นสิ่งที่ "รู้ๆ" กันแล้ว แต่กรณีถัดมา เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ "แนว" และมีพลังจินตนาการเหลือเฟือ โดยนิทานที่เล่านั้นจะแต่งขึ้นมาเอง อาจจะเป็นเรื่องหลุดโลก แฟนตาซี หรือ พ่อกับแม่นำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาผูกเรื่องเล่าเป็นนิทานให้ลูกฟัง เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจการใช้ชีวิตและโลกของผู้ใหญ่มากขึ้น โดยอาจลดทอนให้เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งจินตนการที่ต้องการ


หรือจะท้าทายกว่านั้น ให้การเล่านิทานของเรา เป็นเกมส์อีกอย่างหนึ่งระหว่างพ่อแม่และลูกก่อนนอน เช่น ให้ลูกกำหนดคำขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วให้พ่อแม่ผูกเป็นเรื่องขึ้นมา โดยให้เขาได้มีส่วนร่วมในการกำหนด "ชะตากรรม" ของเรื่องนี้ด้วย ซึ่ง ก็มีหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นหนังสือ "เบสท์เซลล์เลอร์" ไปในที่สุด เช่นเรื่อง "ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว" (Pippi Longstocking) ของ แอสทริด ลินด์เทรน ที่มียอดจำหน่ายกว่า 15 ล้านเล่ม หรือ "ช้างน้อย บาบาร์" (Babar The Elephant) ของ เซซิล เดอบรันฮอฟฟ์ ที่กลายเป็นภาพยนต์ในที่สุด สดกว่านั้น ก็กรณีของ ไคลฟ์ วู้ดดอล ที่เขียนนิทานก่อนนอนเพื่อเล่าให้ลูกฟัง เรื่อง "บินสุ่ฝัน" (One for Sorrow, Two for Joy) ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนกพันธุ์ต่างๆ จนติดอันดับหนังสือขายดีของอเมซอน และตอนนี้ไปรอเป็นหนังของวอลต์ ดิสนีย์ ด้วยราคาลิขสิทธิ์ 1 ล้านเหรียญแล้ว


ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพื่อพัฒนาการของลูกเรา ที่พ่อแม่ต้องทุ่มเทและเอาใจใส่ ปัญหาอย่างเดียวที่นึกออกตอนนี้ก็คือ...


นิทานสนุกซะจนไม่ได้นอนกันทั้งพ่อแม่ลูกก็เท่านั้น


October 28, 2009

มองมุมเหม่ง > นิ้วที่ยาวไม่เท่ากัน (Yes, We Are Different !!)

มือนิ้วยาวไม่เท่า
เหมือนเช่นเรากับเขาที่เป็น
แตกต่างแต่ล้วนดี
*************************

ผมเป็นคนหนึ่งที่โตมาในครอบครัวที่มีสมาชิกมากมาย ตามแบบฉบับของครอบครัวคนจีนอพยพยุคที่ 2 ยุคที่อยู่รวมกับเป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกันหลายครอบครัว มีลูกหลานหลายคน
และพ่อแม่ของพวกเราได้รับการศึกษาดีกว่ารุ่นบุกเบิก ใช้เสื่อแทนที่นอนเช่นรุ่นปู่รุ่นย่า ประมาณว่าเรื่องลอดลายมังกรที่เคยฉายไปนานแล้วก็ได้ครับ คล้ายกับครอบครัวคนไทยสมัยก่อนเหมือนกัน

มองในมุมหนึ่ง ก็ดูอบอุ่นและดีในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว

แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ร่วมคือ "การเทียบลูกเขาลูกเรา" ครับ

ถ้ายังนึกไม่ออกจะดูเหตุการณ์นี้ประกอบก็ได้ครับ (นามสมมติทั้งนั้น)

แม่ 1) "เนี่ยผลสอบของตาโก้ ออกมาแล้ว แย่จัง ได้เกรด 3 มาตัวเดียว ที่เหลือ 4 หมด แล้วของตาแม็คละ เป็นไงบ้าง"
แม่ 2) "เอ่อ... ก็พอได้นะ ได้เกรด 3 มาตัวเดียวเหมือนกัน ที่เหลือเห็นแต่ 2 กับ 1 นะ สงสัยครูคงเขียนผิด แหะ แหะ"
แม่ 1) "ต๊าย ทำไมเป็นยังงี้เนี่ย เรียนห้องเดียวกันแท้ๆ แฟนเธอก็ออกจะเก่ง เธอต้องเข้มงวดหน่อยนะ จะให้ชั้นช่วยอะไรก็บอก เรามันคนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ..." (บลา บลา บลา)

พอนึกได้แล้วใช่ไหมครับ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ก็จะเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น การกินการอยู่ สุขภาพ พัฒนาการทางร่างกาย จิปาถะครับ โดนกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเด็กๆ อย่างเราที่ต้องมารองรับความคาดหวังจากผู้ใหญ่เหล่านี้ บนเหตุผลของ "ความหวังดี" ที่ลึกๆ แล้วต้องยอมรับว่ามีความสะใจ แฝงอยู่อย่างไม่รู้ตัวก็ตาม

จะมากจะน้อยขึ้นกับความใกล้ชิดของตัวพ่อตัวแม่ และวัยของเด็กด้วยครับ วัยเดียวกันก็ซวยหน่อย ความแตกต่างไม่ค่อยมี ซึ่งไปสร้างความกดดันและสงสัยให้เด็กแท้ๆ ว่า กูจะเป็นแบบนี้ไม่ได้หรือไงวะ ตอนออกมาก็มาจากคนละมดลูกนี่หว่า (ตอบอย่างนี้ อนาคตต้องแพทย์แน่นอน)

ผู้ใหญ่เหล่านี้เองคงไม่ได้จะตั้งใจจะซ้ำเติมกันขนาดนั้น บ้างก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ตามชุดสนทนาสำเร็จรูป แต่รูปแบบสังคมเราเป็นอย่างนี้จริงๆ ซึ่งเด็กในตอนนั้นก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในตอนนี้ ก็เริ่มกลับมาตั้งคำถามและส่งเสียงดังๆ กันบ้างแล้ว

ไม่อย่างนั้น เราคงไม่เห็นโรงเรียนทางเลือกแบบต่างๆ หรือ วิธีการสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เรียนรู้กันเองเหล่านี้หรอกครับ นี่ก็เป็นทางออกอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับเด็กหรือตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า "ลูก" ของเราเอง เราจะสอนเขาอย่างไรดี

อย่างแรก
ต้องบอกเขาว่า คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครที่เหมือนกัน แต่ทุกๆ คนสามารถ "เลือก" ที่จะเป็นได้ บางคนอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นหมอ อยากเป็นวิศวะ หรืออยากเป็นยามก็แล้วแต่ความรักในดวงใจของแต่ละคน
ถัดมา คนเป็นพ่อแม่ต้องยอมรับด้วยนะครับ ว่าปัจจุบัน ชีวิตเราพบการเปรียบเทียบ การแข่งขันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนกระทั่งการจองที่นอนบนเชิงตะกอน เราจะไปแก้ตัว หรือแก้ต่างให้ลูกเราไม่ได้ตลอดหรอกครับ เงาเรายังต้องพักตอนพระอาทิตย์ตกดินเลย

เมื่อยอมรับแล้วว่า การแข่งขันการเปรียบเทียบมันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง ก็สอนให้เด็กเขาเข้าใจสิครับ ให้เขาเห็น "ด้านบวก" ของการเปรียบเทียบว่า มันเป็นมาตรวัดอย่างหนึ่งที่จะทำให้เขาพัฒนาขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม ยอมรับว่าทุกอย่างมีแพ้ มีชนะ แพ้แล้วก็กลับไปฝึกฝนใหม่ ปรับปรุงวิธีการต่างๆ ให้ดี ให้ต่างออกไป ไม่จำเป็นต้องกลุ้่มใจ ทำหน้าย่นไม่สมกับวัย เครียดไปเปล่าๆ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ สอนให้เขานอบน้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น และคำวิจารณ์ สอนให้เขา "คิด" ว่าสิ่งที่ "คนพูด" พูดมานั้น เขามีความรู้ หรือประสบการณ์มากพอที่จะวิจารณ์หรือไม่ และ "เนื้อหา" ที่เขาพูดมันสมเหตุสมผล เชื่อถือได้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ คำแนะนำบางอย่างก็ยิ่งกว่าแอปเปิ้ลพิษอีกนะครับ (อืม จะรู้ไหมหนอ ว่าพูดถึงเรื่อง สโนไวท์ แล้วสมัยนี้เขาจะยกตัวอย่างอะไรกันนะ)

ประกอบกับถ้าเราสอนเด็กๆ ให้เข้าใจและมองเรื่องเหล่านี้ในทาง "บวก" ด้วยภาษาหรือตัวอย่างง่ายๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วละครับ ว่าคราวหน้าจะเศร้าใจว่าใครจะมาพูดอย่างไร

เพราะเขาได้รับภูิมิคุ้มกันที่ชื่อว่า "ปัญญา" และ "ความรัก" จากพวกเราไปแล้วไงครัีบ