ตอนแรกว่าจะหยิบเรื่องอื่นขึ้นมา "มอง" ก่อน แต่หลังจากที่คุยกับน้องที่โทรมาปรึกษาเรื่องที่จะเปลี่ยนงานก็เลยต้องลัดคิวให้ก่อนที่จะลืมไปกับสายลมครับ
คำถามหลักๆ ที่น้องสงสัยคือ จะเรียก "เงินเดือน" เท่าไรดี เสนอไปตัวเลขนึง แต่ฝ่ายบุคคลก็ "กด" ลงมาตามธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วจะเอาไงดีเอ่ย
บอกไปว่า โปรดใจเย็น น้องชายใจเย็นไว้ก่อน จะรีบร้อนไปถึงตอนสำคัญไปไย เกิดพลาดท่าสรุปตัวเลขไปแล้ว จะถอยลำบากนะ เรามีข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจครบถ้วนหรือยัง
อย่างแรก หลายๆ คนไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง คือ "การประเมินตนเอง" ก่อนครับ
อย่าลืมนะ ซุนวู ว่าไว้ "รู้เขา รู้เรา รบร้อยชนะร้อยเอ็ด" เราควรจะรู้ก่อนว่า จุดแข็ง จุดอ่อนเรา (ในเรื่องงานนะ) มีอะไรบ้าง เราถนัดในเรื่องไหน ต้องปรับปรุงเรื่องอะไร แล้วจะปรับปรุงเสร็จเมื่อไร หรือ ถ้าปรับไม่ได้ จะทำอย่างไร บางทีการที่ "รู้" ว่าเรามีจุดอ่อนอย่างไร ก็ไม่เป็นจุดอ่อนหรอกครับ
ส่วนขั้นตอนในการต่อรองนั้น เริ่มจาก คุยรายละเอียดงานให้ชัดเจนก่อน ดูว่าจาก รายละเอียดงาน (Job Description) เป็นอย่างไร มีข้อสงสัยอะไรไหม ส่วนใหญ่แล้วเขียนกันแบบกว้างๆ ให้ปลอดภัยไว้ก่อน ตรงนี้เป็นจุดดีที่เราจะซักให้ละเอียด และเป็นช่องทางในการต่อรองได้มากขึ้น เช่น เป็นงานด้านฝ่ายออกแบบเทคนิค ต้องออกไปคุมงานข้างนอกหรือไม่ ต้องออกไปหาลูกค้าหรือเปล่า จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศไหม ฯลฯ เหล่านี้ก็จะทำให้ความเข้าใจงานชัดเจนมากขึ้น ในอนาคตจะมา "มั่วๆ" ก็คงลำบาก
จากรายละเอียดงาน เราย้อนกลับไปดู ความก้าวหน้าก่อน ว่างานตรงนี้โอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน ในสายงานของเรา หรือว่า ถ้าจะข้ามสายงานไปตำแหน่งอื่นๆ นั้น ยากง่ายอย่างไร เช่น จากตำแหน่งวิศวกรออกแบบ จะข้ามไปเป็น วิศวกรโครงการ หรือ ดูแลฝ่ายผลิตได้หรือไม่ ยิ่งมีทางเลือกมาก ยิ่งดีครับ ตรงนี้ถ้าได้มีโอกาศคุยกับหัวหน้างานโดยตรงจะดีมาก หรือจะดูให้ละเอียดถึงระดับแม่ ลองพิจารณาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมนั้นๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่ วิศวกรในสายโทรคม กลายเป็นมนุษย์ทองคำ เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีโทรคมนาคมไงครับ
แต่ความก้าวหน้านี้ ขึ้นกับเป้าหมายของเราด้วย ว่าเราต้องการทำงานอย่างน้อยกี่ปี ต้องการเรียนรู้อะไรบ้าง และบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานอย่างไร เพราะบางที่เงินเดือนน้อยก็จริง แต่เป็นเหมือน "โรงเรียน" ชั้นดีที่จะฝึกเราให้ก้าวหน้าในอนาคตครับ เช่น เครือปูนฯ หรือ ปตท. เป็นต้น
ส่วนบรรยากาศในการทำงาน หรือว่าหัวหน้า, เพื่อนร่วมงานนั้น ผมไม่ค่อยซีเรียสมากนัก อยู่ที่ตัวเราจะสร้างบรรยากาศ หรือปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรมากกว่า
ต่อไปก็เป็นเรื่ององค์ประกอบของผลตอบแทนครับ นอกจากเงินเดือนพื้นฐาน, โบนัสหรือคอมมิสชั่นจ่ายอย่างไร มีค่าน้ำมันรถ ค่าโอที และค่ารักษาพยาบาล ที่ว่าครอบคลุมไปถึงคนที่บ้านเราหรือไม่ แล้วมีอะไรที่พิเศษกว่าที่เดิมของเราไหม บางที่ให้ทำฟัน หรือตัดแว่นได้ หรือให้เงินช่วยงานศพ งานแต่ง เหล่านี้ต้องลิสต์รายการออกมา แล้วให้คะแนนว่าตัวไหนจำเป็น หรือสำคัญต่อการต่อรองหรือไม่
อย่างหนึ่งที่หลายคนมักละเลย คือเรื่องของ "เงินสำรองเลี้ยงชีพ" ครับ เงินก้อนนี้เหมือนเป็นเงินพิเศษที่บริษัทจะช่วยเราออมให้ บางที่ให้สูงสุดถึง 10% คิดแล้วก็ไม่น้อยนะครับ
นอกจากผลตอบแทนดังว่าแล้ว ลองถามถึงเรื่องอัตราการขึ้นเงินเดือน หรืออัตราการจ่ายโบนัส "ย้อนหลัง" ดูสิครับ ว่าถ้าเราอยุ่ไปนานๆ แล้วจะมัวมานั่งเสียดาย หรือเสียใจหรือไม่
และเมื่อไปต่อรอง (หรือเรียกให้หรูว่า "สัมภาษณ์รอบสอง สาม สี่" นั้น) อยากให้ทุกท่านพกพา "ความมั่นใจ" ไว้ที่กระเป๋าเสื้อข้างซ้ายด้วยนะครับ อย่าคิดว่าตัวเองห่วย หรือ ไม่มีทางเลือกแล้ว อาการอย่างนี้ เข้าทางฝ่ายบุคคลมากครับ โอกาสที่จะขยำ และขย้ำ เพื่อที่จะแสดงว่า "ข้านะเจ๋งนะโว้ย กดมันซะจมเขี้ยวขนาดนี้" แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะกร่างกันเกินสมควร ธรรมเนียมไทย ไปมาลาไหว้ นอบน้อมไว้ ก็ยังใช้ได้ดี
อย่าลืมนะครับ พอจบการต่อรองแล้ว โอกาสที่จะไปเรียกร้องอะไรมากกว่านั้น มันยากยิ่งนัก ถ้าฝ่ายบุคคลถามว่า ทำไมเรื่องมากนัก ตอบเขาด้วยน้ำเสียงชวนฝันนิดนึงว่า "คุยกับพี่ให้เคลียร์วันนี้ ผมจะได้ตั้งใจทำงานอย่างเดียวให้เต็มที่ไงครับ" (น่าน เอาไปอีก 2 คะแนน)
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์นิดๆ หน่อยๆ ของผู้เขียนเอง หวังว่าคงไม่เป็นการเสียเวลาของท่านสังฆราชทั้งหลายนะครับ
และขอให้ทุกท่านได้งานที่ถูกใจ กับรายได้ที่คุ้มค่า เพื่อคุณภาพงานที่เกินราคาครับ
Showing posts with label job clarification. Show all posts
Showing posts with label job clarification. Show all posts
January 28, 2010
มองมุมเหม่ง > เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิต (Change)
เปลี่ยนงานเปลี่ยนที่ใหม่
เพื่ออะไรตอบได้หรือเปล่า
งานหนักเบาเอาไหม??
**********************
ป้ายกำกับ:
interview,
job clarification,
negotiation,
มองมุมเหม่ง
November 26, 2009
มองมุมเหม่ง > ระหว่างปลายเส้นของหลักการและอารมณ์ (Inbetween Logic & Emotion)
ถูกต้องหรือใช่ไหม
เหตุผลและอารมณ์อย่างไร
ขึ้นกับใครกำหนด
******************
บนทางเดินของความสัมพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพศตรงข้าม หรือเพศข้างๆ หลายครั้งที่มีเรื่องราวที่เห็นต่าง ที่ไม่ลงรอยกัน แต่ลงเอยด้วยการทะเลาะกัน
กลับมาคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะต่างฝ่ายต่าง "ยืน" ในมุมของตัวเองแล้วมองออกมา เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทั้งสองฝ่ายหลุดจากจุดเดิมของตนที่จากที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อผลที่สร้างสรร กลับกลายเป็นโต้แย้งเพื่อเอาชนะกัน
หลายครั้งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนเงียบและปล่อยให้เรื่องราวจบลงไปโดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน
หลายปีที่ผ่านมา มีหนังสือโด่งดังขายดี พูดถึงมนุษย์ดาวอังคารและดาวศุกร์ เทียบกับฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพื่อให้เข้าใจฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น แต่เท่าที่เห็น คนเขียนรวย แต่คนซื้ออีกมากมายยังมีปัญหากับคู่ของตนเองเหมือนเดิม
ผมเริ่มประเด็นนี้ด้วยคำติติงกึ่งคำถามที่ว่า ผมเป็นชาวดาวอังคารอพยพมาจริงๆ หรือเปล่า เมื่อเทียบกับแนวคิดในการทำงาน การใช้ชีวิตที่ว่า "ทุกอย่าง ทุกการกระทำของมนุษย์ มีเหตุผลและแรงขับดันเสมอ" นั่นเป็นสิ่งที่คนรอบข้างรู้สึกได้ถึงทุกอย่างที่เป็นผลลัพธ์ออกไป
คนใกล้ชิดให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มันไม่ใช่ทุกอย่างหรอกนะ ที่จะคิดได้อย่างนี้ บางทีก็เป็นเรื่องของความรู้สึกเท่านั้น
ผมเห็นด้วยกับเธอบางส่วน แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจหลักคิดของเธอเองก็ตาม
ผู้หญิง มักจะมีอะไรให้เราแปลกใจเสมอ อย่างเช่น เมื่อเริ่มต้นในความสัมพันธ์ เมื่อผมถามว่า อยากให้ผมทำอะไรสักอย่างให้เธอไหม?? เธอตอบทันทีว่าไม่ เพราะเธอเกรงใจ
ด้วยความเคารพ ผมหยุดอย่างที่เธอต้องการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอว่า ผมใจไม้ไส้ระกำ ไม่เข้าใจ และไม่เห็นใจเธอเลย
คำติติงบอกผมว่า บางเรื่องผมต้องปล่อยให้มุมของอารมณ์เป็นตัวชี้ทางเราบ้าง ผมแย้งเธอว่า อารมณ์บนสัณชาตญาณ และความเสี่ยงดอกหรือ
หยุดแค่นี้ก่อน เพราะผมว่ามันคงยังไม่มีข้อสรุปในเร็ววัน และผมคงไม่ใช่คนแรกที่เปิดประเด็นนี้ มองให้กว้างกว่าความสัมพันธ์ของคน ในเรื่องงานละ ใช่เนื้อหาเดียวกันหรือไม่
ครั้งหนึ่งในชั้นเรียนวิชาการตลาด กลุ่มของเราตั้งใจจะทำแผนธุรกิจเกี่ยวกับรถแท็กซี่ ที่มีระบบนำทางและบริการอัตโนมัติ ผมเค้นหัวอยู่หลายวันจนได้ชื่อว่า MITR (Metropolitan Intelligent Taxi Reservation) ชื่อภาษาไทยฟังดูก็อบอุ่นดีนะเนี่ย "มิตร"
เมื่อนำเสนอให้กับกลุ่ม ทุกคนส่ายหัวอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย สุดท้ายจบด้วยชื่อเรียบง่ายของพี่ที่เป็นสถาปนิก Red Cab (Cab ศัพท์แสลงอเมริกันที่เรียกแท็กซี่) อืม ผมเข้าท่ากว่าไอ้ชื่อเมื่อกี้ตั้งเยอะ
อันนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้คิดว่า บางอาชีพ อารมณ์ก็สำคัญมาก ทั้งศิลปิน ครีเอทีฟ นักแสดง แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องของเหตุผลจะไม่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณเป็นวิศวกร นักบัญชี นักการเงิน หรือผู้บริหาร เรื่องหลักการเหตุผลเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
ความยากอยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับเรื่องทั้งสองอย่างนี้ ในคนๆ เดียวได้อย่างไร ซึ่งย้อนไปถึงพัฒนาการของสมองทั้งสองด้านตั้งแต่เด็กด้วย งานอดิเรก หรือ การเล่นเกมส์ ก็คงจะช่วยได้บ้าง
อยู่ที่เราแล้วละครับ ว่าจะเลือกให้เกิดสมดุลของทั้งสองฝั่ง หรือจะเน้นให้เชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย ทั้งสองทางเลือกก็มีต้นทุนและสิ่งที่ต้องจ่ายออกไปเช่นกัน
แต่ถ้าถามผม เลี้ยงไว้ทั้งสองอย่างดีกว่าครับ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่อะไรเพียงอย่างเดียว เปิดทางให้กับชีวิตหลายๆ ทางจะดีกว่าครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)