Showing posts with label มองมุมเหม่ง. Show all posts
Showing posts with label มองมุมเหม่ง. Show all posts

July 1, 2013

มองมุมเหม่ง > คน ค้น คน (Human Resource Management)




ช่วงชีวิตของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เริ่มจากลูกน้องตัวเล็กๆ หัวหน้าตัวกลางๆ จนมาถึงหัวเรือตัวท้วมๆ อย่างทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า "ไม่ง่าย" ในชีวิตมืออาชีพ คือ การบริหารจัดการ "คน" ครับ

ในวันที่เราเป็นหัวหน้า เป็นผู้นำ ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของคนอีกหลายๆ คนที่เต็มใจ (และตกกระใจพลอยโจน) มาทำตามสิ่งที่เราต้องการนั้น ก็จะมีเรื่องที่ต้องมองกันต่ออีกหลายกรณีดังนี้

กรณีแรก คือ การบริหารจัดการคนที่มีอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาอาจจะอยู่กันมานานก่อนที่เราเข้ามา ซึ่งเราคงต้องมาวิเคราะห์ ประเมินคนเหล่านี้ก่อนว่า พื้นฐานความรู้ ความสามารถของเขาแต่ละคนเป็นอย่างไร สอดคล้อง ส่งเสริมเป้าหมายของบริษัทหรือไม่ แตกต่างจากคนอื่นๆ หรือเปล่า ควรจะเก็บไว้หรือปล่อยไปดี

เมื่อประเมินฝีมือกันแล้ว ก็มาดูในเรื่องของ EQ กันต่อว่าเขามีทักษะร่วมงานกับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร ถึงขั้นนี้แล้ว เราก็จะเริ่มปวดหัว เพราะพวกฝีมือดีๆ หลายคนอาจจะทำงานขัดใจกับคนอื่นๆ ส่วนคนที่ใครๆ ก็รักนั้น มักจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเรา การวิเคราะห์ตรงนี้จะช่วยเราในการวางแผนการจัดสรรงานให้ทีมเบื้องต้นได้ครับ

หลังจากนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ เราจะพัฒนาทีมของเราต่อไปอย่างไร อนาคตปีหน้า, 3 ปี, 5 ปี พวกเขาจะเติบโต รับผิดชอบอะไรกันบ้าง ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าต้องวางแผน “ร่วม” กับเขานะครับ (เคยมองมุมนี้เกี่ยวกับการเป็นหัวหน้าในตอน “คนที่ใช่ ในที่ที่ถูกต้อง”
 http://mengmory.blogspot.com/2009/11/right-man-in-right-place.html) ช่วยให้เขามีอนาคตที่ดีในแบบที่เขาต้องการ แต่ก็เป็นแนวทางที่บริษัทจะไปด้วย อย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าหัวหน้าคนนั้น “สอบผ่าน” ครับ

กรณีที่สอง คือ การหาคน “ใหม่” มาเสริมทีมครับ เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ไม่ยาก จะว่ายากก็ไม่ง่าย หลายๆ บริษัทมักโบ้ยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคล แต่ที่จริงแล้ว ตัวหัวหน้าเองควรจะมีส่วนมากถึงมากที่สุดครับ เพราะผลลัพธ์ของเขา ก็คือผลงานของท่านนั่นเอง

การหาคนใหม่นั้น ง่ายที่สุดคืออ้างอิงรายละเอียดงานที่ต้องรับผิดชอบ จะเรียกกันว่า Job Description, Job Specification หรืออะไรก็ตาม ที่น่าแปลกใจคือบางบริษัทไม่มี หรือ ที่มีก็เป็นการลอกเขามา เขียนให้กว้างๆ เข้าไว้ ทำให้ฝ่ายบุคคลเองก็ทำงานลำบาก และ เสียเวลาในการหาคนที่ใช่จริงๆ ดังนั้น ตัวหัวหน้าเองจะต้องเป็นคนกำหนดรายละเอียดตรงนี้ให้ชัดเจนที่สุด

หลังจากนั้น เมื่อมีผู้สมัครเข้ามาให้เราคัดเลือก ตรงนี้ก็ไม่ง่ายอีกที่เราจะอ่านใครๆ ภายในเวลา 30-60 นาที (เวลาโดยเฉลี่ยในการสัมภาษณ์งาน) ถ้าเจอผู้สมัครที่เก๋าเกมส์หน่อย เขาสามารถตอบคำถามเพื่อสร้างความประทับใจลวงตาได้ไม่ยาก ตรงจุดนี้ ก็ขึ้นกับความเก่ง หรือ ประสบการณ์ของผู้สัมภาษณ์เองที่จะอ่านได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อหรือไม่ หลายๆ แห่งเอง ไม่เคยมีการอบรม “ทักษะการสัมภาษณ์” เหล่านี้ให้กับพวกหัวหน้างานเหล่านั้นเลย จะว่ามันไม่มีหรือไม่สนใจก็แล้วแต่ ปล่อยไปตามยถากรรมที่สร้างมาของแต่ละคน ซึ่งก่อนสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ก็ควรจะเตรียมตัวกันก่อน ว่าคนที่เราต้องการนั้น ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร องค์ประกอบอื่นๆ ด้านชีวิตส่วนตัว ประสบการณ์ในอดีต ที่จะเสริมให้งานก้าวหน้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหล่านี้ต้องมีโครงคำถามไว้คร่าวๆ แล้ว ยิ่งถ้าเป็นระดับผู้บริหารด้วยแล้ว ทักษะบางอย่าง เช่น การเป็นผู้นำ การวิเคราะห์ปัญหา ทัศนคติการมองปัญหา ฯลฯ ก็จำเป็นมากขึ้นไปอีก

เมื่อเจอคนที่คิดว่าใช่แล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องการเตรียมตัวพนักงานใหม่ให้เขาอยู่กับเราให้ได้ ซึ่งก็ขึ้นกับความชัดเจนของงานที่จะให้เขารับผิดชอบ สิ่งที่บริษัทคาดหวัง รวมถึงผลตอบแทนต่างๆ ที่เขาจะได้ เหล่านี้ต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เริ่มงานกันอย่างเต็มที่และสบายใจ

หวังว่ามุมมองเหล่านี้ น่าจะพอเป็นประโยชน์ให้กับหัวหน้างานทั้งหลายให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนครับ


September 30, 2012

มองมุมเหม่ง > คำคิด คำคม



 
Everyone hears what you say. 
Friends listen to what you say. 
Best friends listen to what you don't say. 

(Anonymous)

***************************************
พูดไปใครก็รู้
แต่เพื่อนเข้าใจเมื่อได้ฟัง
มิตรแท้ ไม่ต้องเอ่ย

(ไฮกุ - 30 กันยายน 2555)

***************************************

Only a minute to like someone,
Just an hour to have a crush on someone 
Only a day to love someone, 
But it takes a lifetime to forget someone.

(Anonymous)

ชอบทันทีที่เห็นเจ้าคนงาม 
แค่ชั่วยามผันผ่านพาลแอบฝัน
รักลงลึกสุดใจในข้ามวัน
แต่ลืมกันไม่ลงตราบจนตาย

แค่นาทีก็รู้ว่าเริ่มชอบ
กับคำตอบมอบใจในชั่วยาม
แค่วันเดียวรักได้ไม่ต้องถาม
อยากลืมนามตราบตายก็ไม่ลืม

 (กลอนแปด - 30 กันยายน 2555)


***************************************

August 2, 2012

มองมุมเหม่ง > เหตุผลของนักช้อป (Confessions of a Shopaholic)


สำหรับคนที่สนใจในความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาผู้บริโภค คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ "เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม" (Behavioral Economics) ที่มุ่งให้ความสนใจพฤติกรรม การตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ในภาพเล็ก และภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อ ขาย สินค้า หรือแม้กระทั่งการลงทุนต่างๆ

(ในเมืองไทยที่ผมได้ยินคำนี้แรกๆ จาก ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ครับ หรือถ้าจะหาหนังสืออ่านก็ขอแนะนำ Predictably Irrational แปลเป็นไทย โดย คุณ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ครับ)

โดยปกติแล้ว เราจะพบว่า มนุษย์ทั้งหลายพยายามจะอ้างว่า การตัดสินใจของตนเองทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่บน "หลักการ" ของการใช้เหตุผล ที่ผ่านการวิเคราะห์ ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว

แต่ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่พอวิเคราะห์ลึกๆ ไปแล้ว กลับหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม แต่กลับกลายเป็นการซื้อ หรือ จับจ่ายไปด้วยเรื่องของอารมณ์แท้ๆ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินซื้อของบางอย่างเพื่อที่จะ "ประชด" คนขาย ให้รู้ว่า "กูก็มีเงินนะโว้ย" หรือ จ่ายเงินเพื่อความสงสารให้กับเด็กน้อยที่มาขอทาน โดยที่ไม่รู้เลยว่า มันเป็นอาชีพการแสดงประเภทหนึ่งเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

มองในแง่การจับจ่าย ช้อปปิ้งกันบ้าง เชื่อว่าหลายๆ คน (แม้กระทั่งผมเองก็ตาม) ที่มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ "ป้ายลดราคา" เป็นอย่างยิ่ง เจอทีไร ถึงกับอ่อนแรง โดนดึงดูดไปโดยไม่ีรู้่ตัว (อันเนื่องมาจากจิตวิทยาอันชาญฉลาดของคนขาย ในการออกแบบ การใช้สีสัน หรือ ตัวเลขที่มาจูงใจ) แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ต้องมานั่งเซ็งตัวเองว่า "กูซื้อมาทำไมว่ะเนี่ย ของเก่ายังเหลือเพียบ" บางครั้ง กลายเป็นปัญหาครอบครัวก็ว่าได้

ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะพลาดของ (ที่คิดว่า) ถูก ครับ เพราะคนเรามักจะคิดว่า ครั้งหน้าอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จึงทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น

หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือ การซื้อของที่ "ยังไม่เคยมี" อาจจะเพราะในอดีต เรายังไม่พร้อมที่จะซื้อ (เงินน้อย) แต่พูดตรงๆ คือ มันเป็นเรื่อง "คาใจ" ดังนั้น พอมีโอกาสแล้ว ก็จะซื้อไปโดยไม่ไตร่ตรองเลย เช่น การซื้อเครื่องประดับราคาแพง หรือ การจ่ายค่าอาหารบางมื้อ เพื่อสนองความอยากในอดีต เป็นต้น

เชื่อไหมละครับ ถ้าไปถามทุกคนตามตัวอย่างข้างต้นนี้ ร้อยทั้งล้านจะตอบว่าตัวเองได้ตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบทุกคนครับ

แต่อย่างนึงที่อาจจะลืมคิดกันไปคือ มัน "จำเป็น" หรือเปล่า

เราซื้อไปแล้ว จะได้ใช้เลยหรือไม่ ซื้อเพราะความกลัว แล้วทำให้รกห้องเก็บของเราเปล่าๆ ปลี้ๆ หรือไม่

เรามีตัวเลือกอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่นๆ ได้ต่อไป

ครับ ส่วนใหญ่มาคิดได้ ก็ตอนกลับบ้าน เอาของออกจากถุง ตอนนั้นแหละ

แต่ไม่ผิดหรอกครับ เพราะด้วยความยั่วยวนของสภาพแวดล้อมร้านค้า คำพูดโอ้โลมปฏิโลมของคนขาย ถ้าใจไม่แข็งจริงก็ยากที่จะปฏิเสธ

แต่หวังว่าครั้งต่อไป ทุกท่านคงมีสติและไม่พลาดท่าเสียทีต้องมานั่งเสียใจอีกต่อไป

ขอให้ทุกท่าานมีความสุข และ สติกับการใช้เงินที่เราต่างหามาครับ

June 21, 2012

มองมุมเหม่ง > ไม่กลัวเรื่อง "คลาวด์ๆ" (Cloud Computing)



ในประเทศไทย เรื่องของคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) มีการพูดถึงมาสัก 2-3 ปีแล้วครับ แรกๆ ก็จะเป็นที่งงงงกันว่ามันคืออะไร ยังไง แต่ตอนนี้ หลายๆ หน่วยงาน ก็เริ่มที่จะทำความเข้าใจและโปรโมทแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่นับว่าก็ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วครับ

ล่าสุดอ่านบทความเรื่อง Cloud Computing Simply Isn't That Scary Anymore: Survey โดยนาย Joe McKendrick จากนิตยสาร Forbes ที่บริษัท North Bridge Venture Partnersได้
สำรวจ CIO จำนวน 785 บริษัท ในเรื่องของ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งในบทความนี้จะทำให้เราเห็นมุมมองของคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคลาวด์ ว่าเขาคิดเห็นกันอย่างไร เพื่อจะได้รับมือในส่วนของพวกเราครับ


ภาพรวมของการใช้งานคลาวด์ พบว่า เหล่า CIO (Chief Information Officer) ทั้งหลายเิิริ่มเข้าใจและกล้าที่จะใช้งาน Cloud Computing มากขึ้น ถึง 50% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งแนวโน้มในการใช้งานแพร่หลายไปในส่วนของโปรแกรม Application ต่างๆ ผ่านระบบคลาวด์ มากขึ้น หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า SaaS (Software as a Service) คือ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมไปลง เพียงแต่ ล็อกอิน เข้ามาใช้ (จากที่ไหนก็ได้ ขอให้ต่อเน็ตได้เป็นพอ) แล้วก็จ่ายเงินตามการใช้งานจริง ซึ่งปัจจุบัน ก็จะเป็นโปรแกรมพวก CRM (Customer Relationship Management), การบริหารงานขายทั้งหลาย, เกมออนไลน์, ซอร์ฟแวร์เอกสารต่างๆ ในออฟฟิศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณโปรแกรมในท้องตลาดทั้งหมด

เหตุผลหลักๆ ที่ลงคะแนนให้มากกว่า 50 % ในการเปลี่ยนมาใช้งานคลาวด์มากขึ้นคือ การเพิ่มหรือลดจำนวนผู้ใช้งาน (Scalability) นั้นทำได้ง่าย และ ยืดหยุ่น (Flexibility) กว่าการซื้อโปรแกรมแล้วมาลงทีละเครื่องๆ เหมือนเมื่อก่อน ซึ่งง่ายในการควบคุมค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่ใช้งานและสะดวกกว่าเดิมมาก

ที่น่าแปลกคือ พอถามถึงความคุ้มค่าในภาพรวม (Total Cost of Ownership) ของการลงทุน ปรากฏว่าจำนวนผู้ที่คิดว่ามันคุ้มค่าในการเปลี่ยนจากการลงทุนซื้อซอฟแวร์ และ ฮาร์ดแวร์ มาเป็นการใช้งานผ่านคลาวด์นั้น กลับมีจำนวนลดลง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะค่าใช้จ่ายต่อเดือน ต่อผู้ใช้งาน เมื่อคำนวณในระยะยาวแล้วอาจจะไม่ต่างกันมากสักเท่าไร 

แต่เหตุผลที่เปลี่ยนไปใช้คลาวด์เพื่อเป็นการประหยัดการลงทุน อาจจะไม่ใช่เหตุผลหลักที่ CIO ทั้งหลายควรคำนึงถึง แต่แท้จริงแล้ว การตอบสนองความต้องการของธุรกิจ ความเร็วในการปรับใช้ และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าที่ควรเป็นหัวข้อในการเลือกใช้คลาวด์

อีกแนวโน้มหนึ่งที่จะทำให้การใช้คลาวด์เป็นที่นิยม ซึ่ง 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นพ้องต้องกันคือ งานที่ต้องมีการประมวลผลจำนวนมาก และงานที่ต้องมีการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน แต่ละบริษัทอาจจะต้องทบทวนตัวเลขการลงทุนเทียบกับปริมาณงานที่บริษัทคุณมี ในจุดนี้บริการคลาวด์ที่จ่ายต่อครั้งน่าจะถูกและคุ้มค่ากว่าการลงทุนเองครับ

ฟังดูเหมือนจะดี แล้วสิ่งที่เหล่า CIO ทั้งหลาย นั้นกังวลเรื่องอะไรกันบ้าง

อย่างแรกที่ยังเป็นเหตุผลที่มาเป็นอันดับ 1 ตลอด คือเรื่องของ "ความปลอดภัย" (55%) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จัดได้ว่าอ่อนไหว เพราะข้อมูลความลับของเราไปอยู่้ตรงไหนอย่างไรก็ไม่รู้ ทางผู้ให้บริการก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น

รองลงมา (38%) เป็นเรื่องของกฏระเบียบ ข้อกฏหมายต่างๆ ที่มักจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิการเป็นเจ้าของ การรับผิดชอบ จริงๆ ไม่เกี่ยวกับทางเทคนิคเท่าไร ตรงนี้น่าจะเถียงกันอีกนานครับ 

และถัดมา (32%) เป็นความกังวลในเรื่องของผู้ให้บริการครับ ว่าจะมีความน่าเชื่อถือ ของทั้งบริษัท หรือ ของระบบโครงสร้างต่างๆ ที่มารองรับแค่ไหน ทั้งระบบ  Infrastructure, Platform, Security ต่างๆ 

แต่อย่างไรท้ายที่สุดแล้ว Joe ก็บอกว่า การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ผ่านคลาวด์จะแพร่หลายไปเรื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งคลาวด์จะไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือน่ากลัวอีกต่อไป

แล้วในส่วนของคนไทยนั้น วันนี้เรามีคนเข้าใจเรื่องคลาวด์มากขึ้น หลายๆ คนที่ยังไม่เข้าใจแต่ก็หารู้ไม่ว่าตนเองก็ใช้บริการคลาวด์อยู่เช่นเดียวกันไม่มากก็น้อย (บริการอีเมล์ต่างๆ, facebook, google, game online) ซึ่งส่วนที่หน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย ต้องเร่งรีบพัฒนาก็คงจะไม่ต่างกับสิ่งที่ CIO 785 บริษัทนั้นกังวลเช่นกันครับ ประเด็นคือ แล้วใครจะเป็นเจ้าภาพ ภาครัฐที่เชื่องช้า หรือ เอกชนที่มีข้อสงสัยในเรื่องความเป็นกลางและผลประโยชน์


ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผู้ใช้งานตาดำๆ อย่างเราก็คงต้องทำใจละครับ


อ้างอิง: http://www.forbes.com/sites/joemckendrick/2012/06/20/cloud-computing-simply-isnt-that-scary-anymore-survey/

June 6, 2012

มองมุมเหม่ง > ความสุขในวันนี้ (The Pursuit of Happyness)


คงเป็นเรื่องยากที่จะมองย้อนกลับไปในอดีต เพื่อตอบตัวเองว่า ความหมายของ "ความสุข" คืออะไร


ในวัยเล็ก ความสุขของเราคงเป็น "ของเล่น" ต่างๆ ที่พ่อแม่ซื้อมาให้ โตมาอีกหน่อย "ขนมอร่อยๆ" ก็เป็นเป้าหมายที่มาแทนที่ หรือยังอยู่คู่กัน

สำหรับวัยรุ่นแล้ว ความสุขเริ่มมีหน้าตาหลากหลาย ขึ้นกับรสนิยม ประสบการณ์ หรือ การศึกษาที่สะสมมา

ครั้งหนึ่ง ผมพบว่า แค่เป๊ปซี่ เย็นฉ่ำกับน้ำแข็งกรุบกรอบ คือความสุขที่สุดของหญิงสาวคนหนึ่งไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเพราะ "ความอยาก" ในตอนเด็กที่ไม่ได้เติมเต็ม กลายเป็นเงื่อนไขของความสุข (อีกอย่างหนึ่ง) ของเธอ

แต่ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ แม้ว่ามันยังไม่ถึงเส้นชัย แต่เงื่อนเวลาก็อนุญาตให้เราได้หยุดพัก หยุดคิดบ้าง

ผมถามตัวเองอีกครั้งว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร

แปลก ที่ในยามที่เราคิดว่าเรามี "ความสุข" เมื่อถามคำถามนี้ ผมมักจะมองหาคำตอบไม่เจอ มันเบลอๆ เหมือนสายตาผู้ชายเมื่อตอนอายุ 40 ขึ้นไป (ทำไมต้องเป็นสายตาผู้ชายนะรึ เพราะผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการมองแบบผู้หญิง)

แค่รู้สึกได้เท่านั้น ว่า เออ กูมีความสุขนะ

แต่ในวันนี้ วันที่เรามีภาระมากกว่าเมื่อวาน และปัญหาที่มาพร้อมกับภาระเหล่านั้น บางครั้ง พร้อมใจมาเยี่ยมเราโดยมิได้นัดหมาย ถาโถมสันนิบาตกันเข้ามา จนบางครั้งเราไม่เพียงแต่ซวนเซ แต่อาจจะล้มคว่ำกันง่ายๆ

พยายามตั้งหลักให้ได้ก่อนครับ หยุด หรือ เดินถอยหลังสักหลายๆ ก้าว ถ้ามันจำเป็น มองปัญหาเหล่านั้นให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเวลานั้น "สติ" ที่ทำหล่น เพราะโดนชน ก็จะกลับมา

นอกจากสติจะกลับมาแล้ว ปัญญา ก็จะตามมาด้วย จะถูกต้องนะคร้าบบบบ หรือเปล่าก็มาดูกัน

แล้วตอนนั้น ลองถามตัวเองสิครับ ว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร

คุณอาจจะพบว่า ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า คนที่รักคุณจริงๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นมา ทั้ง ครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือ บางคนที่คุณเคยทำดีแล้วไม่ได้จำ เขาก็อาจจะกลับมายื่นมือช่วยเหลือคุณ

คุณอาจจะพบต่ออีกว่า คนบางคนที่คุณเคยคิดว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนที่คุณคาดหวังไว้ เขาได้เผยธาตุแท้ ตัวตนจริงๆ มาให้คุณได้เห็นว่า คุณไม่สามารถพึ่งพาเขาได้เลย

คุณก็จะพบว่า คุณมีเวลา หรือ มีโอกาสได้ทำอะไรอย่างอื่น ที่ต่างไปจากเดิม กิจกรรมเหล่านี้ อาจจะจุดประกายทางความคิด หรือ ทางเลือกใหม่ๆ ในชีวิตให้คุณได้

หรือ อย่างน้อยที่สุด คุณได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนทางเดินชีวิตที่ผ่านมา เข้าใจตัวเองว่าจะเดินไปอย่างไรต่อไป

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คิดไหมครับ ว่ามันคือ "ความสุข" อย่างหนึ่ง

ที่เราอาจจะทำหาย หรือ ลืมมันไปแล้ว


April 8, 2012

มองมุมเหม่ง > แค่อยู่ด้วยกัน (Be With You)


ใกล้สงกรานต์แล้ว คำถามยอดนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่เทศกาลนี้แต่เป็นทุกเทศกาล จนผมจำไม่ได้ว่า ค่านิยมนี้มันมาจากไหน คือ "จะหนีกรุงเทพฯ ไปเที่ยวไหน??" ซึ่งช่วงหนึ่งของชีวิตก็รู้สึกว่า มันเป็นกิจกรรม "ท่าบังคับ" ที่ต้องมานั่งคิดๆ กัน แล้วก็ต้องมาปวดหัว เวียนตับ กับจำนวนคนมากมายที่หนีกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว ในย่านต่างๆ ทั้งพัทยา หัวหิน ชะอำ ระยอง เขาใหญ่ ฯลฯ จนส่งผลให้ร้านค้าดังๆ ในท้องถิ่นเหล่านั้นต้องพลอยเสียหายไปด้วย อันเนื่องมาจากระดับคุณภาพการบริการ ที่ไม่สามารถรองรับจำนวนคนมหาศาลได้ อันนี้ประการหนึ่ง

แต่อีกประเด็นที่สำคัญกว่า คือ เราต่างลืมไปว่า เราไปสถานที่เหล่านั้น เพื่อให้เรามีความสุขกับคน "ที่เรารัก" ต่างหาก แม้กระทั่งตัวผมเอง หลายครั้งที่ปัญหาจากสถานที่ต่างหน้าเหล่านั้น ทำให้เกิด "ปัญหา" กับคนที่เรารักจนได้

แล้วมันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่าละครับ

ต่อๆ มา ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกับสถานที่ต่างๆ ให้มันเป็นเพียงสิ่งเติมเต็มที่ "ไม่คาดหวัง" เพื่อที่จะได้ "เกินคาดหวัง" จะดีกว่า แล้วหันไปทุ่มเทกับคนที่เรารักรอบๆ ข้างมากขึ้น

แค่เท่านี้ บางครั้ง ห้องนั่งเล่น ก็เกินพอแล้ว

มองมุมเหม่ง > ช่วงเวลาของชีวิต (Life Cycle)

เป็นความอับอายอย่างหนึ่ง เมื่อดูประวัติการอัพเดตที่ขาดหายไปกับช่วงเวลาที่ผ่านมา มันก็คงเีกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในชีวิต ดีหน่อยที่มันแค่เรื่องงานเท่านั้น แต่ทุกคนก็รู้กันอยู่ว่า ทุกวันนี้เราแยกงานกับเรื่องส่วนตัวได้ยากแค่ไหน เราใช้ชีวิตในออฟฟิศมากกว่าที่บ้่าน ไม่นับรวมบนท้องถนน สำหรับบางคนนะครับ

ในวัยที่ใกล้ "หลักสี่" นั้น เมื่อทบทวนกับเรื่องราวที่ผ่านมา ผมพบว่าชีิวิตของแต่ละคนจะมี "วัฏจักร" ที่จะกินเวลาไม่เท่ากัน แ่ต่เรื่องราวหรือการเปลี่ยนแปลงมันจะกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับที่รุ่นพี่คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับวงจรของเศรษฐกิจที่ตก ฟื้นตัว แล้วก็กลับมา

ถ้าพิจารณาในแง่ของ "สถิติศาสตร์" มันก็น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับเราได้ว่าเราจะกำหนด "จังหวะ" ของชีวิตเราต่อไปอย่างไร บางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน เรื่องที่อยู่ หรือแม้กระทั่งโชคลาภที่เกิดขึ้่น

แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามันจะ "มี" หรือ "ไม่มี" การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมีสติก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

November 5, 2011

มองมุมเหม่ง > บางเทคโนโลยีกับน้ำท่วม


สภาวะน้ำท่วมปี 2554 ที่เรียกได้ว่า "มหาวิบัติ อุทกภัย" (ไม่ใช่ชื่อหนัง box office แต่มันคือชีวิตจริง) นั้นส่งผลกระทบและก่อนให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เพียงแต่ถ้าผู้นำที่รับผิดชอบมีการบริหารจัดการ การสื่อสารที่ถูกต้อง เชื่อว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นคงไม่มากขนาดนี้

อย่างหนึ่งที่ค่อนข้างหงุดหงิด (นอกจากการแจ้งเหตุ และการวางแผนรับมือมวลน้ำ) คือมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ไม่เป็นเอกภาพทั้งภาครัฐและเอกชนภาพที่เราได้เห็นผ่านทีวีคือ การที่หน่วยงานต่างๆ แห่กันไปยังพื้นที่บางพื้นที่ ล่องเรือแล้วก็แจกอาหาร ถุงยังชีพให้กับชาวบ้านที่เดิน (หรือว่ายน้ำ) ออกมาลอยคอรอรับกัน คำถามที่เกิดขึ้นคือ

1) มีชาวบ้านเท่าไรกันแน่ ที่ติดอยู่ตามบ้านเรือน ตามพื้นที่ต่างๆ และไม่สามารถออกมาได้

2) ชาวบ้านบริเวณไหนที่ได้รับการช่วยเหลือซ้ำซ้อน แต่ในบางพื้นที่ยังไม่ได้รับอะไรเลย

3) สิ่งที่ชาวบ้านเขาต้องการมากกว่า มาม่า อาหารแห้ง คืออะไรบ้าง ยารักษาโรค ฯลฯ

4) ผู้ประสบภัยจะสามารถติดต่อโลกภายนอกได้อย่างไรบ้าง

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ มองในมิติการกระจายความช่วยเหลือ แต่ถ้ามองย้อนไปยังขั้นตอนการรับบริจาค การรวบรวมความช่วยเหลือจากผู้ที่มีจิตศรัทธาแล้ว ยังชวนหดหู่เป็นอย่างยิ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเราไม่เคยเกิดปัญหาแบบนี้ (ต่างกันที่ความหนักเบา) แต่การแก้ไขก็เป็นอย่างขอไปที ซ้ำไปซ้ำมา

แล้วมันน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าบ้าง

ก่อนที่น้ำท่วมจะมาถึง รัฐบาลควรมีการแจ้งเตือน สื่อสารกับประชาชน ถึงความเสี่ยงในระดับต่างๆ และแผนการรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัว และไม่ตื่นตระหนกเกินไป อย่าลืมว่า ความไม่รู้ นำไปสู่ความกลัว และกลายเป็นความโกลาหล (ทั้งการกักตุนอาหาร การแย่งที่จอดรถ การรวมกลุ่มทำลายคันกั้นน้ำ ฯลฯ)

และเมื่อน้ำมาแล้ว ผู้ประสบภัยเหล่านั้น ควรที่จะสามารถ “ลงทะเบียน” เพื่อยืนยันตำแหน่งที่อยู่ หรือเป็นช่องทางในการติดต่อกับภาครัฐ จะเป็นการโทรมาเพื่อแจ้ง, SMS หรือระบบยืนยันตำแหน่ง GPS

ทั้งนี้แล้ว ภาครัฐก็จะทราบจำนวนผู้ประสบภัยทั้งหมดได้ พร้อมทั้งสามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าว จะทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่ มีความต้องการอะไรบ้าง เพื่อจัดเป็นศูนย์กลางของความช่วยเหลือ และบริหารจัดการสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับบริจาคมาอย่างได้ประโยชน์ที่สุด

แล้วใครควรจะทำ และ ที่ว่ามาสามารถทำเลยได้ไหม

ว่ากันเรื่องเทคโนโลยีก่อน จากที่กล่าวมาไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลย ในภาวะที่เมืองไทยจะเป็นประเทศ 3G อีกไม่นาน เพราะทั้งโทรศัพท์ SMS, GPS เหล่านี้เป็นเรื่องพื้นๆ ไปแล้ว ปัญหาที่น่าปวดหัวคือ ใครจะเป็นเจ้าภาพ จะขอความร่วมมือจากกระทรวงต่างๆ (ไอซีที, มหาดไทย, สาธารณสุข ฯลฯ) ให้ประสานงานกันได้อย่างราบรื่นอย่างไร

ตราบใดที่เรายังมีผู้นำที่พร่องความสามารถเช่นนี้ ไอเดียที่ว่าก็คงเป็นเพียงความคิดลอยๆ เท่านั้น

น่าสงสารประเทศไทยเสียจริง