ช่วงชีวิตของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เริ่มจากลูกน้องตัวเล็กๆ หัวหน้าตัวกลางๆ จนมาถึงหัวเรือตัวท้วมๆ อย่างทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า "ไม่ง่าย" ในชีวิตมืออาชีพ คือ การบริหารจัดการ "คน" ครับ
July 1, 2013
มองมุมเหม่ง > คน ค้น คน (Human Resource Management)
ช่วงชีวิตของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เริ่มจากลูกน้องตัวเล็กๆ หัวหน้าตัวกลางๆ จนมาถึงหัวเรือตัวท้วมๆ อย่างทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า "ไม่ง่าย" ในชีวิตมืออาชีพ คือ การบริหารจัดการ "คน" ครับ
September 30, 2012
มองมุมเหม่ง > คำคิด คำคม
August 2, 2012
มองมุมเหม่ง > เหตุผลของนักช้อป (Confessions of a Shopaholic)
สำหรับคนที่สนใจในความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาผู้บริโภค คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ "เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม" (Behavioral Economics) ที่มุ่งให้ความสนใจพฤติกรรม การตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ในภาพเล็ก และภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อ ขาย สินค้า หรือแม้กระทั่งการลงทุนต่างๆ
(ในเมืองไทยที่ผมได้ยินคำนี้แรกๆ จาก ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ครับ หรือถ้าจะหาหนังสืออ่านก็ขอแนะนำ Predictably Irrational แปลเป็นไทย โดย คุณ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ครับ)
โดยปกติแล้ว เราจะพบว่า มนุษย์ทั้งหลายพยายามจะอ้างว่า การตัดสินใจของตนเองทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่บน "หลักการ" ของการใช้เหตุผล ที่ผ่านการวิเคราะห์ ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
แต่ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่พอวิเคราะห์ลึกๆ ไปแล้ว กลับหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม แต่กลับกลายเป็นการซื้อ หรือ จับจ่ายไปด้วยเรื่องของอารมณ์แท้ๆ
ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินซื้อของบางอย่างเพื่อที่จะ "ประชด" คนขาย ให้รู้ว่า "กูก็มีเงินนะโว้ย" หรือ จ่ายเงินเพื่อความสงสารให้กับเด็กน้อยที่มาขอทาน โดยที่ไม่รู้เลยว่า มันเป็นอาชีพการแสดงประเภทหนึ่งเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น
มองในแง่การจับจ่าย ช้อปปิ้งกันบ้าง เชื่อว่าหลายๆ คน (แม้กระทั่งผมเองก็ตาม) ที่มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ "ป้ายลดราคา" เป็นอย่างยิ่ง เจอทีไร ถึงกับอ่อนแรง โดนดึงดูดไปโดยไม่ีรู้่ตัว (อันเนื่องมาจากจิตวิทยาอันชาญฉลาดของคนขาย ในการออกแบบ การใช้สีสัน หรือ ตัวเลขที่มาจูงใจ) แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ต้องมานั่งเซ็งตัวเองว่า "กูซื้อมาทำไมว่ะเนี่ย ของเก่ายังเหลือเพียบ" บางครั้ง กลายเป็นปัญหาครอบครัวก็ว่าได้
ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะพลาดของ (ที่คิดว่า) ถูก ครับ เพราะคนเรามักจะคิดว่า ครั้งหน้าอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จึงทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น
หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือ การซื้อของที่ "ยังไม่เคยมี" อาจจะเพราะในอดีต เรายังไม่พร้อมที่จะซื้อ (เงินน้อย) แต่พูดตรงๆ คือ มันเป็นเรื่อง "คาใจ" ดังนั้น พอมีโอกาสแล้ว ก็จะซื้อไปโดยไม่ไตร่ตรองเลย เช่น การซื้อเครื่องประดับราคาแพง หรือ การจ่ายค่าอาหารบางมื้อ เพื่อสนองความอยากในอดีต เป็นต้น
เชื่อไหมละครับ ถ้าไปถามทุกคนตามตัวอย่างข้างต้นนี้ ร้อยทั้งล้านจะตอบว่าตัวเองได้ตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบทุกคนครับ
แต่อย่างนึงที่อาจจะลืมคิดกันไปคือ มัน "จำเป็น" หรือเปล่า
เราซื้อไปแล้ว จะได้ใช้เลยหรือไม่ ซื้อเพราะความกลัว แล้วทำให้รกห้องเก็บของเราเปล่าๆ ปลี้ๆ หรือไม่
เรามีตัวเลือกอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่นๆ ได้ต่อไป
ครับ ส่วนใหญ่มาคิดได้ ก็ตอนกลับบ้าน เอาของออกจากถุง ตอนนั้นแหละ
แต่ไม่ผิดหรอกครับ เพราะด้วยความยั่วยวนของสภาพแวดล้อมร้านค้า คำพูดโอ้โลมปฏิโลมของคนขาย ถ้าใจไม่แข็งจริงก็ยากที่จะปฏิเสธ
แต่หวังว่าครั้งต่อไป ทุกท่านคงมีสติและไม่พลาดท่าเสียทีต้องมานั่งเสียใจอีกต่อไป
ขอให้ทุกท่าานมีความสุข และ สติกับการใช้เงินที่เราต่างหามาครับ
June 21, 2012
มองมุมเหม่ง > ไม่กลัวเรื่อง "คลาวด์ๆ" (Cloud Computing)
ภาพรวมของการใช้งานคลาวด์ พบว่า เหล่า CIO (Chief Information Officer) ทั้งหลายเิิริ่มเข้าใจและกล้าที่จะใช้งาน Cloud Computing มากขึ้น ถึง 50% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งแนวโน้มในการใช้งานแพร่หลายไปในส่วนของโปรแกรม Application ต่างๆ ผ่านระบบคลาวด์ มากขึ้น หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า SaaS (Software as a Service) คือ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมไปลง เพียงแต่ ล็อกอิน เข้ามาใช้ (จากที่ไหนก็ได้ ขอให้ต่อเน็ตได้เป็นพอ) แล้วก็จ่ายเงินตามการใช้งานจริง ซึ่งปัจจุบัน ก็จะเป็นโปรแกรมพวก CRM (Customer Relationship Management), การบริหารงานขายทั้งหลาย, เกมออนไลน์, ซอร์ฟแวร์เอกสารต่างๆ ในออฟฟิศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณโปรแกรมในท้องตลาดทั้งหมด
รองลงมา (38%) เป็นเรื่องของกฏระเบียบ ข้อกฏหมายต่างๆ ที่มักจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิการเป็นเจ้าของ การรับผิดชอบ จริงๆ ไม่เกี่ยวกับทางเทคนิคเท่าไร ตรงนี้น่าจะเถียงกันอีกนานครับ
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผู้ใช้งานตาดำๆ อย่างเราก็คงต้องทำใจละครับ
อ้างอิง: http://www.forbes.com/sites/joemckendrick/2012/06/20/cloud-computing-simply-isnt-that-scary-anymore-survey/
June 6, 2012
มองมุมเหม่ง > ความสุขในวันนี้ (The Pursuit of Happyness)
คงเป็นเรื่องยากที่จะมองย้อนกลับไปในอดีต เพื่อตอบตัวเองว่า ความหมายของ "ความสุข" คืออะไร
ในวัยเล็ก ความสุขของเราคงเป็น "ของเล่น" ต่างๆ ที่พ่อแม่ซื้อมาให้ โตมาอีกหน่อย "ขนมอร่อยๆ" ก็เป็นเป้าหมายที่มาแทนที่ หรือยังอยู่คู่กัน
สำหรับวัยรุ่นแล้ว ความสุขเริ่มมีหน้าตาหลากหลาย ขึ้นกับรสนิยม ประสบการณ์ หรือ การศึกษาที่สะสมมา
ครั้งหนึ่ง ผมพบว่า แค่เป๊ปซี่ เย็นฉ่ำกับน้ำแข็งกรุบกรอบ คือความสุขที่สุดของหญิงสาวคนหนึ่งไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเพราะ "ความอยาก" ในตอนเด็กที่ไม่ได้เติมเต็ม กลายเป็นเงื่อนไขของความสุข (อีกอย่างหนึ่ง) ของเธอ
แต่ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ แม้ว่ามันยังไม่ถึงเส้นชัย แต่เงื่อนเวลาก็อนุญาตให้เราได้หยุดพัก หยุดคิดบ้าง
ผมถามตัวเองอีกครั้งว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร
แปลก ที่ในยามที่เราคิดว่าเรามี "ความสุข" เมื่อถามคำถามนี้ ผมมักจะมองหาคำตอบไม่เจอ มันเบลอๆ เหมือนสายตาผู้ชายเมื่อตอนอายุ 40 ขึ้นไป (ทำไมต้องเป็นสายตาผู้ชายนะรึ เพราะผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการมองแบบผู้หญิง)
แค่รู้สึกได้เท่านั้น ว่า เออ กูมีความสุขนะ
แต่ในวันนี้ วันที่เรามีภาระมากกว่าเมื่อวาน และปัญหาที่มาพร้อมกับภาระเหล่านั้น บางครั้ง พร้อมใจมาเยี่ยมเราโดยมิได้นัดหมาย ถาโถมสันนิบาตกันเข้ามา จนบางครั้งเราไม่เพียงแต่ซวนเซ แต่อาจจะล้มคว่ำกันง่ายๆ
พยายามตั้งหลักให้ได้ก่อนครับ หยุด หรือ เดินถอยหลังสักหลายๆ ก้าว ถ้ามันจำเป็น มองปัญหาเหล่านั้นให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเวลานั้น "สติ" ที่ทำหล่น เพราะโดนชน ก็จะกลับมา
นอกจากสติจะกลับมาแล้ว ปัญญา ก็จะตามมาด้วย จะถูกต้องนะคร้าบบบบ หรือเปล่าก็มาดูกัน
แล้วตอนนั้น ลองถามตัวเองสิครับ ว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร
คุณอาจจะพบว่า ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า คนที่รักคุณจริงๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นมา ทั้ง ครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือ บางคนที่คุณเคยทำดีแล้วไม่ได้จำ เขาก็อาจจะกลับมายื่นมือช่วยเหลือคุณ
คุณอาจจะพบต่ออีกว่า คนบางคนที่คุณเคยคิดว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนที่คุณคาดหวังไว้ เขาได้เผยธาตุแท้ ตัวตนจริงๆ มาให้คุณได้เห็นว่า คุณไม่สามารถพึ่งพาเขาได้เลย
คุณก็จะพบว่า คุณมีเวลา หรือ มีโอกาสได้ทำอะไรอย่างอื่น ที่ต่างไปจากเดิม กิจกรรมเหล่านี้ อาจจะจุดประกายทางความคิด หรือ ทางเลือกใหม่ๆ ในชีวิตให้คุณได้
หรือ อย่างน้อยที่สุด คุณได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนทางเดินชีวิตที่ผ่านมา เข้าใจตัวเองว่าจะเดินไปอย่างไรต่อไป
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คิดไหมครับ ว่ามันคือ "ความสุข" อย่างหนึ่ง
ที่เราอาจจะทำหาย หรือ ลืมมันไปแล้ว
April 8, 2012
มองมุมเหม่ง > แค่อยู่ด้วยกัน (Be With You)

ใกล้สงกรานต์แล้ว คำถามยอดนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่เทศกาลนี้แต่เป็นทุกเทศกาล จนผมจำไม่ได้ว่า ค่านิยมนี้มันมาจากไหน คือ "จะหนีกรุงเทพฯ ไปเที่ยวไหน??" ซึ่งช่วงหนึ่งของชีวิตก็รู้สึกว่า มันเป็นกิจกรรม "ท่าบังคับ" ที่ต้องมานั่งคิดๆ กัน แล้วก็ต้องมาปวดหัว เวียนตับ กับจำนวนคนมากมายที่หนีกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว ในย่านต่างๆ ทั้งพัทยา หัวหิน ชะอำ ระยอง เขาใหญ่ ฯลฯ จนส่งผลให้ร้านค้าดังๆ ในท้องถิ่นเหล่านั้นต้องพลอยเสียหายไปด้วย อันเนื่องมาจากระดับคุณภาพการบริการ ที่ไม่สามารถรองรับจำนวนคนมหาศาลได้ อันนี้ประการหนึ่ง
แต่อีกประเด็นที่สำคัญกว่า คือ เราต่างลืมไปว่า เราไปสถานที่เหล่านั้น เพื่อให้เรามีความสุขกับคน "ที่เรารัก" ต่างหาก แม้กระทั่งตัวผมเอง หลายครั้งที่ปัญหาจากสถานที่ต่างหน้าเหล่านั้น ทำให้เกิด "ปัญหา" กับคนที่เรารักจนได้
แล้วมันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่าละครับ
ต่อๆ มา ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกับสถานที่ต่างๆ ให้มันเป็นเพียงสิ่งเติมเต็มที่ "ไม่คาดหวัง" เพื่อที่จะได้ "เกินคาดหวัง" จะดีกว่า แล้วหันไปทุ่มเทกับคนที่เรารักรอบๆ ข้างมากขึ้น
แค่เท่านี้ บางครั้ง ห้องนั่งเล่น ก็เกินพอแล้ว
มองมุมเหม่ง > ช่วงเวลาของชีวิต (Life Cycle)
ในวัยที่ใกล้ "หลักสี่" นั้น เมื่อทบทวนกับเรื่องราวที่ผ่านมา ผมพบว่าชีิวิตของแต่ละคนจะมี "วัฏจักร" ที่จะกินเวลาไม่เท่ากัน แ่ต่เรื่องราวหรือการเปลี่ยนแปลงมันจะกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับที่รุ่นพี่คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับวงจรของเศรษฐกิจที่ตก ฟื้นตัว แล้วก็กลับมา
ถ้าพิจารณาในแง่ของ "สถิติศาสตร์" มันก็น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับเราได้ว่าเราจะกำหนด "จังหวะ" ของชีวิตเราต่อไปอย่างไร บางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน เรื่องที่อยู่ หรือแม้กระทั่งโชคลาภที่เกิดขึ้่น
แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามันจะ "มี" หรือ "ไม่มี" การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมีสติก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
November 5, 2011
มองมุมเหม่ง > บางเทคโนโลยีกับน้ำท่วม

สภาวะน้ำท่วมปี 2554 ที่เรียกได้ว่า "มหาวิบัติ อุทกภัย" (ไม่ใช่ชื่อหนัง box office แต่มันคือชีวิตจริง) นั้นส่งผลกระทบและก่อนให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เพียงแต่ถ้าผู้นำที่รับผิดชอบมีการบริหารจัดการ การสื่อสารที่ถูกต้อง เชื่อว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่มากขนาดนี้
อย่างหนึ่งที่ค่อนข้างหงุดหงิด (นอกจากการแจ้งเหตุ และการวางแผนรับมือมวลน้ำ) คือมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพทั้งภาครัฐและเอกชนภาพที่เราได้เห็นผ่านทีวีคือ การที่หน่วยงานต่างๆ แห่กันไปยังพื้นที่บางพื้นที่ ล่องเรือแล้วก็แจกอาหาร ถุงยังชีพให้กับชาวบ้านที่เดิน (หรือว่ายน้ำ) ออกมาลอยคอรอรับกัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ
1) มีชาวบ้านเท่าไรกันแน่ ที่ติดอยู่ตามบ้านเรือน ตามพื้นที่ต่างๆ และไม่สามารถออกมาได้
2) ชาวบ้านบริเวณไหนที่ได้รับการช่วยเหลือซ้ำซ้อน แต่ในบางพื้นที่ยังไม่ได้รับอะไรเลย
3) สิ่งที่ชาวบ้านเขาต้องการมากกว่า มาม่า อาหารแห้ง คืออะไรบ้าง ยารักษาโรค ฯลฯ
4) ผู้ประสบภัยจะสามารถติดต่อโลกภายนอกได้อย่างไรบ้าง
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มองในมิติการกระจายความช่วยเหลือ แต่ถ้ามองย้อนไปยังขั้นตอนการรับบริจาค การรวบรวมความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตศรัทธาแล้ว ยังชวนหดหู่เป็นอย่างยิ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเราไม่เคยเกิดปัญหาแบบนี้ (ต่างกันที่ความหนักเบา) แต่การแก้ไขก็เป็นอย่างขอไปที ซ้ำไปซ้ำมา
แล้วมันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าบ้าง
ก่อนที่น้ำท่วมจะมาถึง รัฐบาลควรมีการแจ้งเตือน สื่อสารกับประชาชน ถึงความเสี่ยงในระดับต่างๆ และแผนการรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัว และไม่ตื่นตระหนกเกินไป อย่าลืมว่า ความไม่รู้ นำไปสู่ความกลัว และกลายเป็นความโกลาหล (ทั้งการกักตุนอาหาร การแย่งที่จอดรถ การรวมกลุ่มทำลายคันกั้นน้ำ ฯลฯ)
และเมื่อน้ำมาแล้ว ผู้ประสบภัยเหล่านั้น ควรที่จะสามารถ “ลงทะเบียน” เพื่อยืนยันตำแหน่งที่อยู่ หรือเป็นช่องทางในการติดต่อกับภาครัฐ จะเป็นการโทรมาเพื่อแจ้ง, SMS หรือระบบยืนยันตำแหน่ง GPS
ทั้งนี้แล้ว ภาครัฐก็จะทราบจำนวนผู้ประสบภัยทั้งหมดได้ พร้อมทั้งสามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าว จะทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่ มีความต้องการอะไรบ้าง เพื่อจัดเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือ และบริหารจัดการสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับบริจาคมาอย่างได้ประโยชน์ที่สุด
แล้วใครควรจะทำ และ ที่ว่ามาสามารถทำเลยได้ไหม
ว่ากันเรื่องเทคโนโลยีก่อน จากที่กล่าวมาไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลย ในภาวะที่เมืองไทยจะเป็นประเทศ 3G อีกไม่นาน เพราะทั้งโทรศัพท์ SMS, GPS เหล่านี้เป็นเรื่องพื้นๆ ไปแล้ว ปัญหาที่น่าปวดหัวคือ ใครจะเป็นเจ้าภาพ จะขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ (ไอซีที, มหาดไทย, สาธารณสุข ฯลฯ) ให้ประสานงานกันได้อย่างราบรื่นอย่างไร
ตราบใดที่เรายังมีผู้นำที่พร่องความสามารถเช่นนี้ ไอเดียที่ว่าก็คงเป็นเพียงความคิดลอยๆ เท่านั้น
น่าสงสารประเทศไทยเสียจริง



