October 21, 2009

มองมุมเหม่ง > อย่ากลัวที่จะจมน้ำตาย ถ้าท่านอยู่ในทะเลทราย (Don't Afraid to Drown If You're in Desert)

น้ำมาปลากินมด
กินกันทั้งหมดรวมทั้งฉัน
ในท้องทะเลทราย
*************************

หัวข้อวันนี้หล่นมาโดยบังเอิญ ระหว่างการหารือกันเรื่องโครงการใหม่ๆ กับทีมงาน เรากำลังคิดกันว่า การนำเสนอสินค้าหรือบริการให้กับตลาดนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ๆ หรือไม่

ต้องยอมรับว่า สภาพการแข่งขันทุกวันนี้ บังคับให้พวกเราต้องทำงานให้มากและคิดกันให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือคู่แข่งของเรา ต่างก็รู้เท่าทันหรือมากกว่า ในโลกที่ข่าวสารข้อมูลไหลบ่ากันอย่างท่วมท้น

แต่ท่ามกลางไต้ฝุ่นของการเปลี่ยนแปลง ก็มี "ต้นไม้" หลายต้นที่พยายามจะฝืน พยายามต้านทานและพยายามที่จะสยบพายุให้สลายไปโดยพลัน แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยที่พายุจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ผู้ที่สูญสลายไปกับสายลมกลับกลายเป็นต้นไม้ดื้อดึงเหล่านั้นเสียเอง

เปรียบเหมือนกับ "คนหัวรั้น" ในองค์กรเช่นกัน บางคนพยายามต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยสาเหตุต่างๆ นานา บ้างก็อ้างทฤษฏี อ้างตำแหน่ง อ้างนาย หรือยกตัวอย่างสภาพแวดล้อมในตลาดหรือประเทศอื่นๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานต่างกัน แม้กระทั่งการใช้ "ความจริงครึ่งเดียว" เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตเดิมๆ ก็เห็นกันได้โดยทั่วไป

มองในมุมของเขา ก็ไม่ผิดหรอกครับ อาจเป็นเพราะ "ความไม่รู้" ทำให้เขามีพฤติกรรมอย่างนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะอธิบาย ชี้แจงภาพรวมทั้งหมดให้เขาเห็น ให้เข้าใจเพื่อที่จะปรับตัวเองให้ได้

อีกพวกที่ต้องระวัง คือพวกที่ "รู้" แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวเหนื่อยกว่าเดิม พวกนี้แหละที่มักจะอ้างว่าตัวเองกลัว "จมน้ำ" ในขณะที่อยู่ใน "ทะเลทราย" ไงครับ แล้วก็พยายามหาพวก หาเหตุผลล้านเจ็ดมาหักล้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ซึ่งคนเป็นหัวหน้าต้อง "รู้เท่าทัน" และบริหารคนเหล่านี้ให้ได้ ต้องชัดเจนในวัตถุประสงค์ว่า องค์กรต้องการอะไร ผลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลดีกับทุกคนอย่างไรบ้าง อย่าไข้วเขวกับเหตุผล หรือการกระทำบางอย่างที่ดูเหมือนจะน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านจะเป็นอีกคนที่มัวมาแบก "ถังออกซิเจน" เดินจูงมือกัน หลงทางในทะเลทรายให้เป็นที่หัวร่อได้ครับ

October 12, 2009

มองมุมเหม่ง > พาลีสอนน้อง ตอนต่อมา (Pali's Advice -- Next Episode)


-->
ชื่อเสียงไหลบ่ามา
เสียแต่ว่าจัดการไม่ไหว
ไม่ได้แถมยังเสีย
***************************

แวะเวียนไปเรื่องอื่นพอสมควร จนหลายท่านนึกว่าน้องผมคงสลบคาส้วมไปแล้ว ใครไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน ก็ลองไปดูที่ http://mengmory.blogspot.com/2009/09/palis-lesson.html ก่อนนะครับ

ความเดิมจากตอนที่แล้วมีอยู่ว่า น้องคนแรกเขาคิดว่า ทำงานมาตั้งเยอะ มีผลงานการันตีระดับนึง พร้อมที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต้นแล้ว เลยอยากจะหารือว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

ถามกลับไปว่า คิดว่าจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับกลางแล้ว มันมีความแตกต่างอย่างไรจากงานที่ทำบ้าง

น้องตอบกลับมาอย่างมั่นใจ หนูทำได้นะพี่ทุกวันนี้เรียกประชุม ประสานงานฝ่ายต่างๆ สั่งการให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย ก็น่่าจะโอแล้วนา

จริงเหรอ ถ้าเราต้องมีลูกน้องแล้วแค่การสั่งงานไม่น่าจะพอนะ เราสามารถวิเคราะห์เขาได้ไหม ว่าเขามีจุดแข็ง จุดเด่นอะไรบ้างที่มันเสริมกับเป้าหมายของบริษัท หรือมีจุดอ่อนที่มันจะทำให้เราไม่ไปไหน อะไรที่เราจะส่งเสริมให้เขาต้้องพัฒนา ต้องเรียนรู้เพิ่มอีก ประการหนึ่ง

ต่อมาก็เป็นเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของเขา ไม่ถึงต้องไปอยู่ด้วยกัน แค่ว่าปัจจุบันผลตอบแทนที่เขาได้รับ หรือสภาพชีวิตมันเหมาะสมหรือไม่ ที่ทำงานเอื้อให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ อย่างมีความสุขไหม กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เป็นอย่างไร ไม่ใช่มาทำงานแล้วลืมเอารอยยิ้มมาด้วย

แล้วสุดท้ายคือเรื่องเส้นทางชีวิตเขาในอนาคต มันสอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนหรือว่า บริษัทสามารถตอบสนองเขาได้มากแค่ไหน มีตำแหน่งรองรับหรือไม่ เขาน่าจะเดินทางต่อไปอย่างไร

ซึ่งเมื่อเขามาเป็น “ลูกน้อง” เราแล้ว ก็ต้องดูแลเหมือน “ลูก” เหมือน “น้อง” เพราะความสำเร็จของเขาก็เป็นผลงานของเราเหมือนกัน ก็เลยฝากไปคิดไปใคร่ครวญอีกครั้ง เพราะเมื่อก้าวขึ้นมาในระดับบริหารแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของ “คน” ทั้งนั้น

มันวุ่นๆ จนต้อง “กวน” ต้อง “คน” ให้ส่วนผสมมันกลมกล่อมกับองค์กรเราที่สุด

คิวถัดมาเป็นน้องอีกคน ที่รอมาตั้งแต่คราวที่แล้ว (แต่ไม่บ่นเพราะเป็นแฟนกับน้องคนแรก) หลังจากแยกย้ายกันไปก็ได้ดิบได้ดีในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่กำลังจะโต ความที่เป็นคนอ่อนน้อมและขยัน นายญี่ปุ่นเลยมอบอำนาจและงานให้มากมาย ทำทุกอย่างตั้งแต่เตรียมการขาย ปิดการขาย จนถึงเรื่องเซอร์วิส ฯลฯ ขาดอยู่สองอย่างคือ เป็นประธานบริษัท กับฝ่ายการเงิน เท่านั้นที่นายยังไม่ยอมให้

ฟังดูแล้วน่าจะดี มีอำนาจเต็มมือ อยากทำอะไรก็ทำ น้องเองก็เวรี่แฮปปี้มาก แต่ก็สังหรณ์ว่ามันน่าจะมีประเด็นบ้าง เลยอยากให้พี่ช่วยมองมุมพี่หน่อย ขอความเครีียดเหยาะเข้าไปอีก เผื่อจะนอนดึกกว่าเดิม

ได้เลย พี่จัดให้ อย่างแรกคือ การที่เรามีอำนาจล้นฟ้านั้น ต้องทำทุกอย่าง ถามว่า อะไรเป็นสิ่งที่ต้องทำ “ด่วน” ที่สุด และอะไรเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ที่สุด ลองร่ายรายการออกมาแล้วพิจารณาดู เหมือนอย่างที่เคยเรียนมา ว่าเราจัดงานเป็นสี่ประเภท ให้แกน x เป็นความเร่งด่วน แกน y เป็นความสำคัญ งานนี้มันอยู่ตรงส่วนไหน ระหว่าง ทั้งด่วนและสำคัญ / ด่วนแต่ไม่สำคัญ / ไม่ด่วนแต่สำคัญ / ไม่ด่วน ไม่สำคัญ (แล้วจะใส่มาทำไมเนี่ย)

ซึ่งการจัดลำดับงานดังกล่าวส่งผลต่อผลงานด้วย เพราะถ้าทำทุกอย่างโดยไม่ได้โฟกัสเลย สุดท้ายจะไม่ได้อะไร ผู้ใหญ่อาจจะมองเราเป็นคนจับจดก็ได้ หรือว่านี่อาจจะเป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง เพราะโดยส่วนตัวแล้ว น้องเขาเองมีศักยภาพที่จะแทนนายญี่ปุ่นได้อย่างดี ยกเว้นฝีมือกอล์ฟที่ยังแทนไม่ได้ เพราะนายมีอะไรโยนมาให้หมด เอาเวลาไปซ้อมกอล์ฟอย่างเดียว (ฮา)

ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกแต่วันนี้ขอฝากให้น้องเขาไปแค่นี้ ถ้าวันใดบุญพาวาสนาหนุน คงได้จุดธูปเชิญพี่พาลีมาประทับทรงต่อไป

October 11, 2009

แวะคิด แวะคุย > โกนผมไฟ THE MEngMORY

วันนี้ THE MEngMORY อายุครบหนึ่งเดือนแล้วครับ

ตามธรรมเนียมไทยเด็กที่ครบเดือน ก็จะแข็งแรงและปลอดภัย ณ ระดับหนึ่งแล้ว พ่อแม่ก็จะทำการ "โกนผมไฟ" ให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เด็ก หรือในทางวิทยาศาสตร์นั้นก็เพื่อเป็นการทำความสะอาด ล้างคราบไขมันที่ติดหัวมาตั้งแต่ตอนเกิดออกไป ให้มีการระบายความร้อนของหัวเด็กเองให้สบายเลี้ยงง่ายด้วย

ผ่านมาหนึ่งเดือน The MEngMORY เอง ก็ถือโอกาสโกนผมไฟเพื่อตั้งหลักให้พร้อมที่จะเดินหน้าต่อตามที่ตั้งใจไว้ เพราะสามสิบวันที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นบททดสอบผมเองประการหนึ่ง ว่าจะไหวหรือเปล่าที่จะพยายามนำเสนอมุมมอง ความคิดนอกลู่นอกรอย มุมที่เขาไม่ค่อยมอง มาให้ได้พิจารณากัน ก็จะเห็นได้ใน --> มองมุมเหม่ง พร้อมกับกลอนไฮกุ ที่กุกันขึ้นมาสดๆ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง

หรือจะเกี่ยวกับ หนังสือ ภาพยนต์ที่ได้อ่านได้่ดูมา (--> เรียนจากหนัง ยังไม่ชอบชื่อนี้เท่าไร ใครมีชื่อเก๋ๆ ก็บอกด้วยครับ) แล้วไถลไปเรื่องการบริหารจัดการที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันบ้าง ที่ไม่อยากเน้น แต่ก็มีกำลังใจจากหลายๆ คนว่า ให้เขียนไว้หน่อยละกัน พร้อมกับพยายามจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษกำกับซึ่งดูอินเตอร์และเท่ไม่หยอก แต่ถ้าใครเขียนภาษาอื่นๆ จะกรุณาก็ยินดีนะครับ
ปัญหาที่เจอในเรื่องตัวหนังสือ หรือข้อความผิดพลาดก็พยายามแก้ไขอยู่ีนะครับ เรื่องของ "บล็อก" ในทางปฏิบัติแล้ว จัดว่าใหม่มาก ตอนนี้ผมลองใช้ "จิ้งจอกเพลิง" อยู่ เทียบกับเจ้าประจำอย่าง "นักสำรวจอินเตอร์เน็ต" ก็จะต่างกัน ถ้าใครได้มีโอกาสก็ลองใช้ัก็ดีนะครับ มีลูกเล่นเยอะ และปัญหาก็น้อยกว่า อยากให้ลองเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สนุกดีครับ
ก็จะพยายามมาเจอทุกท่านให้ได้ทุกสัปดาห์นะครับ มากน้อยก็ขึ้นกับวาสนาของผมเองด้วย ที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกับความขี้เกียจที่เริ่มลุกลามมาที่ง่ามก้นจนร้อนแล้วขณะนี้

ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง และเชิญอภิรมย์กับ THE MEngMORY ต่อเลยครับ

October 7, 2009

เรียนจากหนัง > The Mist วิกฤตของชีวิต (The Mist : Crisis Management)


ขอว่าถึงเรื่องหนังอีกสักครั้งนะครับ ก่อนจะกลับไปหาพี่พาลี ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ทางเคเบิลทีวีตอนไปเชียงใหม่คราวที่แล้ว เห็นว่าเนื้อหนังมีประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ

The Mist เป็นผลงานเรื่องดังอีกเรื่องของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญ สตีเฟน คิง ฉายมาตั้งแต่ปี 2007 ในเมืองไทยมีเสียงตอบรับดีพอสมควรสำหรับคอหนัง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างแล้ว คงคิดว่าเป็นหนังสยองขวัญสัตว์ประหลาดดาดๆ ไป ทำให้ผมเองก็พลาดไปเช่นกัน

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ ในเช้าวันหนึ่งหลังจากพายุใหญ่ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในอเมริกาก็ได้ต้อนรับกลุ่มหมอกแปลกๆ พร้อมกับกองกำลังทหารที่เข้ามา หนังโฟกัสไปที่กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งรวมทั้งตัวเอกที่มาพร้อมกับลูกชายและเพื่อนบ้านที่เคยบาดหมางกัน ก็จะเข้ามาซื้อของเพื่อไปซ่อมแซมบ้านด้วย

หนังไม่ปล่อยให้เราเห็นภาพน่าเบื่อที่เราคุ้นเคยตอนไปชอปปิงหรอกครับ ระดับนี้แล้ว หนังเริ่มแสดงให้เห็นว่า "หมอก" ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เริ่มคุกคามอย่างไร มีตัวประหลาดในหมอกลากคนไปกิน ทำให้ทุกคนในซุปเปอร์มาเก็ตนั้นต้องรวมตัวกันเพื่อป้องกัน และดูแลตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

จุดที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากการลุ้นว่าสัตว์ประหลาดคืออะไร จะโจมตีอย่างไร และการเดาว่าตัวประกอบเสร่อๆ คนไหนจะตายก่อนนั้น คือ การที่คนหลากหลายแบบต้องถูกบังคับให้มาอยู่ด้วยกันในภาวะวิกฤต คนที่เราเจอเผินๆ ในห้าง ในลานจอดรถ เพื่อนบ้าน ฯลฯ ที่เราเคยยิ้ม เคยจอดรถให้ข้ามถนน ต่างๆ นานา นั้น พอได้มาใกล้ชิดกันเพราะความจำเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่ดึงผมไปจากความประหลาดของ "หมอก" หรือความเป็นไปไม่ได้บางอย่างของเนื้อเรื่องคือ "การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต" ครับ

ในชีวิตจริง ผมหวังว่า เราคงไม่เจอภาวะวิกฤตรุนแรงอย่างในหนังนะครับ แต่ว่าเราเคยคิดกันไหมว่าจะเตรียมตัวอย่างไร
อย่างแรก เมื่อเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งเนื้อหาในหนังนั้น ชาวบ้านพยายามจะให้ทนายที่เป็นเพื่อนบ้านผิวดำของพระเอกนั้นเป็นผู้นำ เพราะดูจากหน้าที่การงานน่าเชื่อถือต่างกับพระเอกที่เป็นเพียงศิลปินวาดภาพประกอบหนัง

แต่ปมในใจของทนายผิวดำ และวุฒิภาวะบกพร่องในการเป็นผู้นำ ทำให้เขาดื้้อรั้นไม่เชื่อฟังคำแนะนำของพวกพระเอก แม้ว่าจะมีหลักฐานอยู่ทนโท่ก็ตาม ส่งผลให้เขาต้ัองกลับบ้านเป็นคนแรกๆ ของเรื่องนี้ รวมไปถึงคนผิวดำอีกหลายๆ คนที่เลือกที่จะอยู่ข้างเขาด้วย

ชาวบ้านเริ่มจะมีทีท่าเชื่อถือเรื่องสัตว์ประหลาด และผลักดันให้พระเอกเราเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เขาต้องการแค่ซื้อของเสร็จแล้วให้ลูกได้กลับบ้านไปเจอเมีย การต่อสู้กับสัตว์ประหลาด หรืออื่นๆ ใดๆ เพื่อตอบโจทย์ข้างต้นเท่านั้น ทำให้ตัวละคร "หญิงบ้า" อีกคนมีบทบาทขึ้นมา

"หญิงบ้า" (ตามที่ชาวเว็บทั้งหลายเรียกไว้) นี้ ต้นเรื่องชาวบ้านไม่มีใครอยากยุ่งด้วย เพราะคิดว่าเป็นพวกบ้าศาสนา สวดมนต์ไปวันๆ แต่เธอมีความเชื่อ มีจุดยืนที่ชัดเจนครับ ในหนังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะเป็นไง เธอเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และทุกสิ่งเกิดจากพระเจ้ากำหนด

เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นไปได้คือ ในภาวะที่มีความเครียด และกดดันสูงๆ นั้น ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เธอพูด และมันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายๆ คนเริ่มไม่ใ้ช้เหตุผลในการพิจารณาปัญหา เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเป็นทางแก้ไข เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่หนักและลำบากเกินไปสำหรับชาวบ้านในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงหันไปเลือกทางออกที่ง่ายๆ และสำเร็จรูป ทำให้หญิงบ้านี้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มในที่สุด

อย่างที่โบราณกล่าวไว้ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ในภาวะวิกฤตนั้น ผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ที่สำคัญถัดมาคือ การค้นหาความจริงวิเคราะห์ปัญหาด้วยสติก็จำเป็น บางทีเราต้องถอยตัวเองออกมาก้าวหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมของวิกฤตทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องมองออกจากกรอบปกติของความคุ้นชินไปบ้าง เพื่อหาแนวทางใหม่ๆ เช่นกัน

และการบริหารจัดการผู้ตาม (ที่ตามเพราะความจำใจ) จึงจำเป็นที่เราต้องฝึกฝนตัวเองให้พร้อมกับบทบาทผู้นำ หรือผู้ตามเพราะในหนังก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้ตามที่ดี ทำงานเป็นทีม ใช้เหตุผลมาถกเถียงกัน ทำให้ฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ ได้ เทียบกับผู้ตามที่ห่วยๆ เอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอ รอความช่วยเหลืออย่างเดียว หรือในสถานการณ์เช่นนี้ คนเราก็จะแสดงถึงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างมากที่สุด เพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายในการบริหารจัดการเช่นกัน

กลับมาที่เนื้อเรื่องอีกครั้ง หนังไม่ปล่อยให้เป็นไปตามแบบแผนขนบธรรมเนียมของหนังครับ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะเฉลยว่า สัตว์ประหลาดที่ปรากฏนั้น มาจากความผิดพลาดในการทดลองทางทหาร ทำให้ประตูมิติเปิดออกและสัตว์ประหลาดหลุดออกมา (อืม ค่อยเว่ิิอร์สมกับ สตีเฟน คิงหน่อย) หนังแสดงให้เห็นว่า บางทีผู้นำก็ตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นกัน ความใจร้อน หุนหันพลันแล่นอาจจะทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้ และไม่เพียงแค่นั้น มันมีชีวิตของผู้ตามคนอื่นๆ ที่เขาแบกไว้ด้วย การรอคอยก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ทีดีอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ครับ ในภาวะวิกฤตนั้นมันไม่ง่ายเลย แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ

October 5, 2009

เรียนจากหนัง > The Unit ทหารนั้นก็คน (The Unit: Soldier is human)


เมื่อวานนี้เพิ่งจะได้ฤกษ์ที่จะเอาหนังชุดเรื่องนี้ลงมาจากหิ้ง ความคิดแรกที่ดูจากชื่อเรื่อง และคำโฆษณาคร่าวๆ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะมาแนว คอมมานโดของพี่บึ๊ก อาร์โนลด์ผู้ว่าแคลิฟอร์เนีย หรือจะพี่ซิลเวสเตอร์ แรมโบ้ ที่ทหารคนเดียวถือปืนบุกเดี่ยว โดยไม่ได้แบกปูนไปโบกตึกแต่ไปฆ่าคนทั้งกองทัพ

พอได้ดูก็รู้ว่า ตูนี้พลาดไปอีกแล้วหนอ หนังดีๆ อย่างนี้ปล่อยให้ฝุ่นจับได้ไง
มุมมองนี้อยู่ที่อายุ และประสบการณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้ถ้าถามเด็กๆ มันอาจจะน่าเบื่อเมื่อเทียบกับสองเรื่องข้างต้น

The Unit เนื้อหาดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่อง “Inside Delta Force” เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของกระทรวงกลาโหม ทุกคนในทีมไม่มีตัวตน ใช้นามแฝงทั้งในการทำงานและชีวิตจริง แบ่งเป็นทีมๆ อัลฟา เบต้า โดยจะทำภารกิจที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น FBI, CIA ไม่สามารถออกหน้าได้ (แต่สามารถเอาหน้าได้ ถ้างานนั้นสำเร็จ)
ความน่าสนใจอย่างแรกคงเป็นฉากบู๊ที่ตัวละครต้องใช้สมองในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุภารกิจได้ ในเวลา และเงื่อนไขที่กำหนด เราได้รู้ว่า บางทีการใช้กำลังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป คุณสามารถชนะโดยที่สูญเสียน้อยที่สุด เพียงแค่มองปัญหาให้รอบด้าน เชื่อมโยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน เลือกหนทางที่ใคร่ครวญแล้วว่าดีที่สุด
อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีฮีโร่คนไหนไม่ผ่านความยากลำบากในการเรียนรู้และฝึกฝน ทั้งการฝึกส่วนตัวและการฝึกเป็นทีม หนังแสดงให้เห็นว่า เมื่อพบความผิดพลาด ทั้งทีมต้องช่วนกันวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ เพราะในสถานการณ์จริง คุณอาจจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกแล้ว
นอกเหนือจากนั้น หนังได้แทรกชีวิตด้านอื่นๆ ของทหารเหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเนื้อหาบู๊ๆ ด้วยซ้ำ
เคยถามตัวเองหลังดูแรมโบ้ คอมมานโด ไหมครับ ว่าชีวิตประจำวันเขาทำอะไรกันบ้าง ใจคอจะรบจะสู้กันทุกวันเลยเหรอ
หนังเรื่องนี้มีชีวิตเบื้องหลังให้ดูเต็มที่เลยครับ ให้เราเห็นว่า ทหารนั้นก็คนเหมือนกัน มีลูก มีเมีย มีรัก โลภ โกรธ หลง ฝัน หวาน อาย จูบ แถมลูบคลำในบางจังหวะ
ได้เห็นว่า ความสำคัญของ “หลังบ้าน” นั้นมากแค่ไหน เช่น การรวมกลุ่มแม่บ้านเพื่อดูแลคนที่มาใหม่ การช่วยเหลือต่างๆ แม้กระทั่งการรวมตัวทำมาหากิน เพื่อให้มีเงินทองพอเีพียงในการดำรงชีวิต
ดูแล้วไม่รู้ว่าเลียนแบบสมาคมแม่บ้านของเราหรือเปล่า
ซึ่งหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ของคุณพ่อบ้านเท่านั้น ผมว่าคุณแม่บ้านก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรจากหนังเรื่องนี้เช่นกัน

ดูเสร็จแล้วมองกลับมาบ้านเรา อย่างแรก เมื่อไรจะมีหนังชุดดีๆ อย่างนี้จากฝีมือคนไทยบ้าง และทหารไทยจะเก่งเหมือนเขาได้ไหม
ก็เป็นคำถามที่ล่องลอยในสายลมต่อไป

October 1, 2009

มองมุมเหม่ง > นำเสนอให้ซึ้งถึงใจ (PowerPoint Presentation Technique)


เรื่องเล่ามีมากมาย

นำเสนอสีสรรหลากหลาย

ตาลายไม่เข้าใจ

*******************************

เร็วๆ นี้น้องๆ ที่ทำงานด้วยกัน งานเข้าครับ

งานที่ว่านี้เป็นโครงการใหญ่โครงการหนึ่ง ลูกค้าได้ให้รายละเอียดเบื้องต้นมาแล้ว ต้องการให้เราเข้าไปนำเสนองานเพื่อแข่งกับรายอื่นๆ

ครับ การแข่งขันทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่สินค้าดี บริการดี รอลูกค้ามาซื้อ การนำเสนอก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้วย ไม่ใช่แค่สักแต่พูดๆ ไป การนำเสนอที่ดีจะนำไปสู่ความเข้าใจในตัวสินค้า และบริการ เมื่อลูกค้าประทับใจแล้ว อื่นๆ ที่จะตามมาก็จะง่ายไปด้วย รวมไปถึง กำไรที่จะได้ด้วยครับ

เนื่องจากเป็นดีลที่ค่อนข้างใหญ่และสำคัญ คราวนี้น้องของเราเลย เกร็งสิครับ

ที่ ผ่านๆ มาตั้งแต่โปรแกรม Power point กำเนิดในโลก เชื่อว่าหลายๆ คนคงหัดใช้กันเอง ตามมีตามเกิด คงจะมีส่วนน้อยที่ไปลงทุนเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว

ถ้าไม่นับเท มเพลท (Template) สำเร็จรูปที่เขามีให้ ซึ่งก็สวยดี แต่บางคนไม่ชอบ จะพยายามเป็นตัวของตัวเอง ใส่ลูกเล่นเทคนิคคัลเลอร์แพรวพราวไปหมด แต่น้อยคนที่จะทำได้ดี กลายเป็นว่า สุดท้ายคนฟังจำไม่ได้ว่าเนื้อหาคืออะไรเพราะตาลาย

และความพยายามที่ จะใส่ ทุกอย่างเข้าไปในสไลด์ ตัวอักษรเต็มไปหมด ถ้าไม่กลัวว่าคนฟังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองจะพูด คงจะกลัวว่าตัวเองจะลืมประเด็นไหนหรือเปล่า ส่งผลให้มีจำนวนสไลด์มหาศาล กระทบถึงเวลาที่ต้องพูด และจะล้มเหลวหรือไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

แล้วจะทำไงดีละคะ พรุ่งนี้ต้องพรีเซนต์ (Present) แล้ว พี่มัวแต่พล่ามอยู่ได้

เอา ละ อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่า 1) เราจะพูดให้ใครฟัง เขาเป็นใคร ทำอะไร ภูมิหลังเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเมื่อรู้แล้ว เราสามารถออกแบบการนำเสนอให้เขารู้สึกดี รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว ก็จะเริ่มเปิดใจรับฟังสิ่งที่เราจะพูด การต่อต้านหรืออคติก็จะน้อยลง เช่น ผู้ฟังเป็นพนักงานระดับกลางๆ แผนกไอที เราก็จะรู้แล้วล่ะว่า ถ้าพูดเรื่องไฮไฟว์ เฟซบุค เบลดเซิร์ฟเวอร์ ก็น่าจะเข้าใจง่ายกว่าพูดเรื่องปุ๋ยชีวภาพเป็นต้น

ถัดมา 2) เรื่องที่เราจะพูด หรือนำเสนอนั้นเป็นเรื่องอะไร ที่ต้องย้ำอีกครั้งเพราะ เรื่องเดียวกันนั้น มีหลายมุมมองที่จะพูด เราต้องชัดเจนว่า สิ่งที่จะพูดนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของเรา และให้ความกระจ่างแก่ผู้ฟัง ไม่เกิดคำถามอื่นๆ ตามมา เช่น การนำเสนอสินค้าหรือบริการเทียบกับคู่แข่งนั้น เรื่องคุณภาพนั้นอาจจะสูสีหรือเป็นที่รับรู้อยู่แล้ว เราก็ยกประเด็นการบริการหลังการขายมาเน้นแทนก็ได้ ซึ่งดูแล้วเหนือกว่าคู่แข่งเป็นต้น เนื้อหาเหล่านี้ ถ้าเป็นข้อมูลใหม่ๆ หรือเรื่องที่ผู้ฟังไม่เคยรู้ ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้น

ต่อไปคือ ลำดับเนื้อหาการนำเสนอครับ ผมมักจะบอกน้องๆ ให้คิดว่าเรากำลังกำกับหนังเรื่องหนึ่ง มีการปูเรื่อง (อธิบายเหตุผลที่มานำเสนอในวันนี้) แนะนำตัวละคร (สินค้าหรือบริการ) ขมวดปมปัญหา (สิ่งที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า) แล้วคลี่คลายด้วยที่พระเอกอยู่กับนางเอกอย่างมีความสุข (ผลตอบแทนหรือประโยชน์ในระยะยาวที่ลูกค้าจะได้) ประมาณนั้นเลย

อีกส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คือเวลาที่จะใช้ในการนำเสนอ ว่าเรามีเวลาเท่าไร จัดเนื้อหาให้อยู่ในกรอบเวลา ถ้าให้ดี เผื่อไว้ในส่วนที่ต้องตอบคำถามด้วย เพราะถ้าเวลาไม่พอ ยังมีคำถามคาใจ ก็จะไม่เป็นผลดีต่อเรา การบริหารเวลานี้ ส่งผลภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของเราด้วยครับ

มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็มาวางรูปแบบการนำเสนอครับ ว่าจะเอาแนวไหน วิชาการขรึมๆ หรือคุยกันแนวกันเอง ชิลชิล หรือมีมุขขำๆ หยอดเป็นระยะๆ จุดนี้จะสร้างเสน่ห์หรือเสริมภาพลักษณ์ของผู้พูดอีกทางหนึ่ง

จากที่ว่ามาทั้งหมดก็มาถึงการเตรียมพาวเวอร์พอยต์แล้วครับ ที่ต้องตระหนักไว้เสมอๆ คือ พาวเวอร์พอยต์เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอกอย่างเราในการนำเสนอเท่านั้น เราต่างหากที่เป็นพระเอก เป็นเจ้าของเวที หลายๆ คนมักจะกังวล หรือ ตื่นกลัวว่าจะลืมเนื้อหา ลืมมุขที่เตรียมมา หรือ กลัวคนฟังไม่สนใจ ฯลฯ

คิดเสียว่ามีผู้ช่วยพระเอกแล้ว ก็น่าจะรอดน่า

พาวเวอร์พอยต์ที่ดีนั้น ต้องดูสบายตา ถูกต้องทั้งเนื้อหา และการพิมพ์ ต้องไม่แย่งความสนใจจากผู้พูด ไม่แย่งความสนใจนี้หมายถึง ตัวอักษรไม่เยอะจนเกินไป ทำให้ทุกคนไม่สนใจ ต้องหันไปเพ่งตาอ่าน ซึ่งเวลาที่คนเราอ่านอะไรนั้น ประสาทหูมักจะทำงานน้อยลง

หมายรวมไปถึง พาวเวอร์พอยต์ที่มีแสงสีเสียงทีไม่จำเป็นทำให้แย่งความสนใจไปด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว จำนวนหน้าก็ต้องสัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ด้วยครับ บางคนมักจะเผื่อสไลด์ไว้เยอะ แบบว่า พวกเยอะ อุ่นใจไว้ก่อนเป็นดี สุดท้ายคนพูดงงเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสไลด์ยิ่งน้อย คนฟังจะยิ่งสนใจผู้พูดมากขึ้น

ตัวช่วยอื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น วิดีโอคลิป ที่ใส่เข้ามา จะช่วยเสริมให้การนำเสนอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นช่วงที่คนพูดจะได้หยุดพัก หยุดคิดประเมินสถานการณ์ต่อไปด้วย

เหล่านี้ก็เป็นแนวทางจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งของผมเองและของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทหลายๆ แห่ง ซึ่งขอให้พึงสดับดูว่าจะมีประโยชน์โภคผลกับทุกท่านหรือไม่

คุณความดีๆ ที่มีที่จะเกิด ก็ขอมอบให้โปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ และบริษัทไมโครซอฟท์เถิดครับ

*******************************



September 24, 2009

มองมุมเหม่ง > พาลีสอนน้อง ตอนที่ 1 (Pali's Advice -- Episode 1 )

เรียนรู้โดยลุยก่อน
สรุปมาสอนคนรุ่นหลัง
ยังหวังให้ดีกว่า
**************************

เมื่อวานนี้โชคชะตาได้พาให้มาเจอน้องๆ ที่เคยทำงานด้วยครับ ซึ่งตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จกันในระดับที่มากกว่าหนึ่งกันแล้ว แต่สิ่งที่รับทราบและเป็นห่วงคือ จะก้าวกันไปให้ไกลกว่านี้อย่างไร เลยทำให้นึกถึงตัวละคร พาลี ในรามเกียรติขึ้นมา

ขอแนะนำ พาลี นี้นิดนึง เผื่อคนรุ่นใหม่จะได้รู้จักกันบ้าง

พาลี เป็นตัวละครที่น่าสนใจครับ มีแม่คือนางกาลอัจนาที่ลอบเป็นกิ๊กกับพระอินทร์ เนื่องจากสามีตัวจริงคือฤาษีโคดมอาจจะบ่มิไก๊ เอาแต่นั่งภาวนา (หน้าคอมฯ เหมือนใครแถวๆ นี้) แต่นางกาลอัจนาและพระอินทร์ก็ซวยโดยฤาษีจับได้คาเสื่อคาหมอน แทนที่ผู้ใหญ่จะคุยกันให้เคลียร์ ฤาษีคงสู้แรงพระอินทร์ไม่ไหว ก็กลับมาลงที่เด็กอย่างพาลี โดนสาบให้เป็นลิงตัวเขียวๆ เหมือนพ่อไป โตขึ้นมาเลยมีอารมณ์แปรปรวนมีทั้งความดี และเลว ตอนหลังต้องศรของพระราม ก่อนตายเลยมีคำสอนถ่ายทอดให้น้องคือสุครีพ เกี่ยวกับการทำงาน เลยเป็นที่มาของคำว่า พาลีสอนน้อง นี่เอง

ผมเอง แม้ว่าหน้าจะเขียวบ้างในบางจังหวะ แต่ก็ไม่ได้โดนสาปอะไรนะครับ พอดีที่เหตุการณ์คล้ายกัน (ในเรื่องการสอนน้องนะ อย่างอื่นไม่ใช่) เลยขอบันทึกไว้ในเรื่องที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับสาธารณะบ้าง

น้องคนแรกทำงานในส่วนการวางแผนผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ต้องรับผิดชอบตั้งแต่การหาข้อมูลการตลาด วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ ประสานงานกับวิศวกรสำหรับระบบที่ต้องการ ออกแบบบริการ พร้อมกับเงื่อนไขต่างๆ กับฝ่ายกฏหมาย ฝ่ายการเงินในระบบเก็บรายได้ จนไปถึงขั้นตอนต่างๆ ของฝ่ายบริการหลังการขาย เรียกได้ว่า ปั้นกันตั้งแต่เป็นวุ้นจนคลอดออกมาแล้วเลี้ยงให้โตเลย

รับผิดชอบกันขนาดนี้ แต่จบมาแค่วุฒิบริหารธุรกิจ สถาบันดังๆ สาวๆ น่ารักแถวๆ วิภาวดีนี้เองครับ ในฐานะคนเคยเป็นหัวหน้า ก็ดีใจและภูมิใจเป็นธรรมดา แต่ดูจากสภาพน้อง แทนจะสวยวันสวยคืน กลับโทรมวันโทรมคืน สิ่งที่ถามต่อก็คือ ทุกวันนี้มีกี่บริการแล้วที่ทำออกไป แล้วเคยวัดผลกันหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ บริษัทนี้วางรูปแบบให้หน่วยงานนี้คิดค้นสินค้า บริการใหม่ๆ ออกมาตามดังว่า ซึ่งในปัจจุบันมีรายการนับนิ้วไม่ไหว แต่ไม่ได้มีการนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาวิเคราะห์ต่อว่า
- ปัจจุบันมีบริการทั้งหมดเท่าไร กี่รายการที่ทำรายได้ให้บริษัทสูงสุด (มุมมองฝ่ายการเงิน บริหาร) กี่รายการที่มีจำนวนลูกค้ามากที่สุด (มุมมองฝ่ายขาย การตลาด) กี่รายการที่มีต้นทุนการดำเนินการต่ำที่สุด (มุมมองฝ่ายปฏิบัติการ การเงิน) ฯลฯ ประการหนึ่ง
- บริการต่างๆ เหล่านี้ สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ หรือของบริษัทหรือไม่ อะไรที่อาจจะตายได้ในอนาคต อะไรที่จะมีอนาคต ฯลฯ

น้องตอบว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีการนำมาวิเคราะห์สรุปกันเลย ได้แต่คิดๆๆๆ ทำๆๆ จนตอนนอนแทนที่จะฝันถึงแฟน กลับฝันถึงงานๆๆๆ

มิน่า แฟนที่นั่งข้างๆ ก็หน้าเศร้าพอกัน

เลยแนะน้องไปว่า ลองไปตรองประเด็นต่างๆ เหล่านี้ดูเถิด แล้วลองเสนอนายไป บริการหรือสินค้าสิบอย่างร้อยอย่าง อาจจะเหลือแค่ห้าแค่สิบก็ได้

เผื่อจะได้มีเวลาสวีวี่วีกับแฟนและมีโอกาสดูแลตัวเองให้พี่ชื่นใจมากกว่านี้

ถัดมาเป็นเรื่องอนาคตการทำงาน น้องเองเขาก็เบื่อๆ เนื่องจากอยู่ตรงนี้มาหลายปีแล้ว หัวก็เริ่มโตๆ ตันๆ กำลังคิดว่าจะหาโอกาสออกไปทำเอง หรือเปลี่ยนงานไปในระดับบริหารดีหรือไม่

โห เป็นไปตามสเต็ปสมัยนิยมเป๊ะๆ

ก็ไม่แปลกหรอกนะครับ คนปกติทั่วไปก็คิดกันอย่างนี้ แต่ก็ดักคอไปว่า แล้วรู้ไหมละ ว่าจะขึ้นไปทำงานบริหารแล้วมันมีอุปสรรค หรือต้องการทักษะอะไรเพิ่มบ้าง

ยังไม่ตอบนะครับ พอดีน้องเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน

แค่คนเดียวก็ยาวมาถึงขนาดนี้ ท่าทางจะต้องมีตอน 2 ซะแล้วครับ




September 18, 2009

มองมุมเหม่ง > มีค่าพอหรือเปล่า (Is He (or She) worth for ...??)


... No man (or woman) is worth your tears
and the only one who is, will never make you cry ...
**********************************

หัวข้อนี้ ก็คิดว่าเป็นการฝึกภาษาอังกฤษประกอบความคิดนะครับ บอกกันตรงๆ เลยว่าไม่ได้นึกเองหรอก มีคนปรารถนาดีส่งมาให้ เพื่อความแน่ใจ ฝากพี่กู (เกิล) ไปช่วยเช็ค ปรากฏว่าฮิตพอประมาณ มีคนลอกไปลอกมา 549 ราย (ตอนนี้คงกลายเป็น 550 แล้ว)

กลับมาถึงประโยคข้างบนบ้าง แปลแบบงูๆ ปลาๆ หมาๆ แมวๆ ได้ว่า "ไม่มีใครมีค่าพอสำหรับน้ำตาของเรา แต่ถ้ามันจะมี เขา (หรือเธอ) คนนั้นจะไม่มีวันทำให้คุณร้องไห้อย่างแน่นอน"

โห ซึ้งนะครับ พูดแล้วดูเท่จัง แต่ว่าตกลงจะร้องหรือไม่ร้องไห้กันแน่เนี่ย ประโยคอย่างนี้ฝรั่งเรียกว่า ประโยคที่มีความขัดแย้งในตัวเอง (พาราดอกซ์ -- Paradox อธิบายสั้นๆ คือ ประโยคนั้นไม่เป็นจริง เพราะเงื่อนไขในประโยคจะหักล้างกัน)

เพราะว่า ถ้ามีคนที่มีค่าพอสำหรับน้ำตาเรา เราอาจจะเสียน้ำตาให้เขา แต่ถ้าเขาไม่ทำให้เรามีน้ำตา แล้วจะบ่งชี้คุณค่าเขาจากอะไร แต่อย่าคิดมากนะครับ สำหรับเรื่องพาราดอกซ์นี้ คิดไปมาก็ปวดหัว ให้นักวิชาการเขามีอะไรทำบ้างไปเถิด

คิดอีกที "น้ำตา" เป็นเครื่องหมายของความเศร้าอย่างเดียวนั้นหรือเปล่า ไม่น่าใช่นะ หลายๆ คนคงทราบกันดีว่า อีกบทบาทหนึ่งของน้ำตา (นอกเหนือจากไว้ล้างตาให้ใสปิ๊ง) คือการแสดงความปลื้มปิติยินดีที่เรามีต่อสิ่งดีๆ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่มีผลต่อทัศนคติ หรือคนที่เรารักด้วย

แล้วถ้าถามกลับว่า เราทำตัวให้มีค่าพอที่ไม่ทำให้ใครร้องไห้หรือไม่ หรือพูดอีกอย่างว่า เราทำตัวให้ใครต้องมาเสียใจกับเราหรือเปล่า

โห ในสังคมทุกวันนี้ เยอะนะครับ คนที่แวดล้อมตัวเรา เราไม่สามารถทำให้ "ทุกคน" พอใจได้ตลอดเวลา มันอาจจะมี "บางคน" ที่ไม่พอใจในบางเวลา แต่สิ่งที่เราัต้องยึดถือคือ หลักเกณฑ์ หรือ กติกา ที่ตกลงกันไว้ (แม้ว่าหลักเกณฑ์หรือข้อตกลงนั้น ในเวลาต่อมาจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ตาม)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักบริหารที่มีหลายๆ ปากท้องที่ต้องรับผิดชอบ จุดมุ่งหมายไม่ใช่ต้องทำให้ใครพอใจ แต่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเอาเปรียบใคร ทุกคนที่ทำตามหลักเกณฑ์จะได้รางวัล ต่างจากนั้นก็โดนลงโทษ ถ้าตัวหัวหน้าเองไร้ซึ่งความยุติธรรมแล้ว ใครหน้าไหนจะพึ่งพาได้ละครับ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ถ้าได้ทำแล้ว ในระยะยาวจะได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน

อืม จากน้ำตามาจบลงตรงนี้ได้ด้วยประการฉะนี้
**********************************
I got the above quote from someone quite long time and I think to share you all. However, just found that it already distributed almost 549 websites (so, now it reaches 550 at MEngMORY)

Very impressive and look smart when you said that. From this kind of complicated phase (They call Paradox - Sentences that has conflict condition with untrue result) whether should we cry or not??
Because if someone is worth for us to cry. But he (or she) won’t do that so. how we know his (her) value to us? Ok. Don’t let it make you confuse it’s just showing how Paradox is.

In fact, Tear is not just a sign of sadness but it still shows feeling of delightful with all best things we have or people we love.

Anyway, considering in other angle from above, have we behaved good enough not to make anyone cry?

In our today life, surrounded with many different people. We can’t make “All” happy all the time. We may have “Someone” not happy in sometimes. The most important is not satisfaction them but the commitment or regulation that we all agreed. (Even that agreement is not right later on)

Especially, high level leader, we do not try to please everyone but confirm that they will get fairness, no handicap and proper reward. Quite difficult to do but would be good for all in the long run.

So, from tears drop end up with leadership as it is.

September 17, 2009

มองมุมเหม่ง > ตรรก หรือว่า ประสบการณ์ (Logic or Experience)


คิดได้ตามตำรา
ว่าแต่ว่าจะทำอย่างไร
ไม่ทำจะรู้ฤา
**************************************
คงเคยได้ยินการเปรียบเทียบเรื่อง “ความรู้” กับ “ประสบการณ์” มาบ้างแล้วนะครับ เรื่องราวจะเป็นว่า เด็กจบใหม่ มาเจอกับคนที่ทำงานมานาน แต่วุฒิต่ำกว่า เรียนมาน้อย แล้วก็ขัดแย้งกัน สุดท้ายเรื่องมักจะจบลงว่า ลุงผู้มีประสบการณ์เจ๋งกว่า

แต่มันไม่ใช่แค่นี้นะสิ


อย่างแรก ความรู้กับประสบการณ์ไม่เกี่ยวกับ “วัย” เท่าไร คนแก่ถ้าไม่ขยันอัพเดต ก็แย่พอๆ กับเด็กจบใหม่ที่หลงตัวเองเหมือนกัน วัยเป็นแค่ตัวชี้วัดว่าคนๆ คนนี้แก่แค่ไหน อยู่ในลำดับที่เท่าไรของทะเบียนราษฎร์ ก็เท่านั้น

ไม่เกี่ยวกับความฉลาดตรงไหนเลย

อย่างที่สอง ประสบการณ์ที่เยอะแยะ แต่ไม่สามารถสรุปเป็นองค์ความรู้ ความเข้าใจแจ้งได้ ทำอะไรตาม "คอมมอนเซนส์" ก็น่าจะแพ้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา อย่างน้อยในส่วนหลังก็มีการคิดวิเคราะห์อย่างตกผลึก จากประสบการณ์หลายๆ มุมมาแล้ว

ฉะนั้นแล้ว เราควรหมั่นเติมความรู้ให้พร้อมท่าไว้ เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่นๆ เป็นทางลัด และถ้ามีโอกาสเมื่อไร สามารถ “สะสม” ประสบการณ์ วิเคราะห์สรุปเป็นความรู้ของเราเอง และแนะนำผู้อื่นได้ นั่นจะเยี่ยมที่สุด

อีกมุมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ คือ “ตรรก” ครับ อ่านผาดๆ นึกว่าเรื่องเดียวกับความรู้ แต่ไม่ใช่ครับ “ตรรก” เป็นวิธีคิดอย่างเป็นระบบ คิดเป็นเหตุเป็นผลเชื่อมโยงกัน แต่ความรู้เป็นเรื่องที่ศึกษาเอา แล้วค่อยมาย่อย มาคิดเป็นของตนเอง

แล้ว ตรรก กับ ประสบการณ์ เกี่ยวกันอย่างไร

เคยเห็นคนที่ทำงานข้ามสายงานไหมครับ จากหน่วยงานหนึ่ง ไปอีกที่หนึ่ง ที่ลักษณะงานต่างกัน ที่ได้ยินบ่อยๆ คือ “ผมเป็นนักบริหาร ทำงานตรงไหนก็ได้ เพราะผมมีหลักคิดการทำงานที่เข้มแข็ง...” (อ๊ะ เหมือนไม่ใช่แค่นักบริหารนะที่พูดอย่างนี้ แถวๆ รัฐสภา ก็แว่วๆ มาเหมือนกัน)

ในการคัดเลือกผู้บริหารนั้น คนที่มีวิธีคิด หรือ ตรรก ที่ดี และถูกต้องนั้น เป็นข้อดีส่วนหนึ่งที่ สามารถตั้งคำถาม เชื่อมโยงปัญหา และคาดการณ์สิ่งที่มัน “น่าจะเป็น” ได้ ผนวกกับตำแหน่งใหญ่โต ให้เด็กๆ เกรงใจ ก็จะสามารถแอบๆ หาข้อมูลมายืนยันความคิดตัวเองเพิ่มเติมได้ไม่ยาก

สุดท้ายแล้ว ดูดี แม้ว่าไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ตาม ได้ใจทั้งนาย ทั้งลูกน้อง ว่าลูกพี่เราเก่งแฮะ

แต่จริงๆ แล้วเป็นอย่างนี้ทุกกรณีหรือไม่ ไม่ใช่แน่นอนครับ งานบางอย่างมีขั้นตอนที่ซับซ้อน บางครั้งในตำรา หรือวิธีคิด ก็ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้ทั้งหมด การคาดการณ์ไปเอง อาจจะทำให้บริษัท หรือ บ้านเมืองเสียหายได้ เพราะอำนาจในการสั่งการก็อยู่ในมือเราเช่นกัน

พูดถึงตรงนี้ ก็นึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงเรานะครับ “อย่าให้คนโง่ มีอำนาจ” (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนโง่ที่คิดว่าตัวเองไม่โง่)

ดังนั้น ผู้บริหารเอง ก็ควรจะพิจารณาด้วยนะครับ ว่างานแบบไหนที่เราควรจะลงไปรู้รายละเอียดบ้าง ให้เวลากับสิ่งตรงนี้ที่สำคัญต่อบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เราไม่เคยรู้ หรือไม่สามารถหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อทำการบ้านให้เรา เช่น งานการเงิน การตลาด เป็นต้น

มิเช่นนั้นแล้ว ท่านอาจจะเป็นความทรงจำที่เลวร้ายในบริษัทของท่านก็เป็นได้

September 15, 2009

มองมุมเหม่ง > เรียนเก่ง กับ คุยเก่ง (Good Boy & Bad Boy)

ตั้งใจหมั่นศึกษา
ครูบอกว่าห้ามมาคุยกัน
ฉันเลยพูดไม่เป็น
*******************

สังคมเรามักจะให้คุณค่ากับคนเรียนเก่งนะครับ

เรียนเก่งในที่นี้ ส่วนใหญ่ก็จะให้ความสำคัญกับวิชาสายวิทยาศาสตร์ สายศิลปะก็อาจจะมีบ้างเช่นพวกภาษาอังกฤษ แต่วิชาอื่นๆ ดูเหมือนจะตกในฐานะที่ ยิ่งกว่าลูกเมียน้อย เสียอีก ไม่เช่นนั้นแล้ว ทุกวันนี้เราคงเห็น สปช. โอลิมปิก หรือ วาดเขียนโอลิมปิก บ้าง แทนที่จะเห็นแต่น้องๆ คณิตศาสตร์ โอลิมปิก เคมี ชีวะ ฯลฯ

ซึ่งก็แปลก ที่หลังจากลงข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐได้สามวัน ก็พลันหายไปจากความทรงจำของสังคม นั่นสิ มีใครจำชื่อน้องๆ ที่ได้คณิตศาสตร์โอลิมปิกปี 2549 บ้างไหมครับ เอาแบบไม่ต้องไปถามพี่กู (เกิล) นะ

ในสมัยนั้น ก็จะเน้นกันแต่เรื่อง ไอคิว ว่ากันว่า บางโรงเรียนถึงกับบ้าคลั่งเอามาเป็นเกณฑ์ตัดสินอนาคตเด็กๆ กันทีเดียว โชคดีที่วันนี้ เด็กๆ ในอดีต ที่เป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบันเริ่มมองเห็นความไม่เข้าท่าเหล่านี้ เราจึงได้ยิน อีคิว เข้าคิว และอีกหลายๆ คิว รวมไปถึงโรงเรียนทางเลือกจากคุณครู หนูดี อี เอฟ ต่างๆ ซึ่งนับว่าดีขึ้นมาก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นนะครับ คนเป็นพ่อแม่ก็ยังต้องเดินทางกันอีกไกล

กลับมาถึงเด็กอีกกลุ่มนึงบ้าง พวกคุยเก่ง ไงครับ

จั่วหัวมาอย่างนี้อาจจะงง เพราะคนสองแบบนี้อยู่กันคนละขั้ว แบ่งแยกดีเลว ตามมาตรวัดของคุณครูส่วนใหญ่ พวกเรียนเก่งมักยกย่องเชิดชู แต่พวกคุยเก่งไม่โดนตีก็ต้องมี ชอล์กเหิร หรือ แปรงบิน ร่อนมาให้เสียวเล่นๆ

แต่ถ้าเรามองว่า พวกคุยเก่ง นี้ความถนัดของเขา คือ การสื่อสาร ละครับ

คือ การสื่อสารที่จะสามารถเรียนรู้คู่สนทนา ความสามารถที่จะชักนำความสนใจจากคุณครูมาที่ตัวเขาเอง ทั้งที่มีความเสี่ยงจะโดนตีเพราะมาคุยกับเขาเป็นต้น

ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะครับ เด็กเหล่านี้ ต้องใช้ทักษะสูงมาก (ฮา)

มองถึงความสำคัญเหล่านี้ ลองคิดดูนะครับ ในชีวิตการทำงาน ถ้าเราไม่สามารถ สื่อสาร นำเสนอความคิดเราได้ บอกในสิ่งที่เราต้องการไม่ได้ ความสำเร็จก็ไม่บังเกิด ต่อให้เกียรตินิยมอย่างไร ก็ไร้ประโยชน์ครับ หรือ ถ้าเราไม่สามารถพูดจา สื่อสาร ในภาษาอื่นๆ ได้ถึงจะได้ โอลิมปิก สักกี่เหรียญก็ตาม พอพ้นเขตชายแดนแล้ว ก็อาจจะอดข้าว (หรือขนมปัง) ตายได้นะครับ

ความจริงจากบริษัทจัดหางานคือ ทุกวันนี้ ในตำแหน่งระดับสูงๆ นั้น คุณสมบัติที่ต้องการมากคือ ความสามารถในสื่อสาร แก้ปัญหาได้ ทำความเข้าใจประสานงานกับผู้อื่นได้ ทั้งภายในภายนอก

ผมมานั่งนึกย้อนไป ตั้งแต่สมัยเรียน มีวิชาไหนบ้างที่จะสอนเรื่องเหล่านี้

น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่ได้ๆ มากันนั้น ไม่บุญนำ ก็วาสนาพา หรือได้จากการ คุยเก่ง-เล่นเพลิน แทน

บทความวันนี้ ไม่ได้ต่อต้าน หรือให้ผู้อ่าน ละเลยวิชาหลักๆ ทั้งหลายนะครับ ยังจำเป็นอยู่ เพียงแต่อยากให้มองถึงความสำคัญของ การสื่อสาร บ้างก็เท่านั้น ทั้งการพูดจา, ภาษาต่างประเทศ, การนำเสนอ เหล่านี้

ก็หวังเล็กๆ ว่า คนไทยจะพูดกันเข้าใจกันมากขึ้น และไปแข่งขันนอกประเทศได้บ้างเท่านั้น