October 28, 2009

มองมุมเหม่ง > นิ้วที่ยาวไม่เท่ากัน (Yes, We Are Different !!)

มือนิ้วยาวไม่เท่า
เหมือนเช่นเรากับเขาที่เป็น
แตกต่างแต่ล้วนดี
*************************

ผมเป็นคนหนึ่งที่โตมาในครอบครัวที่มีสมาชิกมากมาย ตามแบบฉบับของครอบครัวคนจีนอพยพยุคที่ 2 ยุคที่อยู่รวมกับเป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกันหลายครอบครัว มีลูกหลานหลายคน
และพ่อแม่ของพวกเราได้รับการศึกษาดีกว่ารุ่นบุกเบิก ใช้เสื่อแทนที่นอนเช่นรุ่นปู่รุ่นย่า ประมาณว่าเรื่องลอดลายมังกรที่เคยฉายไปนานแล้วก็ได้ครับ คล้ายกับครอบครัวคนไทยสมัยก่อนเหมือนกัน

มองในมุมหนึ่ง ก็ดูอบอุ่นและดีในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว

แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะมีประสบการณ์ร่วมคือ "การเทียบลูกเขาลูกเรา" ครับ

ถ้ายังนึกไม่ออกจะดูเหตุการณ์นี้ประกอบก็ได้ครับ (นามสมมติทั้งนั้น)

แม่ 1) "เนี่ยผลสอบของตาโก้ ออกมาแล้ว แย่จัง ได้เกรด 3 มาตัวเดียว ที่เหลือ 4 หมด แล้วของตาแม็คละ เป็นไงบ้าง"
แม่ 2) "เอ่อ... ก็พอได้นะ ได้เกรด 3 มาตัวเดียวเหมือนกัน ที่เหลือเห็นแต่ 2 กับ 1 นะ สงสัยครูคงเขียนผิด แหะ แหะ"
แม่ 1) "ต๊าย ทำไมเป็นยังงี้เนี่ย เรียนห้องเดียวกันแท้ๆ แฟนเธอก็ออกจะเก่ง เธอต้องเข้มงวดหน่อยนะ จะให้ชั้นช่วยอะไรก็บอก เรามันคนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ..." (บลา บลา บลา)

พอนึกได้แล้วใช่ไหมครับ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ก็จะเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น การกินการอยู่ สุขภาพ พัฒนาการทางร่างกาย จิปาถะครับ โดนกันถ้วนหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเด็กๆ อย่างเราที่ต้องมารองรับความคาดหวังจากผู้ใหญ่เหล่านี้ บนเหตุผลของ "ความหวังดี" ที่ลึกๆ แล้วต้องยอมรับว่ามีความสะใจ แฝงอยู่อย่างไม่รู้ตัวก็ตาม

จะมากจะน้อยขึ้นกับความใกล้ชิดของตัวพ่อตัวแม่ และวัยของเด็กด้วยครับ วัยเดียวกันก็ซวยหน่อย ความแตกต่างไม่ค่อยมี ซึ่งไปสร้างความกดดันและสงสัยให้เด็กแท้ๆ ว่า กูจะเป็นแบบนี้ไม่ได้หรือไงวะ ตอนออกมาก็มาจากคนละมดลูกนี่หว่า (ตอบอย่างนี้ อนาคตต้องแพทย์แน่นอน)

ผู้ใหญ่เหล่านี้เองคงไม่ได้จะตั้งใจจะซ้ำเติมกันขนาดนั้น บ้างก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ตามชุดสนทนาสำเร็จรูป แต่รูปแบบสังคมเราเป็นอย่างนี้จริงๆ ซึ่งเด็กในตอนนั้นก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในตอนนี้ ก็เริ่มกลับมาตั้งคำถามและส่งเสียงดังๆ กันบ้างแล้ว

ไม่อย่างนั้น เราคงไม่เห็นโรงเรียนทางเลือกแบบต่างๆ หรือ วิธีการสอนแบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เรียนรู้กันเองเหล่านี้หรอกครับ นี่ก็เป็นทางออกอย่างหนึ่ง

แต่สำหรับเด็กหรือตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า "ลูก" ของเราเอง เราจะสอนเขาอย่างไรดี

อย่างแรก
ต้องบอกเขาว่า คนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครที่เหมือนกัน แต่ทุกๆ คนสามารถ "เลือก" ที่จะเป็นได้ บางคนอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นหมอ อยากเป็นวิศวะ หรืออยากเป็นยามก็แล้วแต่ความรักในดวงใจของแต่ละคน
ถัดมา คนเป็นพ่อแม่ต้องยอมรับด้วยนะครับ ว่าปัจจุบัน ชีวิตเราพบการเปรียบเทียบ การแข่งขันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่ปฏิสนธิ จนกระทั่งการจองที่นอนบนเชิงตะกอน เราจะไปแก้ตัว หรือแก้ต่างให้ลูกเราไม่ได้ตลอดหรอกครับ เงาเรายังต้องพักตอนพระอาทิตย์ตกดินเลย

เมื่อยอมรับแล้วว่า การแข่งขันการเปรียบเทียบมันเป็นธรรมดาเช่นนั้นเอง ก็สอนให้เด็กเขาเข้าใจสิครับ ให้เขาเห็น "ด้านบวก" ของการเปรียบเทียบว่า มันเป็นมาตรวัดอย่างหนึ่งที่จะทำให้เขาพัฒนาขึ้น ทำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม ยอมรับว่าทุกอย่างมีแพ้ มีชนะ แพ้แล้วก็กลับไปฝึกฝนใหม่ ปรับปรุงวิธีการต่างๆ ให้ดี ให้ต่างออกไป ไม่จำเป็นต้องกลุ้่มใจ ทำหน้าย่นไม่สมกับวัย เครียดไปเปล่าๆ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ สอนให้เขานอบน้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น และคำวิจารณ์ สอนให้เขา "คิด" ว่าสิ่งที่ "คนพูด" พูดมานั้น เขามีความรู้ หรือประสบการณ์มากพอที่จะวิจารณ์หรือไม่ และ "เนื้อหา" ที่เขาพูดมันสมเหตุสมผล เชื่อถือได้หรือเปล่า เพราะทุกวันนี้ คำแนะนำบางอย่างก็ยิ่งกว่าแอปเปิ้ลพิษอีกนะครับ (อืม จะรู้ไหมหนอ ว่าพูดถึงเรื่อง สโนไวท์ แล้วสมัยนี้เขาจะยกตัวอย่างอะไรกันนะ)

ประกอบกับถ้าเราสอนเด็กๆ ให้เข้าใจและมองเรื่องเหล่านี้ในทาง "บวก" ด้วยภาษาหรือตัวอย่างง่ายๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วละครับ ว่าคราวหน้าจะเศร้าใจว่าใครจะมาพูดอย่างไร

เพราะเขาได้รับภูิมิคุ้มกันที่ชื่อว่า "ปัญญา" และ "ความรัก" จากพวกเราไปแล้วไงครัีบ

October 26, 2009

มองมุมเหม่ง > รักเธอประเทศไทย (Don't Cry For Me, Thailand)


ไทยนี้รักสงบ
ว่างก็รบฆ่าฟันฉันท์เพื่อน
แม้เตือนก็เลือนไป
**********************

สุดสัปดาห์ยาวๆ ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าน่าจะมีความสุขตามอัตภาพ แต่พอจะพยายามติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้ทันด้วยการอ่านข่าวย้อนหลัง
พลันก็รู้สึกถึงความเศร้าที่เฝ้าเกาะกุมโดยไม่รู้สาเหตุ เหมือนกรรมเก่าที่วิ่งมาตามสายอินเตอร์เน็ต ลองอ่านดู เผื่อความเหงาเศร้าจะติดเชื้อแจกจ่ายไปยังผู้อ่านทุกท่านบ้าง

- บริษัทสิงคโปร์อาสา อบต. ตะกั่วป่า ขุดลอกตะกอนทรายปากแม่น้ำให้ฟรีไม่คิดมูลค่า (ของฟรีก็มีในโลกด้วย) ขอค่าแรงเป็นทรายที่ขุดได้แทน มีข่าวต่อเนื่องว่า ทรายดังกล่าวมีปริมาณซิลิกาออกไซด์สูงถึง 73.75% ซึ่งน้อยกว่าค่าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ร้อยละ 75% (ตั้งเกือบ 2 เปอร์เซนต์) ทำให้สามารถส่งออกทรายดังกล่าวได้
- สิ่งที่บางคนแกล้งไม่รู้คือ / ซิลิกาออกไซด์ดังกล่าวสามารถสกัดเป็นสารซิลิกอน เพื่อให้เป็นวัตถุดิบในการทำสารกึ่งตัวนำ ในธุรกิจอิเลกทรอนิกส์ ราคาประมาณ 132,000 บาท/กก. หรือถ้าประมาณจากปริมาณทรายทั้งหมดที่ 21 ล้่าน ลบม. จะ
ได้ซิลิกาประมาณ 336 ล้านกก. เป็นเงินคร่าวๆ 45 ล้านล้านบาท ต่อ (มติชน 25/10/52)

- นักวิเคราะห์ต่างชาติคาดราคาข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากสต๊อกข้าวของผู้ส่งออกรายใหญ่ในโลก 5 รายมีปริมาณลดลง ประกอบกับวาตภัยที่ีฟิลิปปินส์ทำให้ต้องนำเ้ข้าข้าว 2 ล้านตันเพื่อทดแทนผลิตผลที่ถูกทำลาย รวมทั้งคู่แข่งจากอินเดียก็ไม่มีข้่าวส่งออกเช่นกัน (เฮ เฮ ชาวนาไทยฝันหวาน)
- เรื่องน่าเศร้าเมื่อตื่นขึ้นมา / ราคาประกันจากรัฐบาล 10,000 บาทต่อตัน ราคารับซื้อหน้าโรงสีจากราคา 8,000 บาทเหลือเพียง 5,000 บาท เนื่องจากราคาที่ต่างประเทศรับซื้อปรับตัวลดลง (ทำไมถึงปรับตัวลดลงล่ะ?? โฮ โฮ ชาวนาไทยฝันเปียก)
- น่าเศร้ากว่านั้น / ราคาส่งออกเดิมอยู่ที่ 600 เหรียญต่อตัน (21,000 บาท) แต่พ่อค้าไทยตัดราคากันเองเหลือ 19,950 บาทต่อตัน ทำให้ลูกค้่าต่างชาติชลอการซื้อออกไปเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกที่สุด (ประชาชาติธุรกิจ 22/10/52)

- สำนักข่าวต่างประเทศชื่อดัง ร่วมกับต่างชาิติปล่อยข่าวลืออัปมงคลทุบหุ้นวันที่ 14 ที่ผ่านมา โดยพบบัญชีต้ัองสงสัยจากบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังสัญชาติสิงคโปร์ พร้อมกับขบวนการคนไทยที่ร่วมมือกันทำำกำไรนับร้อยล้าน (คมชัดลึก)

อย่าเพิ่งเหนื่อยนะครับ ต่ออีกสักนิด

- สหภาพการรถไฟประท้วงหยุดเดินรถ จับประชาชนเป็นตัวประกัน (ทั้งที่ไม่ได้เสพยาบ้า) อ้างสาเหตุรถเก่า ไม่พร้อม แท้จริงต้องการต่อต้านการแปรรูปการรถไฟ เผยมีสินทรัพย์นับหมื่นล้าน (คมชัดลึก) แม้ว่าจะดำเนินการมาแล้วตั้ง 111 ปี มีรถจักรดีเซลเป็นที่แรกในเอเซีย ทั้งที่จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า ล้วนแล้วแต่ต้องมาูดูงานที่เมืองไทย แต่การเมืองและการโกงกินทำให้การรถไฟไม่ไปถึงไหน ทั้งที่ีมีศักยภาพที่จะผลิตหัวรถจักรไว้ใช้งานเองด้วยซ้ำ รวมถึงปัญหาขนาดราง 1.0 เมตรที่ไม่เป็นมาตรฐานสากลที่ 1.43 เมตร ทำให้หัวรถจักรบางคันมีอายุึถึง 48 ปี (ประชาชาติธุรกิจ)

- บิ๊กจิ๋วเผยหลังกลับจากกัมพูชา หลังคุย "ฮุนเซน" ราบรื่น ทั้งเขตแดนเขาพระวิหาร เรื่องขุดก๊าซและน้ำมัน ย้ำส่งเรื่องมาสองครั้งแล้ว สุเทพไม่สนใจ และเรื่องทักษิณ บอกทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เมียฮุนเซนถึงกับร้องไห้เมื่อรู้ชะตากรรมตกอับต่างแดน บอกสร้างบ้านอย่างดีไว้รอต้อนรับแล้ว ย้ำจะเป็นเพื่อนไปตลอดกาล อภิสิทธ์ไม่เสียหน้า บอกแล้วแต่วิจารณญาณของฮุนเซนเอง (กรุงเทพธุรกิจ)

ครับนี่แค่ประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเท่านั้น เดี๋ยวนี้ความอดทนกับรายละเอียดข่าวพวกนี้ของผมต่ำลงไปมากทีเดียว แต่ว่าระดับความดัน และอะดรีนาลีนจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงแทน

แต่เอาข่าวลดความเครียดไปหน่อยละกันครับ ไม่ใช่ข่าวมิยาบิซ้อนมอร์เตอร์ไซค์โจอี้บอย หรือว่า หลินปิงไล่เตะก้นแม่ แต่เป็น

- แถลงการณ์สำนักพระราชวัง ฉบับที่ 33 คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานว่า พระอาการโดยทั่วไปคงที่ พระกำลังพระวรกายแข็งแรงขึ้น เสวยพระกระยาหารและทรงพระบรรทมได้เป็นปกติ(ผู้จัดการ) ในหลวงเสด็จลงจากห้องประทับเพื่อถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง (ไทยรัฐ)

เห็นภาพท่านในทีวี น้ำตาไหลโดยไม่ตั้งใจครับ ขอจงทรงพระเจริญเช่นกัน

รู้สึกกับข่าวที่ผมยกมาไหม ว่าเนื้อแท้แล้ว "คนไทย" เราทำ "คนไทย" กันเองทั้งนั้น
ถ้าเราเข้มแข็ง เราสามัคคีแล้ว ใครจะมาทำอะไรเราไม่ได้หรอก แต่ทุกว้ันนี้เราไม่เคยจำถึงประวัิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับเลยหรือ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2112 เราเสียกรุงเพราะคนไทยแตกแยก ชักศึกเข้าบ้านโดยพระยาจักรี ผู้กอบกู้เอกราชคือ พระนเรศวร ส่วนครั้งที่ 2 ปี 2310 เพราะคนไทยแตกแยกอีกเช่นกัน ผู้กอบกู้เอกราชคือ พระเจ้าตากสิน

เราผิดพลาดในเรื่องเดิมๆ 2 ครั้ง 2 คราแล้ว ครั้งที่ี 3 นี้ เราคาดหวังว่าใครจะมาเป็นผู้กอบกู้เอกราชละครับ

October 21, 2009

มองมุมเหม่ง > อารมณ์ กับ มุมมอง (Know Our Feeling)

อารมณ์ดีมีสุข
เป็นทุกข์เพราะคนอื่นนั้นทำ
ไม่ใช่ความผิดฉัน
*************************

ถ้าพอมีเวลา อยากให้ลองสังเกตตัวเองเล่นๆ กันสักนิดนึงครับ ลองดูว่า เวลาที่เรา "อารมณ์ดี (เพราะสมหวัง)" นั้นเป็นอย่างไร แล้วตรงกันข้าม "อารมณ์เสีย (เพราะผิดหวัง)" มันออกอาการแบบไหน

คำตอบคงต่างกันออกไป ตามภูมิภาค ปูมหลัง และสีผิวของแต่ละคน แต่อย่างหนึ่งที่คล้ายกันคืออะไร ทราบไหมครับ

เวลาเรา "อารมณ์ดี" นั้น เรามักจะมองตัวเองเป็น "จุดศูนย์กลาง" แต่กลับกันเมื่อ "อารมณ์เสีย" นั้น เราโยนความผิดให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัวแทนไงครับ

ขยายความอีกหน่อย เพราะเมื่ออารมณ์ดีแล้ว เรามักจะคิดถึงแต่ตัวเราเองก่อน เช่น ถ้าเราถูกหวย (ติ๊ต่างเหมือนคนส่วนใหญ่นะครับ ว่าถูกหวยแล้วจะอารมณ์ดี) เราจะใช้เงินยังไง จะฉลองอย่างไรดี จะไปช้อปปิ้งที่ไหน แล้วค่อยๆ คิดถึงเผื่อแผ่ไปยังคนอื่นๆ เมื่อเราได้รับความพึงพอใจจนล้นแล้ว

แต่ถ้าเราถูกหวยกินละครับ (ติ๊ต่างอีกเช่นกัน คงไม่มีใครอารมณ์ดีตอนนี้นะครับ) อาการเซ็งเริ่มมาเยี่ยมเยือน เราก็เริ่มโทษสิ่งอื่นๆ เช่น โทษคนจับรางวัล โทษต้นไม้ที่ไปขูดขอหวย (ทั้งๆ ที่ไปรบกวนมันแท้ๆ) โทษป้าข้างบ้านที่ช่วยตีเลขให้ ฯลฯ

เพราะว่าโดยกลไกทางจิตของเราเอง มักจะไม่ยอมรับ "ความผิดหวัง" ไงละครับ เรามักจะหาเรื่องโยนบาปให้กับสิ่งต่างๆ พร้อมทั้งสร้างเหตุผลเพื่อยืนยันกับตัวเองว่า "ตูไม่ผิด" นะโว้ย เป็นเพราะ ปัจจัยหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ต่างหากที่ทำให้ฉันต้องซวยอย่างนี้

หรือบางทีก็ปลอบใจตัวเองว่า เออนะดู นายเอ นางบี นายซี คนเหล่านี้ทั้งแย่ ทั้งซวยยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งกลายเป็นการเหยียดเขาเพื่อถีบตัวเราให้สูงขึ้นไปอีก

ตรงกันข้ามกับตอนที่เรา "สมหวัง" เลยนะครับ เหตุผลต่างๆ ที่สวยสดก็จะพรั่งพรูออกมาเช่นกัน เพื่อยืนยันว่า เรานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ จริงๆ ดอกไม้ สายลมและแสงแดด ช่างงดงามจริงหนอ

แล้วถ้าเราลองคิด "กลับ" กันละครับ

เวลาที่เราอารมณ์ดี หรือ เราสมหวังอะไรก็ตาม เราลองมองคนอื่นๆ ก่อนดีไหมครับ มองว่าเราประสบความสำเร็จ หรือโชคดีนี่เพราะใคร เพราะอะไร แล้วก็ขอบคุณคนหรือสิ่งเหล่านั้นจากใจจริง

ในทางตรงกันข้าม เวลาที่เราผิดหวัง หรืออารมณ์เสียกับอะไรก็ตาม เราลองมองมาที่ "ตัวเอง" ก่อน วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้เราต้องผิดพลาดคืออะไร มองอย่างใจเป็นกลาง ผิดก็ยอมรับ แต่ต้องไม่ยอมแพ้ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นที่การตัดสินใจ ไม่ใช่โชคชะตาหรือว่าดวง

อยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองกันบ้าง เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ท่านจะ "อารมณ์ดี" กับ "ความสมหวัง" ที่จะเข้ามาครับ

มองมุมเหม่ง > อย่ากลัวที่จะจมน้ำตาย ถ้าท่านอยู่ในทะเลทราย (Don't Afraid to Drown If You're in Desert)

น้ำมาปลากินมด
กินกันทั้งหมดรวมทั้งฉัน
ในท้องทะเลทราย
*************************

หัวข้อวันนี้หล่นมาโดยบังเอิญ ระหว่างการหารือกันเรื่องโครงการใหม่ๆ กับทีมงาน เรากำลังคิดกันว่า การนำเสนอสินค้าหรือบริการให้กับตลาดนั้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใหม่ๆ หรือไม่

ต้องยอมรับว่า สภาพการแข่งขันทุกวันนี้ บังคับให้พวกเราต้องทำงานให้มากและคิดกันให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย หรือคู่แข่งของเรา ต่างก็รู้เท่าทันหรือมากกว่า ในโลกที่ข่าวสารข้อมูลไหลบ่ากันอย่างท่วมท้น

แต่ท่ามกลางไต้ฝุ่นของการเปลี่ยนแปลง ก็มี "ต้นไม้" หลายต้นที่พยายามจะฝืน พยายามต้านทานและพยายามที่จะสยบพายุให้สลายไปโดยพลัน แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยที่พายุจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ผู้ที่สูญสลายไปกับสายลมกลับกลายเป็นต้นไม้ดื้อดึงเหล่านั้นเสียเอง

เปรียบเหมือนกับ "คนหัวรั้น" ในองค์กรเช่นกัน บางคนพยายามต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยสาเหตุต่างๆ นานา บ้างก็อ้างทฤษฏี อ้างตำแหน่ง อ้างนาย หรือยกตัวอย่างสภาพแวดล้อมในตลาดหรือประเทศอื่นๆ ที่มีปัจจัยพื้นฐานต่างกัน แม้กระทั่งการใช้ "ความจริงครึ่งเดียว" เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตเดิมๆ ก็เห็นกันได้โดยทั่วไป

มองในมุมของเขา ก็ไม่ผิดหรอกครับ อาจเป็นเพราะ "ความไม่รู้" ทำให้เขามีพฤติกรรมอย่างนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของหัวหน้าที่จะอธิบาย ชี้แจงภาพรวมทั้งหมดให้เขาเห็น ให้เข้าใจเพื่อที่จะปรับตัวเองให้ได้

อีกพวกที่ต้องระวัง คือพวกที่ "รู้" แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เพราะกลัวเหนื่อยกว่าเดิม พวกนี้แหละที่มักจะอ้างว่าตัวเองกลัว "จมน้ำ" ในขณะที่อยู่ใน "ทะเลทราย" ไงครับ แล้วก็พยายามหาพวก หาเหตุผลล้านเจ็ดมาหักล้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ซึ่งคนเป็นหัวหน้าต้อง "รู้เท่าทัน" และบริหารคนเหล่านี้ให้ได้ ต้องชัดเจนในวัตถุประสงค์ว่า องค์กรต้องการอะไร ผลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลดีกับทุกคนอย่างไรบ้าง อย่าไข้วเขวกับเหตุผล หรือการกระทำบางอย่างที่ดูเหมือนจะน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านจะเป็นอีกคนที่มัวมาแบก "ถังออกซิเจน" เดินจูงมือกัน หลงทางในทะเลทรายให้เป็นที่หัวร่อได้ครับ

October 12, 2009

มองมุมเหม่ง > พาลีสอนน้อง ตอนต่อมา (Pali's Advice -- Next Episode)


-->
ชื่อเสียงไหลบ่ามา
เสียแต่ว่าจัดการไม่ไหว
ไม่ได้แถมยังเสีย
***************************

แวะเวียนไปเรื่องอื่นพอสมควร จนหลายท่านนึกว่าน้องผมคงสลบคาส้วมไปแล้ว ใครไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน ก็ลองไปดูที่ http://mengmory.blogspot.com/2009/09/palis-lesson.html ก่อนนะครับ

ความเดิมจากตอนที่แล้วมีอยู่ว่า น้องคนแรกเขาคิดว่า ทำงานมาตั้งเยอะ มีผลงานการันตีระดับนึง พร้อมที่จะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับต้นแล้ว เลยอยากจะหารือว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

ถามกลับไปว่า คิดว่าจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับกลางแล้ว มันมีความแตกต่างอย่างไรจากงานที่ทำบ้าง

น้องตอบกลับมาอย่างมั่นใจ หนูทำได้นะพี่ทุกวันนี้เรียกประชุม ประสานงานฝ่ายต่างๆ สั่งการให้ทำงานได้ตามเป้าหมาย ก็น่่าจะโอแล้วนา

จริงเหรอ ถ้าเราต้องมีลูกน้องแล้วแค่การสั่งงานไม่น่าจะพอนะ เราสามารถวิเคราะห์เขาได้ไหม ว่าเขามีจุดแข็ง จุดเด่นอะไรบ้างที่มันเสริมกับเป้าหมายของบริษัท หรือมีจุดอ่อนที่มันจะทำให้เราไม่ไปไหน อะไรที่เราจะส่งเสริมให้เขาต้้องพัฒนา ต้องเรียนรู้เพิ่มอีก ประการหนึ่ง

ต่อมาก็เป็นเรื่องการดูแลความเป็นอยู่ของเขา ไม่ถึงต้องไปอยู่ด้วยกัน แค่ว่าปัจจุบันผลตอบแทนที่เขาได้รับ หรือสภาพชีวิตมันเหมาะสมหรือไม่ ที่ทำงานเอื้อให้เขาทำงานอย่างเต็มที่ อย่างมีความสุขไหม กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เป็นอย่างไร ไม่ใช่มาทำงานแล้วลืมเอารอยยิ้มมาด้วย

แล้วสุดท้ายคือเรื่องเส้นทางชีวิตเขาในอนาคต มันสอดคล้องกับจุดแข็ง จุดอ่อนหรือว่า บริษัทสามารถตอบสนองเขาได้มากแค่ไหน มีตำแหน่งรองรับหรือไม่ เขาน่าจะเดินทางต่อไปอย่างไร

ซึ่งเมื่อเขามาเป็น “ลูกน้อง” เราแล้ว ก็ต้องดูแลเหมือน “ลูก” เหมือน “น้อง” เพราะความสำเร็จของเขาก็เป็นผลงานของเราเหมือนกัน ก็เลยฝากไปคิดไปใคร่ครวญอีกครั้ง เพราะเมื่อก้าวขึ้นมาในระดับบริหารแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของ “คน” ทั้งนั้น

มันวุ่นๆ จนต้อง “กวน” ต้อง “คน” ให้ส่วนผสมมันกลมกล่อมกับองค์กรเราที่สุด

คิวถัดมาเป็นน้องอีกคน ที่รอมาตั้งแต่คราวที่แล้ว (แต่ไม่บ่นเพราะเป็นแฟนกับน้องคนแรก) หลังจากแยกย้ายกันไปก็ได้ดิบได้ดีในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่กำลังจะโต ความที่เป็นคนอ่อนน้อมและขยัน นายญี่ปุ่นเลยมอบอำนาจและงานให้มากมาย ทำทุกอย่างตั้งแต่เตรียมการขาย ปิดการขาย จนถึงเรื่องเซอร์วิส ฯลฯ ขาดอยู่สองอย่างคือ เป็นประธานบริษัท กับฝ่ายการเงิน เท่านั้นที่นายยังไม่ยอมให้

ฟังดูแล้วน่าจะดี มีอำนาจเต็มมือ อยากทำอะไรก็ทำ น้องเองก็เวรี่แฮปปี้มาก แต่ก็สังหรณ์ว่ามันน่าจะมีประเด็นบ้าง เลยอยากให้พี่ช่วยมองมุมพี่หน่อย ขอความเครีียดเหยาะเข้าไปอีก เผื่อจะนอนดึกกว่าเดิม

ได้เลย พี่จัดให้ อย่างแรกคือ การที่เรามีอำนาจล้นฟ้านั้น ต้องทำทุกอย่าง ถามว่า อะไรเป็นสิ่งที่ต้องทำ “ด่วน” ที่สุด และอะไรเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” ที่สุด ลองร่ายรายการออกมาแล้วพิจารณาดู เหมือนอย่างที่เคยเรียนมา ว่าเราจัดงานเป็นสี่ประเภท ให้แกน x เป็นความเร่งด่วน แกน y เป็นความสำคัญ งานนี้มันอยู่ตรงส่วนไหน ระหว่าง ทั้งด่วนและสำคัญ / ด่วนแต่ไม่สำคัญ / ไม่ด่วนแต่สำคัญ / ไม่ด่วน ไม่สำคัญ (แล้วจะใส่มาทำไมเนี่ย)

ซึ่งการจัดลำดับงานดังกล่าวส่งผลต่อผลงานด้วย เพราะถ้าทำทุกอย่างโดยไม่ได้โฟกัสเลย สุดท้ายจะไม่ได้อะไร ผู้ใหญ่อาจจะมองเราเป็นคนจับจดก็ได้ หรือว่านี่อาจจะเป็นการทดสอบอย่างหนึ่ง เพราะโดยส่วนตัวแล้ว น้องเขาเองมีศักยภาพที่จะแทนนายญี่ปุ่นได้อย่างดี ยกเว้นฝีมือกอล์ฟที่ยังแทนไม่ได้ เพราะนายมีอะไรโยนมาให้หมด เอาเวลาไปซ้อมกอล์ฟอย่างเดียว (ฮา)

ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกแต่วันนี้ขอฝากให้น้องเขาไปแค่นี้ ถ้าวันใดบุญพาวาสนาหนุน คงได้จุดธูปเชิญพี่พาลีมาประทับทรงต่อไป

October 11, 2009

แวะคิด แวะคุย > โกนผมไฟ THE MEngMORY

วันนี้ THE MEngMORY อายุครบหนึ่งเดือนแล้วครับ

ตามธรรมเนียมไทยเด็กที่ครบเดือน ก็จะแข็งแรงและปลอดภัย ณ ระดับหนึ่งแล้ว พ่อแม่ก็จะทำการ "โกนผมไฟ" ให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เด็ก หรือในทางวิทยาศาสตร์นั้นก็เพื่อเป็นการทำความสะอาด ล้างคราบไขมันที่ติดหัวมาตั้งแต่ตอนเกิดออกไป ให้มีการระบายความร้อนของหัวเด็กเองให้สบายเลี้ยงง่ายด้วย

ผ่านมาหนึ่งเดือน The MEngMORY เอง ก็ถือโอกาสโกนผมไฟเพื่อตั้งหลักให้พร้อมที่จะเดินหน้าต่อตามที่ตั้งใจไว้ เพราะสามสิบวันที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นบททดสอบผมเองประการหนึ่ง ว่าจะไหวหรือเปล่าที่จะพยายามนำเสนอมุมมอง ความคิดนอกลู่นอกรอย มุมที่เขาไม่ค่อยมอง มาให้ได้พิจารณากัน ก็จะเห็นได้ใน --> มองมุมเหม่ง พร้อมกับกลอนไฮกุ ที่กุกันขึ้นมาสดๆ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง

หรือจะเกี่ยวกับ หนังสือ ภาพยนต์ที่ได้อ่านได้่ดูมา (--> เรียนจากหนัง ยังไม่ชอบชื่อนี้เท่าไร ใครมีชื่อเก๋ๆ ก็บอกด้วยครับ) แล้วไถลไปเรื่องการบริหารจัดการที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันบ้าง ที่ไม่อยากเน้น แต่ก็มีกำลังใจจากหลายๆ คนว่า ให้เขียนไว้หน่อยละกัน พร้อมกับพยายามจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษกำกับซึ่งดูอินเตอร์และเท่ไม่หยอก แต่ถ้าใครเขียนภาษาอื่นๆ จะกรุณาก็ยินดีนะครับ
ปัญหาที่เจอในเรื่องตัวหนังสือ หรือข้อความผิดพลาดก็พยายามแก้ไขอยู่ีนะครับ เรื่องของ "บล็อก" ในทางปฏิบัติแล้ว จัดว่าใหม่มาก ตอนนี้ผมลองใช้ "จิ้งจอกเพลิง" อยู่ เทียบกับเจ้าประจำอย่าง "นักสำรวจอินเตอร์เน็ต" ก็จะต่างกัน ถ้าใครได้มีโอกาสก็ลองใช้ัก็ดีนะครับ มีลูกเล่นเยอะ และปัญหาก็น้อยกว่า อยากให้ลองเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สนุกดีครับ
ก็จะพยายามมาเจอทุกท่านให้ได้ทุกสัปดาห์นะครับ มากน้อยก็ขึ้นกับวาสนาของผมเองด้วย ที่ต้องต่อสู้อย่างหนักกับความขี้เกียจที่เริ่มลุกลามมาที่ง่ามก้นจนร้อนแล้วขณะนี้

ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง และเชิญอภิรมย์กับ THE MEngMORY ต่อเลยครับ

October 7, 2009

เรียนจากหนัง > The Mist วิกฤตของชีวิต (The Mist : Crisis Management)


ขอว่าถึงเรื่องหนังอีกสักครั้งนะครับ ก่อนจะกลับไปหาพี่พาลี ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ทางเคเบิลทีวีตอนไปเชียงใหม่คราวที่แล้ว เห็นว่าเนื้อหนังมีประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันครับ

The Mist เป็นผลงานเรื่องดังอีกเรื่องของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญ สตีเฟน คิง ฉายมาตั้งแต่ปี 2007 ในเมืองไทยมีเสียงตอบรับดีพอสมควรสำหรับคอหนัง แต่ถ้าดูจากตัวอย่างแล้ว คงคิดว่าเป็นหนังสยองขวัญสัตว์ประหลาดดาดๆ ไป ทำให้ผมเองก็พลาดไปเช่นกัน

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ ในเช้าวันหนึ่งหลังจากพายุใหญ่ เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในอเมริกาก็ได้ต้อนรับกลุ่มหมอกแปลกๆ พร้อมกับกองกำลังทหารที่เข้ามา หนังโฟกัสไปที่กลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งรวมทั้งตัวเอกที่มาพร้อมกับลูกชายและเพื่อนบ้านที่เคยบาดหมางกัน ก็จะเข้ามาซื้อของเพื่อไปซ่อมแซมบ้านด้วย

หนังไม่ปล่อยให้เราเห็นภาพน่าเบื่อที่เราคุ้นเคยตอนไปชอปปิงหรอกครับ ระดับนี้แล้ว หนังเริ่มแสดงให้เห็นว่า "หมอก" ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เริ่มคุกคามอย่างไร มีตัวประหลาดในหมอกลากคนไปกิน ทำให้ทุกคนในซุปเปอร์มาเก็ตนั้นต้องรวมตัวกันเพื่อป้องกัน และดูแลตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลาย

จุดที่น่าสนใจ นอกเหนือไปจากการลุ้นว่าสัตว์ประหลาดคืออะไร จะโจมตีอย่างไร และการเดาว่าตัวประกอบเสร่อๆ คนไหนจะตายก่อนนั้น คือ การที่คนหลากหลายแบบต้องถูกบังคับให้มาอยู่ด้วยกันในภาวะวิกฤต คนที่เราเจอเผินๆ ในห้าง ในลานจอดรถ เพื่อนบ้าน ฯลฯ ที่เราเคยยิ้ม เคยจอดรถให้ข้ามถนน ต่างๆ นานา นั้น พอได้มาใกล้ชิดกันเพราะความจำเป็นแล้วจะเป็นอย่างไร

สิ่งแรกที่ดึงผมไปจากความประหลาดของ "หมอก" หรือความเป็นไปไม่ได้บางอย่างของเนื้อเรื่องคือ "การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต" ครับ

ในชีวิตจริง ผมหวังว่า เราคงไม่เจอภาวะวิกฤตรุนแรงอย่างในหนังนะครับ แต่ว่าเราเคยคิดกันไหมว่าจะเตรียมตัวอย่างไร
อย่างแรก เมื่อเจอเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ใครจะเป็นผู้นำ ซึ่งเนื้อหาในหนังนั้น ชาวบ้านพยายามจะให้ทนายที่เป็นเพื่อนบ้านผิวดำของพระเอกนั้นเป็นผู้นำ เพราะดูจากหน้าที่การงานน่าเชื่อถือต่างกับพระเอกที่เป็นเพียงศิลปินวาดภาพประกอบหนัง

แต่ปมในใจของทนายผิวดำ และวุฒิภาวะบกพร่องในการเป็นผู้นำ ทำให้เขาดื้้อรั้นไม่เชื่อฟังคำแนะนำของพวกพระเอก แม้ว่าจะมีหลักฐานอยู่ทนโท่ก็ตาม ส่งผลให้เขาต้ัองกลับบ้านเป็นคนแรกๆ ของเรื่องนี้ รวมไปถึงคนผิวดำอีกหลายๆ คนที่เลือกที่จะอยู่ข้างเขาด้วย

ชาวบ้านเริ่มจะมีทีท่าเชื่อถือเรื่องสัตว์ประหลาด และผลักดันให้พระเอกเราเป็นผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เขาต้องการแค่ซื้อของเสร็จแล้วให้ลูกได้กลับบ้านไปเจอเมีย การต่อสู้กับสัตว์ประหลาด หรืออื่นๆ ใดๆ เพื่อตอบโจทย์ข้างต้นเท่านั้น ทำให้ตัวละคร "หญิงบ้า" อีกคนมีบทบาทขึ้นมา

"หญิงบ้า" (ตามที่ชาวเว็บทั้งหลายเรียกไว้) นี้ ต้นเรื่องชาวบ้านไม่มีใครอยากยุ่งด้วย เพราะคิดว่าเป็นพวกบ้าศาสนา สวดมนต์ไปวันๆ แต่เธอมีความเชื่อ มีจุดยืนที่ชัดเจนครับ ในหนังแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไร ไม่ว่าใครจะเป็นไง เธอเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และทุกสิ่งเกิดจากพระเจ้ากำหนด

เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นไปได้คือ ในภาวะที่มีความเครียด และกดดันสูงๆ นั้น ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเชื่อในสิ่งที่เธอพูด และมันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ หลายๆ คนเริ่มไม่ใ้ช้เหตุผลในการพิจารณาปัญหา เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเป็นทางแก้ไข เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่หนักและลำบากเกินไปสำหรับชาวบ้านในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงหันไปเลือกทางออกที่ง่ายๆ และสำเร็จรูป ทำให้หญิงบ้านี้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มในที่สุด

อย่างที่โบราณกล่าวไว้ สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ในภาวะวิกฤตนั้น ผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ที่สำคัญถัดมาคือ การค้นหาความจริงวิเคราะห์ปัญหาด้วยสติก็จำเป็น บางทีเราต้องถอยตัวเองออกมาก้าวหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมของวิกฤตทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องมองออกจากกรอบปกติของความคุ้นชินไปบ้าง เพื่อหาแนวทางใหม่ๆ เช่นกัน

และการบริหารจัดการผู้ตาม (ที่ตามเพราะความจำใจ) จึงจำเป็นที่เราต้องฝึกฝนตัวเองให้พร้อมกับบทบาทผู้นำ หรือผู้ตามเพราะในหนังก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้ตามที่ดี ทำงานเป็นทีม ใช้เหตุผลมาถกเถียงกัน ทำให้ฝ่าฝันอุปสรรคต่างๆ ได้ เทียบกับผู้ตามที่ห่วยๆ เอาแต่ร้องแรกแหกกระเชอ รอความช่วยเหลืออย่างเดียว หรือในสถานการณ์เช่นนี้ คนเราก็จะแสดงถึงความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างมากที่สุด เพื่อให้ตัวเองรอด ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายในการบริหารจัดการเช่นกัน

กลับมาที่เนื้อเรื่องอีกครั้ง หนังไม่ปล่อยให้เป็นไปตามแบบแผนขนบธรรมเนียมของหนังครับ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะเฉลยว่า สัตว์ประหลาดที่ปรากฏนั้น มาจากความผิดพลาดในการทดลองทางทหาร ทำให้ประตูมิติเปิดออกและสัตว์ประหลาดหลุดออกมา (อืม ค่อยเว่ิิอร์สมกับ สตีเฟน คิงหน่อย) หนังแสดงให้เห็นว่า บางทีผู้นำก็ตัดสินใจผิดพลาดได้เช่นกัน ความใจร้อน หุนหันพลันแล่นอาจจะทำให้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้ และไม่เพียงแค่นั้น มันมีชีวิตของผู้ตามคนอื่นๆ ที่เขาแบกไว้ด้วย การรอคอยก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ทีดีอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ครับ ในภาวะวิกฤตนั้นมันไม่ง่ายเลย แต่ก็คุ้มค่าที่จะทำ

October 5, 2009

เรียนจากหนัง > The Unit ทหารนั้นก็คน (The Unit: Soldier is human)


เมื่อวานนี้เพิ่งจะได้ฤกษ์ที่จะเอาหนังชุดเรื่องนี้ลงมาจากหิ้ง ความคิดแรกที่ดูจากชื่อเรื่อง และคำโฆษณาคร่าวๆ คิดว่าเรื่องนี้น่าจะมาแนว คอมมานโดของพี่บึ๊ก อาร์โนลด์ผู้ว่าแคลิฟอร์เนีย หรือจะพี่ซิลเวสเตอร์ แรมโบ้ ที่ทหารคนเดียวถือปืนบุกเดี่ยว โดยไม่ได้แบกปูนไปโบกตึกแต่ไปฆ่าคนทั้งกองทัพ

พอได้ดูก็รู้ว่า ตูนี้พลาดไปอีกแล้วหนอ หนังดีๆ อย่างนี้ปล่อยให้ฝุ่นจับได้ไง
มุมมองนี้อยู่ที่อายุ และประสบการณ์ด้วยนะครับ เรื่องนี้ถ้าถามเด็กๆ มันอาจจะน่าเบื่อเมื่อเทียบกับสองเรื่องข้างต้น

The Unit เนื้อหาดัดแปลงมาจากหนังสือเรื่อง “Inside Delta Force” เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของกระทรวงกลาโหม ทุกคนในทีมไม่มีตัวตน ใช้นามแฝงทั้งในการทำงานและชีวิตจริง แบ่งเป็นทีมๆ อัลฟา เบต้า โดยจะทำภารกิจที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น FBI, CIA ไม่สามารถออกหน้าได้ (แต่สามารถเอาหน้าได้ ถ้างานนั้นสำเร็จ)
ความน่าสนใจอย่างแรกคงเป็นฉากบู๊ที่ตัวละครต้องใช้สมองในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุภารกิจได้ ในเวลา และเงื่อนไขที่กำหนด เราได้รู้ว่า บางทีการใช้กำลังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป คุณสามารถชนะโดยที่สูญเสียน้อยที่สุด เพียงแค่มองปัญหาให้รอบด้าน เชื่อมโยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน เลือกหนทางที่ใคร่ครวญแล้วว่าดีที่สุด
อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่มีฮีโร่คนไหนไม่ผ่านความยากลำบากในการเรียนรู้และฝึกฝน ทั้งการฝึกส่วนตัวและการฝึกเป็นทีม หนังแสดงให้เห็นว่า เมื่อพบความผิดพลาด ทั้งทีมต้องช่วนกันวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ เพราะในสถานการณ์จริง คุณอาจจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีกแล้ว
นอกเหนือจากนั้น หนังได้แทรกชีวิตด้านอื่นๆ ของทหารเหล่านี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าเนื้อหาบู๊ๆ ด้วยซ้ำ
เคยถามตัวเองหลังดูแรมโบ้ คอมมานโด ไหมครับ ว่าชีวิตประจำวันเขาทำอะไรกันบ้าง ใจคอจะรบจะสู้กันทุกวันเลยเหรอ
หนังเรื่องนี้มีชีวิตเบื้องหลังให้ดูเต็มที่เลยครับ ให้เราเห็นว่า ทหารนั้นก็คนเหมือนกัน มีลูก มีเมีย มีรัก โลภ โกรธ หลง ฝัน หวาน อาย จูบ แถมลูบคลำในบางจังหวะ
ได้เห็นว่า ความสำคัญของ “หลังบ้าน” นั้นมากแค่ไหน เช่น การรวมกลุ่มแม่บ้านเพื่อดูแลคนที่มาใหม่ การช่วยเหลือต่างๆ แม้กระทั่งการรวมตัวทำมาหากิน เพื่อให้มีเงินทองพอเีพียงในการดำรงชีวิต
ดูแล้วไม่รู้ว่าเลียนแบบสมาคมแม่บ้านของเราหรือเปล่า
ซึ่งหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ของคุณพ่อบ้านเท่านั้น ผมว่าคุณแม่บ้านก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรจากหนังเรื่องนี้เช่นกัน

ดูเสร็จแล้วมองกลับมาบ้านเรา อย่างแรก เมื่อไรจะมีหนังชุดดีๆ อย่างนี้จากฝีมือคนไทยบ้าง และทหารไทยจะเก่งเหมือนเขาได้ไหม
ก็เป็นคำถามที่ล่องลอยในสายลมต่อไป

October 1, 2009

มองมุมเหม่ง > นำเสนอให้ซึ้งถึงใจ (PowerPoint Presentation Technique)


เรื่องเล่ามีมากมาย

นำเสนอสีสรรหลากหลาย

ตาลายไม่เข้าใจ

*******************************

เร็วๆ นี้น้องๆ ที่ทำงานด้วยกัน งานเข้าครับ

งานที่ว่านี้เป็นโครงการใหญ่โครงการหนึ่ง ลูกค้าได้ให้รายละเอียดเบื้องต้นมาแล้ว ต้องการให้เราเข้าไปนำเสนองานเพื่อแข่งกับรายอื่นๆ

ครับ การแข่งขันทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่สินค้าดี บริการดี รอลูกค้ามาซื้อ การนำเสนอก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้วย ไม่ใช่แค่สักแต่พูดๆ ไป การนำเสนอที่ดีจะนำไปสู่ความเข้าใจในตัวสินค้า และบริการ เมื่อลูกค้าประทับใจแล้ว อื่นๆ ที่จะตามมาก็จะง่ายไปด้วย รวมไปถึง กำไรที่จะได้ด้วยครับ

เนื่องจากเป็นดีลที่ค่อนข้างใหญ่และสำคัญ คราวนี้น้องของเราเลย เกร็งสิครับ

ที่ ผ่านๆ มาตั้งแต่โปรแกรม Power point กำเนิดในโลก เชื่อว่าหลายๆ คนคงหัดใช้กันเอง ตามมีตามเกิด คงจะมีส่วนน้อยที่ไปลงทุนเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว

ถ้าไม่นับเท มเพลท (Template) สำเร็จรูปที่เขามีให้ ซึ่งก็สวยดี แต่บางคนไม่ชอบ จะพยายามเป็นตัวของตัวเอง ใส่ลูกเล่นเทคนิคคัลเลอร์แพรวพราวไปหมด แต่น้อยคนที่จะทำได้ดี กลายเป็นว่า สุดท้ายคนฟังจำไม่ได้ว่าเนื้อหาคืออะไรเพราะตาลาย

และความพยายามที่ จะใส่ ทุกอย่างเข้าไปในสไลด์ ตัวอักษรเต็มไปหมด ถ้าไม่กลัวว่าคนฟังไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองจะพูด คงจะกลัวว่าตัวเองจะลืมประเด็นไหนหรือเปล่า ส่งผลให้มีจำนวนสไลด์มหาศาล กระทบถึงเวลาที่ต้องพูด และจะล้มเหลวหรือไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

แล้วจะทำไงดีละคะ พรุ่งนี้ต้องพรีเซนต์ (Present) แล้ว พี่มัวแต่พล่ามอยู่ได้

เอา ละ อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่า 1) เราจะพูดให้ใครฟัง เขาเป็นใคร ทำอะไร ภูมิหลังเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเมื่อรู้แล้ว เราสามารถออกแบบการนำเสนอให้เขารู้สึกดี รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว ก็จะเริ่มเปิดใจรับฟังสิ่งที่เราจะพูด การต่อต้านหรืออคติก็จะน้อยลง เช่น ผู้ฟังเป็นพนักงานระดับกลางๆ แผนกไอที เราก็จะรู้แล้วล่ะว่า ถ้าพูดเรื่องไฮไฟว์ เฟซบุค เบลดเซิร์ฟเวอร์ ก็น่าจะเข้าใจง่ายกว่าพูดเรื่องปุ๋ยชีวภาพเป็นต้น

ถัดมา 2) เรื่องที่เราจะพูด หรือนำเสนอนั้นเป็นเรื่องอะไร ที่ต้องย้ำอีกครั้งเพราะ เรื่องเดียวกันนั้น มีหลายมุมมองที่จะพูด เราต้องชัดเจนว่า สิ่งที่จะพูดนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์ของเรา และให้ความกระจ่างแก่ผู้ฟัง ไม่เกิดคำถามอื่นๆ ตามมา เช่น การนำเสนอสินค้าหรือบริการเทียบกับคู่แข่งนั้น เรื่องคุณภาพนั้นอาจจะสูสีหรือเป็นที่รับรู้อยู่แล้ว เราก็ยกประเด็นการบริการหลังการขายมาเน้นแทนก็ได้ ซึ่งดูแล้วเหนือกว่าคู่แข่งเป็นต้น เนื้อหาเหล่านี้ ถ้าเป็นข้อมูลใหม่ๆ หรือเรื่องที่ผู้ฟังไม่เคยรู้ ก็ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้น

ต่อไปคือ ลำดับเนื้อหาการนำเสนอครับ ผมมักจะบอกน้องๆ ให้คิดว่าเรากำลังกำกับหนังเรื่องหนึ่ง มีการปูเรื่อง (อธิบายเหตุผลที่มานำเสนอในวันนี้) แนะนำตัวละคร (สินค้าหรือบริการ) ขมวดปมปัญหา (สิ่งที่จะตอบโจทย์ของลูกค้า) แล้วคลี่คลายด้วยที่พระเอกอยู่กับนางเอกอย่างมีความสุข (ผลตอบแทนหรือประโยชน์ในระยะยาวที่ลูกค้าจะได้) ประมาณนั้นเลย

อีกส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คือเวลาที่จะใช้ในการนำเสนอ ว่าเรามีเวลาเท่าไร จัดเนื้อหาให้อยู่ในกรอบเวลา ถ้าให้ดี เผื่อไว้ในส่วนที่ต้องตอบคำถามด้วย เพราะถ้าเวลาไม่พอ ยังมีคำถามคาใจ ก็จะไม่เป็นผลดีต่อเรา การบริหารเวลานี้ ส่งผลภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของเราด้วยครับ

มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็มาวางรูปแบบการนำเสนอครับ ว่าจะเอาแนวไหน วิชาการขรึมๆ หรือคุยกันแนวกันเอง ชิลชิล หรือมีมุขขำๆ หยอดเป็นระยะๆ จุดนี้จะสร้างเสน่ห์หรือเสริมภาพลักษณ์ของผู้พูดอีกทางหนึ่ง

จากที่ว่ามาทั้งหมดก็มาถึงการเตรียมพาวเวอร์พอยต์แล้วครับ ที่ต้องตระหนักไว้เสมอๆ คือ พาวเวอร์พอยต์เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอกอย่างเราในการนำเสนอเท่านั้น เราต่างหากที่เป็นพระเอก เป็นเจ้าของเวที หลายๆ คนมักจะกังวล หรือ ตื่นกลัวว่าจะลืมเนื้อหา ลืมมุขที่เตรียมมา หรือ กลัวคนฟังไม่สนใจ ฯลฯ

คิดเสียว่ามีผู้ช่วยพระเอกแล้ว ก็น่าจะรอดน่า

พาวเวอร์พอยต์ที่ดีนั้น ต้องดูสบายตา ถูกต้องทั้งเนื้อหา และการพิมพ์ ต้องไม่แย่งความสนใจจากผู้พูด ไม่แย่งความสนใจนี้หมายถึง ตัวอักษรไม่เยอะจนเกินไป ทำให้ทุกคนไม่สนใจ ต้องหันไปเพ่งตาอ่าน ซึ่งเวลาที่คนเราอ่านอะไรนั้น ประสาทหูมักจะทำงานน้อยลง

หมายรวมไปถึง พาวเวอร์พอยต์ที่มีแสงสีเสียงทีไม่จำเป็นทำให้แย่งความสนใจไปด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้นแล้ว จำนวนหน้าก็ต้องสัมพันธ์กับเวลาที่ใช้ด้วยครับ บางคนมักจะเผื่อสไลด์ไว้เยอะ แบบว่า พวกเยอะ อุ่นใจไว้ก่อนเป็นดี สุดท้ายคนพูดงงเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสไลด์ยิ่งน้อย คนฟังจะยิ่งสนใจผู้พูดมากขึ้น

ตัวช่วยอื่นๆ ที่น่าสนใจก็เช่น วิดีโอคลิป ที่ใส่เข้ามา จะช่วยเสริมให้การนำเสนอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นช่วงที่คนพูดจะได้หยุดพัก หยุดคิดประเมินสถานการณ์ต่อไปด้วย

เหล่านี้ก็เป็นแนวทางจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งของผมเองและของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทหลายๆ แห่ง ซึ่งขอให้พึงสดับดูว่าจะมีประโยชน์โภคผลกับทุกท่านหรือไม่

คุณความดีๆ ที่มีที่จะเกิด ก็ขอมอบให้โปรแกรมพาวเวอร์พอยต์ และบริษัทไมโครซอฟท์เถิดครับ

*******************************



September 24, 2009

มองมุมเหม่ง > พาลีสอนน้อง ตอนที่ 1 (Pali's Advice -- Episode 1 )

เรียนรู้โดยลุยก่อน
สรุปมาสอนคนรุ่นหลัง
ยังหวังให้ดีกว่า
**************************

เมื่อวานนี้โชคชะตาได้พาให้มาเจอน้องๆ ที่เคยทำงานด้วยครับ ซึ่งตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จกันในระดับที่มากกว่าหนึ่งกันแล้ว แต่สิ่งที่รับทราบและเป็นห่วงคือ จะก้าวกันไปให้ไกลกว่านี้อย่างไร เลยทำให้นึกถึงตัวละคร พาลี ในรามเกียรติขึ้นมา

ขอแนะนำ พาลี นี้นิดนึง เผื่อคนรุ่นใหม่จะได้รู้จักกันบ้าง

พาลี เป็นตัวละครที่น่าสนใจครับ มีแม่คือนางกาลอัจนาที่ลอบเป็นกิ๊กกับพระอินทร์ เนื่องจากสามีตัวจริงคือฤาษีโคดมอาจจะบ่มิไก๊ เอาแต่นั่งภาวนา (หน้าคอมฯ เหมือนใครแถวๆ นี้) แต่นางกาลอัจนาและพระอินทร์ก็ซวยโดยฤาษีจับได้คาเสื่อคาหมอน แทนที่ผู้ใหญ่จะคุยกันให้เคลียร์ ฤาษีคงสู้แรงพระอินทร์ไม่ไหว ก็กลับมาลงที่เด็กอย่างพาลี โดนสาบให้เป็นลิงตัวเขียวๆ เหมือนพ่อไป โตขึ้นมาเลยมีอารมณ์แปรปรวนมีทั้งความดี และเลว ตอนหลังต้องศรของพระราม ก่อนตายเลยมีคำสอนถ่ายทอดให้น้องคือสุครีพ เกี่ยวกับการทำงาน เลยเป็นที่มาของคำว่า พาลีสอนน้อง นี่เอง

ผมเอง แม้ว่าหน้าจะเขียวบ้างในบางจังหวะ แต่ก็ไม่ได้โดนสาปอะไรนะครับ พอดีที่เหตุการณ์คล้ายกัน (ในเรื่องการสอนน้องนะ อย่างอื่นไม่ใช่) เลยขอบันทึกไว้ในเรื่องที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับสาธารณะบ้าง

น้องคนแรกทำงานในส่วนการวางแผนผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ต้องรับผิดชอบตั้งแต่การหาข้อมูลการตลาด วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ ประสานงานกับวิศวกรสำหรับระบบที่ต้องการ ออกแบบบริการ พร้อมกับเงื่อนไขต่างๆ กับฝ่ายกฏหมาย ฝ่ายการเงินในระบบเก็บรายได้ จนไปถึงขั้นตอนต่างๆ ของฝ่ายบริการหลังการขาย เรียกได้ว่า ปั้นกันตั้งแต่เป็นวุ้นจนคลอดออกมาแล้วเลี้ยงให้โตเลย

รับผิดชอบกันขนาดนี้ แต่จบมาแค่วุฒิบริหารธุรกิจ สถาบันดังๆ สาวๆ น่ารักแถวๆ วิภาวดีนี้เองครับ ในฐานะคนเคยเป็นหัวหน้า ก็ดีใจและภูมิใจเป็นธรรมดา แต่ดูจากสภาพน้อง แทนจะสวยวันสวยคืน กลับโทรมวันโทรมคืน สิ่งที่ถามต่อก็คือ ทุกวันนี้มีกี่บริการแล้วที่ทำออกไป แล้วเคยวัดผลกันหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ บริษัทนี้วางรูปแบบให้หน่วยงานนี้คิดค้นสินค้า บริการใหม่ๆ ออกมาตามดังว่า ซึ่งในปัจจุบันมีรายการนับนิ้วไม่ไหว แต่ไม่ได้มีการนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาวิเคราะห์ต่อว่า
- ปัจจุบันมีบริการทั้งหมดเท่าไร กี่รายการที่ทำรายได้ให้บริษัทสูงสุด (มุมมองฝ่ายการเงิน บริหาร) กี่รายการที่มีจำนวนลูกค้ามากที่สุด (มุมมองฝ่ายขาย การตลาด) กี่รายการที่มีต้นทุนการดำเนินการต่ำที่สุด (มุมมองฝ่ายปฏิบัติการ การเงิน) ฯลฯ ประการหนึ่ง
- บริการต่างๆ เหล่านี้ สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ หรือของบริษัทหรือไม่ อะไรที่อาจจะตายได้ในอนาคต อะไรที่จะมีอนาคต ฯลฯ

น้องตอบว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีการนำมาวิเคราะห์สรุปกันเลย ได้แต่คิดๆๆๆ ทำๆๆ จนตอนนอนแทนที่จะฝันถึงแฟน กลับฝันถึงงานๆๆๆ

มิน่า แฟนที่นั่งข้างๆ ก็หน้าเศร้าพอกัน

เลยแนะน้องไปว่า ลองไปตรองประเด็นต่างๆ เหล่านี้ดูเถิด แล้วลองเสนอนายไป บริการหรือสินค้าสิบอย่างร้อยอย่าง อาจจะเหลือแค่ห้าแค่สิบก็ได้

เผื่อจะได้มีเวลาสวีวี่วีกับแฟนและมีโอกาสดูแลตัวเองให้พี่ชื่นใจมากกว่านี้

ถัดมาเป็นเรื่องอนาคตการทำงาน น้องเองเขาก็เบื่อๆ เนื่องจากอยู่ตรงนี้มาหลายปีแล้ว หัวก็เริ่มโตๆ ตันๆ กำลังคิดว่าจะหาโอกาสออกไปทำเอง หรือเปลี่ยนงานไปในระดับบริหารดีหรือไม่

โห เป็นไปตามสเต็ปสมัยนิยมเป๊ะๆ

ก็ไม่แปลกหรอกนะครับ คนปกติทั่วไปก็คิดกันอย่างนี้ แต่ก็ดักคอไปว่า แล้วรู้ไหมละ ว่าจะขึ้นไปทำงานบริหารแล้วมันมีอุปสรรค หรือต้องการทักษะอะไรเพิ่มบ้าง

ยังไม่ตอบนะครับ พอดีน้องเขาขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน

แค่คนเดียวก็ยาวมาถึงขนาดนี้ ท่าทางจะต้องมีตอน 2 ซะแล้วครับ