July 8, 2010

มองมุมเหม่ง > คาร์ลอส กอส์น ... นายแน่มาก (Carlos Ghosn.. You Cool !!)


(ขอเขียนถึงความประทับใจผู้บริหาร ที่ฟันฝ่าอุปสรรคที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้ประสบความสำเร็จ และความประทับใจส่วนตัวกับนิสสัน เทียน่า ตัวใหม่ ด้วยครับ)


เดือนที่ผ่านมา คาร์ลอส กอส์น (Carlos Ghosn) CEO ของนิสสัน มอร์เตอร์
และ เรย์โนลต์ ผู้พลิกฟื้นดึงนิสสันขึ้นมาจากหายนะตั้งแต่ปี 1999 ด้วยเงินเดือนต่อปีประมาณ 313.6 ล้านบาท แวะเวียนมาเมืองไทย พร้อมกับได้บรรยายในหัวข้อ The Secret to a Successful Recovery ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจพร้อมๆ กับมุมมองส่วนตัว และความเป็นมาสั้นๆ ของผู้ชายวัย 56 ปี (เกิดปี 1954) คนนี้ครับ

กอส์น เริ่มการบรรยายว่า เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปของวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน ว่ามีสาเหตุจาก "ภายใน" หรือ "ภายนอก" วิกฤตภายในนั้น มาจากปัจจัยภายใน เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่จะต้องแก้ไขกันไป เช่น การควบคุมต้นทุน ปัญหาด้านคุณภาพ ส่วนวิกฤตภายนอกนั้น ส่งผลกระทบกับทุกคนในสังคม ต้องรับชะตากรรมเดียวกัน ขึ้นกับว่าใครจะมีภูมิต้านทานมากน้อยเท่านั้น

ที่ต้องคิดกันล่วงหน้าคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตแล้ว แผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นอย่างไร ใครคือคนที่จะต้องตัดสินใจ คนๆ นั้น มีวุฒิภาวะน่าเชื่อถือ และวางใจได้หรือไม่ เหล่านี้ ต้องมีการประเมินกันล่วงหน้า เพราะลักษณะของคนที่แตกต่างกัน ในแต่
ละสถานการณ์ ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ต่างกันไป

การเตรียมการดังกล่าว ทีมผู้บริหารต้องมองภาพอนาคตให้ออก เรียกกันเท่ๆ ว่ามีวิสัยทัศน์ (Vision) ทั้งระยะสั้น ระยะยาว เช่น ถามตัวเองว่า อีก 3 ปี 5 ปี สภาพแวดล้อมธุรกิจจะเป็นอย่างไร เราจะรับมืออย่างไร แล้วก็แปลภาพอนาคตที่มองเห็นเหล่านั้น เป็นแผนงานที่ทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่

แผนการดังกล่าว ต้องบอกได้ว่า เรื่องอะไรคือเรื่องเร่งด่วน ซึ่งไม่ควรจะมีมากเกินไป ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ และไม่ต้องคิดถึงแผนสำรอง เพราะพนักงานอาจจะไม่เต็มที่กับแผนแรก (มุมนี้มองต่างออกไป เพราะแผนสอง น่าจะใช้ในการเผื่อไว้ กรณีปัจจัยบางอย่างที่นอกเหนือจากการควบคุมเปลี่ยนไป)

มองมุมบวกที่คาร์ลอส มองโอกาสในวิกฤตก็คือ การเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะในยามปกติ คงไม่มีใครทำ และคงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนข้างใน ซึ่งกรณีของนิสสันนั้น มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมร่วมอยู่ด้วย


การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสำเร็จไหม ขึ้นกับวิธีการสื่อสาร และขั้นตอนการปฏิบัติที่ต้องง่าย ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว

ย่อๆ จากการบรรยายดังกล่าว ไม่แปลกใจเลยใช่ไหมครับ ที่ผู้ชายเชื้อสายฝรั่งเศส-เลบานอน เกิดที่บราซิลคนนี้ จะเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลก เขาทำงานอย่างหนักมาตลอด จากตำแหน่ง CEO ที่ Michelin North America ย้ายไปที่เรโนลต์จนเป็น President ในปี 2005 ระหว่างนั้นก็เข้าไปกู้วิกฤตที่นิสสันกับหนี้สินหกแสนกว่าล้านบาท

กล้าหาญที่จะเดิมพันด้วยตำแหน่งของตน ถ้าไม่สามารถทำให้นิสสันกลับมามีกำไรได้ ทั้งปลดคนงาน ขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางธุรกิจใหม่ๆ เขาทำให้นิสสันมีกำไรจาก 1.38% ในปี 2000 มาเป็น 9.25% ในปี 2006

การกอบกู้นิสสันของคาร์ลอสนั้น ให้ความสำคัญกับลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ คุณภาพ และความคุ้มค่า การเจาะตลาดใหม่ๆ ที่นิสสันยังไม่เคยเข้าไป รวมถึงการควบคุมต้นทุนและพัฒนาพนักงาน

ล่าสุด ทางผู้บริหารข
อง General Motors เองก็สนใจที่จะให้ทางนิสสันเข้ามาถือหุ้น เพื่อกอบกู้วิกฤตการณ์เช่นกัน ทั้้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น GM เองก็เป็นรายหนึ่งที่จะมาเทกโอเวอร์นิสสันเช่นกัน

เรื่องราวต่างๆ ของเขาได้สร้างความประทับใจจนมีการเอาไปเขียนเป็นการ์ตูนขายดิบขายดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนทั่วโลก

ก็ต้องดูกันต่อไปว่า หลังจากความสำเร็จของ นิสสัน มาร์ช แล้ว หมากเด็ดต่อไปภายใต้บังเหียนของคาร์ลอส กอส์น จะออกมาเขย่าขวัญพี่ใหญ่ทั้งสองอย่างไร

June 15, 2010

มองมุมเหม่ง > เจาะเวลาหาอนาคต (Time Machine)

ก่อนที่จะไร้ค่า
ขอมอบปัญญาค่าสุดท้าย
จารึกไว้ตราบนาน
*************************

หลังจากการวางแผนที่จะย้ายที่อยู่เป็นการถาวร งานหนึ่งที่ต้องรีบทำ และผมต้องทำเอง คือการย้ายและจัดการ "หนังสือ" จำนวนมากที่เก็บสะสมไว้ ถ้าหากใครที่เป็นคนเชื้อชาติ "หนอน" อย่างผม ย่อมเข้าใจได้ว่าหนังสือต่างๆ ที่เก็บสะสมมานั้นมีค่าทั้งต่อกระเป๋าและต่อจิตใจมากแค่ไหน

ถ้าจะคิดกันอย่างหัวการค้า หนังสือเก่าๆ อย่างนี้ ก็จะมีคนกลุ่มนึงที่สนใจที่จะรับช่วงกันต่อ หรือจะขายผ่านร้านหนังสือเก่า ซึ่งราคาที่รับซื้อก็อาจจะไม่คุ้มกับค่ารถที่แบกไป แต่อย่าถามถึงราคาที่เขาจะขายต่อนะครับ จะเศร้าใจไปเปล่าๆ

ส่วนใหญ่หนังสือที่เข้ารอบโดนโล๊ะ มักจะเป็นพวกนิตยสารเก่าๆ หรือไม่ก็หนังสือวิชาการที่พ้นสมัยไปแล้ว
เมื่อตัดสินใจที่จะทิ้ง (ให้แม่บ้านเอาไปชั่งกิโลขาย) ผมมักจะหยิบหนังสือเหล่านี้มาพลิกๆ เพื่อที่จะร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่จะชวนคุยกันวันนี้

หลังจากพลิกไปเรื่อยๆ ผมพบว่า หนังสือเหล่านี้ได้พาผมย้อนอดีตกลับไปยังช่วงหนึ่งของยุคสมัย ได้กระตุ้นให้คิดถึงช่วงชีวิตของเรา ณ จุดเวลานั้น กิจกรรมที่ได้ทำ คนที่อยู่ข้างเขียงและข้างเคียง

ได้เห็นแฟชั่น ขาเดฟ เสื้อสีสด ปกตั้ง ในรุ่นพ่อ ก่อนที่จะ "เรโทร" กลับมาในปัจจุบัน หรือใกล้กว่านั้น ผมทรงฟาร่า ฟูๆ กางเกงขาพองทรงบักกี้ และเสื้อผ้าแบรนด์ไทยชื่อฝรั่งๆ ที่ต้องใส่ทับเสื้อยืดข้างใน

ถ้าเกี่ยวกับบ้านและตกแต่ง ก็เห็นสไตล์การแต่งแบบหลุยส์ อลังการงานสร้าง เสาโรมัน ลายประตูอัลลอยอันซับซ้อน

หรือจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับไอที เทคโนโลยี อ่านไปก็ขำไปกับการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต หลายเล่มยังไ่ม่มีใครพูดถึง "คลาวด์" หรือ "โซเชียลเน็ตเวิร์ค" แค่คำว่าอินเตอร์เน็ตก็เป็นอะไรที่ยากที่จะอธิบายแล้ว ยังไม่รวมถึง เนื้อหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ มือถือ ที่ไม่น่าเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่า หนังสือเหล่านี้กำลังจะโดนเปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นในไม่ช้า แต่อย่างน้อย มันก็ได้ทำหน้าที่ส่งผ่านความรู้ให้เราเป็นครั้งสุดท้าย แม้มิใช่โดยเนื้อหา แต่หนังสือเหล่านี้ก็กลายเป็นเอกสาร "ประวัติศาสตร์" เพื่อให้เราได้ทบทวนอดีต เข้าใจที่มาที่ไป และได้คิดเตรียมตัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่งดงาม

ขอคารวะให้กับทุกความตั้งใจในการสร้างสรรหนังสือครับ


May 21, 2010

เรียนจากหนัง > The Devil's Game (Korea 2008) เกมท้าเย้ยมัจจุราช


บ้านเมืองไม่ค่อยปกติ เปิดทีวีก็เจอแต่ข่าวรายงานความเสียหาย ไม่รู้ว่าทำไมไม่ไปรายงานเรื่องอื่นบ้าง เช่น พวกแกนนำที่เหลือมันหายหัวไปไหน ดูแล้วก็หดหู่ เลยไปค้นๆ หนังที่ซื้อมานานแล้วมาดูแก้เซ็งดีกว่า

หน้าปกที่ดูแล้วคงไม่เครียดไปกว่านี้ พร้อมๆ กับเรื่องไม่ย่อของ มินฮีดู ได้รับข้อเสนอจากมหาเศรษฐี คังโนซิก ที่ตัวจริงซิก (sick) ใกล้ตายแล้ว ข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การเดิมพันว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่จะโทรไปนั้น คนรับเป็นหญิงหรือชาย ถ้ามินฮีดู ทายถูกก็จะได้เงิน 3,000 ล้านวอน (เท่าไรหว่า) เป็นรางวัล แต่ถ้าเขาทายผิด เขาต้องให้ร่างกายแก่ชายชราแทน

เป็นไปตามฟอร์มพระเอกที่ตอนแรกไม่ยอม แต่พอกลับไปบ้านพบว่าแม่ของแฟนสาว โดนแกงค์ทวงหนี้ตามข่มขู่ แถมเขาก็โดนกระทืบเป็นค่าดอกเบี้ยเสียอีก ด้วยอารมณ์หุนหัน เขาเลือกที่จะเดิมพันเพื่อให้ได้เงินมาช่วยแฟนสาวได้เร็วที่สุด

หนังสอดแทรกความเขี้ยว ความเก๋าของคนที่ผ่านอะไรมาเยอะอย่างโนซิกให้เราได้เห็น เช่นระหว่างที่เดิมพันกับฮีดูนั้น เขาได้ถือโอกาสตรวจสอบความซื่อสัตย์ของภรรยา ลีฮีริน ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งก็ได้พิสูจน์หลักการของ ผัวแก่เมียสาว ได้ว่า ระดับความรัก มันน้อยกว่า เลขศูนย์หน้าจุดทศนิยมในบัญชียิ่งนัก โชคยังดีที่โนซิกยังพบว่าบอดี้การ์ดของเขา มร. อัน ยังภักดีกับเขาอยู่

กลับมาผลของการพนัน ทีแรกที่ฮีดูคิดว่า ปลายสายที่รับนั้นเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเขาโทรอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่า เจ้าหล่อนเป็น "กระเทย" ทำให้เขาต้องพ่ายให้กับโนซิกทันที ซึ่งเป็นมุข "ครึ่งควบลูก" ที่ฮาลึกๆ

ผู้กำกับเลือกที่จะให้เราเชื่อถึงเทคโนโลยีการผ่าตัด ที่ไม่ใช่แค่ย้ายสมองเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนกันด้วย ดูแล้วก็มีความเป็นไปได้ในอนาคตให้เราได้สยองเล่นๆ และทำใจยอมรับได้

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปทั้งสองคน การหักเหลี่ยมเฉือนคม แก้เกมให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ จนต้องสูญเสียไปมากกว่าที่คิด ซึ่งจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้ เอาประเด็นผลลัพธ์ของ "การพนัน" มาแสดงแฝงข้อคิดผ่านตัวละครด้วย เช่น เรื่องใหญ่ๆ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ, ผลลัพธ์ของการพนันที่ไม่เคยทำให้ใครรวย จุดสุดท้ายของความโลภคือความสูญเสีย และถ้าคุณคิดว่าคุณเจ๋ง คนอื่นก็อาจจะเจ๋งกว่าคุณได้เช่นกัน

มีตัวละครไม่กี่ตัวที่แสดงให้เราเห็นถึงความพอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของ โนซิก ที่เมื่อรู้ว่าเขาชนะพนันด้วยวิธีการที่น่ารังเกียจแล้ว ถึงกับเลิกคบไปเลย หรือ มร.อัน ที่มีแต่ความซื่อสัตย์ต่อนาย ไม่พยายามที่จะเข้าไปวุ่นวายเกินหน้าที่ตน

ตอนจบจะเป็นยังไง ก็ไปติดตามอุดหนุนกันได้ครับ ยังเป็นเรื่องของการเดิมพันเหมือนเดิม แต่ตามแนวหนังเกาหลี ก็มีหักมุมกันเอวบิดให้เดากันไม่ถูกเช่นกัน

พูดถึงแนวหนังเกาหลีแล้ว ต้องยอมรับว่า เขามีการส่งเสริมพัฒนามาก ทั้งเรื่องบทที่เข้มข้น และการแสดง รวมถึงโปรดักชัน ที่ทำให้เรามองข้ามหน้าตาขาดๆ เกินๆ ไม่ลงตัวของดาราชาย หรือ พิมพ์นิยมเดียวกันของดาราสาวๆ ไปได้ กอปรกับการพากย์ไทยของทีม "พันธมิตร" ที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเหลือง ก็ทำให้ต้องติดตามกันต่อไป

May 20, 2010

มองมุมเหม่ง > จบไม่สวย (Died at the End)

อ้างชาติประชาชน
ชุมนุมคนซับซ้อนซ่อนกล
สุดท้ายตายแบบโจร
*********************************

วันนี้เป็นวันที่ 2 หลังจากเหตุการณ์ "พฤษภา (มหา) ทมิฬ" เพิ่งผ่านพ้นไป ประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาลยังมีผลอยู่ การเก็บกวาดประเทศก็กำลังดำเนินต่อไป พร้อมๆ กับกลุ่มเสื้อแดงที่แฝงลงดินไป โดยไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาอีกไหม เหลืออยู่แต่ความเสียหายมหาศาลของฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง

จริงๆ แล้วผมเองพยายามที่จะเลี่ยงไม่พูดถึง "การเมือง" ใน MEngMORY เท่าไรนัก ทัศนคติทางการเมือง ก็เหมือนกับรสนิยมในเรื่องการกิน หรือเรื่องเพศ ขึ้นกับความรู้ภูมิหลัง ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่รู้ ของแต่ละคน ที่บังคับกันไม่ได้

แต่เหตุการณ์ในวันที่ 18-19 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพวก นปช. ที่พยายามจะอ้างความถูกต้อง อ้างประชาธิปไตย ต่างๆ นานา เพียงเพราะเมื่อแกนนำประเมินแล้วว่า "ถอยดีกว่า" แต่ไม่สามารถจะชี้แจงให้ผู้ร่วมชุมนุมเข้าใจได้ ทั้งๆ ที่ ผ่านมา พวกแกนนำเองก็เป็นคนป้อนข้อมูลต่างๆ ให้เขาเหล่านี้ตลอด สั่งซ้าย สั่งขวา ตบมือได้ แต่ไม่สามารถให้พวกเขากลับบ้านไปอย่างปลอดภัยได้ แถมก่อให้เกิดปัญหาที่ลามปามเกินควบคุม

ต้องยอมรับว่าผู้ชุมนุมนั้น "ฉลาด" พอที่จะพลิกความเสียเปรียบมาเป็นความได้เปรียบ โดยพวกเขารู้ว่า ทหาร หรือรัฐบาลนั้น จะไม่ทำร้ายพวกเขา จะเป็นด้วยกฏหมาย หรือ ภาพลักษณ์ก็ตามแต่ ทำให้พวกเขากล้าที่จะทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองให้กับประเทศอย่างที่เห็นกันอยู่

ผมเชื่อว่ามีไม่น้อยที่อยากจะให้ "จัดการ" ให้เด็ดขาดบ้าง เหมือนอย่างที่เห็นในหนังหลายๆ เรื่อง แต่ต้องนับถือ และชื่นชมฝ่ายรัฐ (ส่วนใหญ่) ที่จะพยายามไม่ใช้กำลังในการแก้ปัญหา
จะขัดใจหน่อยก็เรื่องประสิทธิภาพของฝ่ายรัฐในการวางแผนป้องกัน แก้ไขปัญหาว่า "ห่วย" และขาดการประสานงานแค่ไหน ตัวอย่างจากต่างประเทศก็มีถมไป

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้กำลัง แม้ว่าจะสะใจ แต่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาหรอกครับ

ถ้าเราคิดกันใหม่ว่า เราจะใช้วิธีการเจรจาเพื่อหาทางออก โดยฝ่ายที่มีสติและเยือกเย็นกว่าฝ่ายตรงข้าม จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ "ชนะ" กว่า อย่างนี้จะดีกว่าไหม มันจะเป็นการเจรจากันแบบคนที่มีวุฒิภาวะ และใช้เหตุผลในการหักล้างกัน

อีกเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ระดับการศึกษาของประชาชน ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการแยกแยะข้อมูลที่ "จริง" หรือ "เท็จ" ให้พวกเขาไม่เป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีได้ เพราะสุดท้ายคนที่เจ็บที่ตาย ก็เป็นคนชั้นล่างอยู่ดี

แต่ละฝ่าย ไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง ต่างก็มีทั้งดี และไม่ดี ผมไม่ได้เหมารวมว่า แดงจะเลว หรือเหลืองจะเทพทั้งหมด ประเด็นบางอย่างที่แดงเสนอมา ผมว่าก็มีเหตุผลที่น่าจะรับฟัง หรือการที่เหลืองยึดสนามบิน ผมว่ามันก็แย่ไม่ต่างกับแดงเผาเมืองเหมือนกัน

น่าเสียดายจริงๆ ที่วันนี้ ข้อเสนอต่างๆ ของฝ่าย นปช. แทนที่จะได้รับการพิจารณาเพื่อให้ประเทศไทยได้เดินหน้าต่อไปนั้น กลับสลายไปเพราะอารมณ์แบบเด็กๆ ที่ผิดหวังในตัวแกนนำของคนไร้การศึกษาไม่กี่คน

ตอนนี้ ที่น่าสงสารที่สุดคือ "ประเทศไทย" ครับ ผมหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ในชีวิตที่จะได้เห็นมันอีก หลังจากที่ผมคิดว่า พฤษภาทมิฬในปี 2535 นั้นเลวร้ายอย่างยิ่งแล้ว

ขอบคุณ "คนไทย" ทุกคนที่ช่วยกันครับ


April 23, 2010

มองมุมเหม่ง > ส้มตำเสี่ยงตาย ราคาของชีวิต (How much of your life?)

รถวิ่งปานลมพัด
คนเดินตัดฉวัดเฉวียน
รอดตายก็ได้กิน
**********************************
เร็วๆ นี้เอง มีรายการทีวีที่ได้รับความนิยมพอสมควร แนะนำร้านอาหารอีสานแห่งหนึ่ง ตรงถนนวัฒนธรรม ตรงข้าม อสมท. ครับ ร้านนี้เป็นร้านส้มตำข้างทางธรรมดา แต่ลูกค้าเรียกชื่อ (เล่นๆ) ว่า "ส้มตำเสี่ยงตาย"

เป็นเพราะตำแหน่งของร้านนี้ อยู่ริมถนนวัฒนธรรมฝั่งตรงข้าม อสมท. ที่มีการเดินรถแบบวันเวย์ มุ่งหน้ามาจากแยกผังเมือง มาบรรจบกับรถที่เลี้ยวมาจากแยกเหม่งจ๋าย ก่อนที่จะตรงไปศูนย์วัฒนธรรม หรือ จะออกไปเส้นรัชดาภิเษก ก็แล้วแต่ ซึ่งจะเห็นได้ว่า รถทุกคันจะทำความเร็วตั้งแต่เลี้ยวผ่านแยกมา เพราะเป็นถนนตรงยาว

ประเด็นคือ รายการได้เน้นย้ำถึง "ความตื่นเต้น" ของเหล่าลูกค้าที่ต้องข้ามถนนมาเพื่อกินอาหารร้านนี้ครับ

ลูกค้าทุกคนรู้สึกสนุกสนาน เมื่อต้องเสี่ยงข้ามถนนเส้นนี้ ที่มีประมาณ 4 เลน พร้อมกับรสชาดที่อร่อยกับราคาไม่แพงนัก จบรายการแล้วก็มีหลายคนที่อยากจะไปลองกิน รวมถึงตัวผมเองด้วย

แต่อีกมุมหนึ่ง มีใครคิดถึงความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นบ้างไหม หรือ คิดถึงคนที่เขาขับรถมาบ้างไหม

ถ้าขับๆ มาแล้ว ต้องเบรกกระทันหัน เพราะมีคนข้ามถนนตัดหน้า ถ้าไม่ชนคน ก็โดนรถคันหลังสอยซะ

เพื่ออะไรกันเนี่ย แค่คนที่ข้ามต้องการกิน "ส้มตำ" เท่านั้น

ท่าจะเป็นส้มตำที่ราคาแพงที่สุดในโลกกระมัง ถ้าต้องแลกด้วยชีวิต และทรัพย์สินที่เสียหาย

มิไย ที่ราชการพยายามจะประชาสัมพันธ์ให้ "คนขับ" มีวินัย แต่หารู้ไม่ บางทีเราจำเป็นที่ต้องให้ความรู้กับ "คนที่ใช้ถนน" ทุกคนนะครับ

หวังว่าทุกท่านที่อยากลิ้มลองของอร่อย คงไม่ต้องคกเป็นผู้โชคร้าย หรือเป็นต้นเหตุให้คนอื่นๆ ต้องซวยเพราะความอยากราคาไม่กี่สิบของคุณเลยนะครับ

April 18, 2010

มองมุมเหม่ง > กีฬาสี มีข้อคิด (Human Color)


ท่ามกลางความสับสน และวุ่นวายในทุกวันนี้ ทำให้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ในเทศกาลสงกรานต์เหือดหายและเศร้าใจ เพราะไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเหมือนกับปีที่แล้วที่ผ่านมา
นอกเหนือจากเสียงลำโพงการปราศรัย และเสียงปืน รวมถึงระเบิดที่ดังกระหึ่ม ยังมีการโจมตีกันด้วยข้อมูลข่าวสาร นอกเหนือจากสื่อหลักทั้งทีวี วิทยุ แล้ว อินเตอร์เน็ตก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ผู้คนจะรับข่าวสาร รวมถึงการแสดงออกทางความคิด ทั้งแบบเปิดเผย หรือแบบตัวตนสมมติได้อย่างเต็มที่

ทำให้เห็นได้ชัดว่า เมื่อเทียบกับยุคพฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 ที่เราแค่ "เห็น" ได้อย่างที่เขา "อยาก" ให้เราเห็นแล้ว โลกเราช่างวัฒนาไปไกลยิ่งนัก ในยุคต่อไป การซ่อนเร้น ความจริงบางอย่างจะยากยิ่งกว่าเดิม วัฏจักรของกรรมจะสั้นลง ไม่ใช่ต้องรอถึงชาติหน้าที่ไม่รู้ว่าจะมีไหม แต่หลายๆ ตัวอย่างก็ทำให้เรารู้ว่า "วงจรของกฏแห่งกรรม" ก็มีการปรับตัวตามเทคโนโลยีเช่นกัน

ระหว่างทางการสนทนากับผู้คนหลากหลายวงการ หลายชนชั้น ผมได้รับคำถาม และรายละเอียดของแต่ละฝ่าย แต่ละสีที่เล่นกันอยู่ ผมตอบคำถามพวกเขาตรงๆ ว่าจุดยืนของผมไม่ใช่ทั้ง "แดง" หรือ "เหลือง" แต่เราอยู่กับความถูกต้อง และสิ่งที่มันควรจะเป็น

ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้กฏหมู่เพื่อยึดสนามบิน หรือ การปิดถนนย่านธุรกิจที่สำคัญ แม้กระทั่งการอ้างสถาบัน หรืออะไรบางอย่างเพื่อบังหน้าความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

ผมเชื่ออยู่เสมอว่า โลกนี้ไม่มีใครโง่กว่าใคร เพียงแต่เขารู้ข้อมูลน้อยกว่าเราต่างหาก "การศึกษา" เป็นทางหนึ่งที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ อย่าง (น้อย) ก็เท่าเทียมกัน ถึงตอนนั้นแล้ว ใครจะเลือกตัดสินใจอย่างไร ตามกฏกติกาที่ตกลงกันไว้ของส่วนรวมก็ต้องยอมรับกัน

อันนี้ใช่ที่เขาเรียกกันว่า ประชาธิปไตย หรือเปล่า

อีกประเด็นที่ผมได้ยินจากฝ่ายสนับสนุนคนดูไบว่า ถึงข้อเท็จจริงจะปรากฏแล้วว่าในยุคสมัยของเขานั้น มีการคอร์รับชั่น ทั้งจากทางปกติและเชิงนโยบาย แต่เงินส่วนหนึ่ง ก็ได้เผื่อแผ่มายังพี่น้องประชาชนผู้ยากไร้ด้วย เมื่อเทียบกับยุคอื่นๆ ที่ชาวบ้านเชื่อว่ามีการคอร์รับชั่นไม่แพ้กัน แต่พวกเขาไม่ได้แม้แต่กลิ่นของเศษเนื้อข้างเขียงเลย อย่างน้อย "กินแล้วแบ่ง" มันก็ดีกว่า "กินรวบ" ละกัน

ผมไม่แปลกใจกับตรรกะความคิดแบบนี้ เพราะเป็นสิ่งที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่า เขา "กินแล้วแบ่ง" ให้พวกเรา แล้วเขาเป็นคนดี

ประเด็นคือ เขา "กิน" ต่างหาก แค่คิดจะ "โกงกิน" มันก็ผิดแล้ว เหมือนโรบินฮูดนั่นแหละครับ ปล้น ก็คือ ปล้น จะปล้นคนดี ปล้นคนรวย ปล้นโจร ก็ผิดเหมือนกัน กฏหมายไม่มีข้อยกเว้น

ลองคิดดูว่า ถ้ากฏกติกาทุกอย่างมีข้อยกเว้นตลอด บ้านเมืองมันจะเดินต่อกันอย่างไร

แถม "กินแล้วแบ่ง" นี้ มองให้ดี มันกินเยอะกว่ากินรวบอีก เพราะต้อง "กินเผื่อ" ไว้ด้วย ผลเสียตกที่ประเทศชาติ แต่ในประเทศนี้ คนที่อยู่ คนที่เสียภาษีคือพวกเราไม่ใช่เหรอ

อีกอย่างที่ผมสนับสนุนและคิดว่า ควรจะได้รับการปรับปรุงก็คือ "ระบบการตรวจสอบ ที่ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย" ผมเห็นฝ่ายสีแดงมีการพูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ยินว่าเขาเน้นย้ำถึงจุดนี้กันหรือไม่

ต้องอย่าลืมว่า ระบบการตรวจสอบที่ดีและเข้มแข็ง ทั้งจากภาครัฐ (อัยการ ศาล) และภาคเอกชน (หนังสือพิมพ์ ทีวี) ทำให้สามารถเปิดโปงการทุจริตต่างๆ ได้หลายกรณี ซึ่งเราจำเป็นต้องพัฒนาให้มีมาตรฐานเหมือนต่างประเทศ ตรวจสอบได้ทุกระดับชั้น ไม่ว่าอำมาตย์ หรือไพร่อย่างพวกเราก็ตาม

ถึงวันนั้นแล้ว ผมเชื่อว่า พี่น้องคนไทยด้วยกัน คงจะมีความสุขในวันสงกรานต์กันมากกว่าที่เป็นอยู่ครับ

April 12, 2010

มองมุมเหม่ง > วัน 1 ของผม (Another Working Day)

ผู้คนล้วนหลายหลาย
ต่างก่อปัญหามามากมาย
คลายได้ด้วยปัญญา
***********************************
(เรื่องแต่งจากเหตุการณ์จริง)

วัน 1 ของสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีเรื่องราวหลายอย่าง เหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง แต่มองลึกๆ ลงไป มันมีสายสัมพันธ์ของเหตุการณ์เหล่านั้นโยงกันอยู่ โดยมีผมเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวเหล่านั้น อืม ฟังดูเหมือนพล็อตจากฮอลลีวูดเลยนะ

***********************************
เริ่มจากตอนเช้า ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง หลังจากที่พักหลังๆ จะห่างๆ กันไป แม้ว่าเนื้องานจะไม่เกี่ยวข้องกันทางตรง แต่ทางอ้อมผมเองต้องพึ่งพาเธออยู่หลายส่วน หลังจากเรื่องงานจบ เธอถามถึงอนาคตผมในที่ทำงาน น่าเสียดายที่คำตอบผมอาจจะทำให้เธอประหลาดใจ
"... คุณไม่ได้สนใจกับตำแหน่งที่เจ้านายคาดหวังไว้กับคุณแล้วหรือ..."

" เปล่า ผมเพียงแต่หยุดคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเท่านั้น ไม่อยากละเมอเพ้อฝัน อาจจะจริงที่ตำแหน่งใหม่นี้ มีอำนาจความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ผมอยู่ปัจจุบัน แต่ได้อย่าง มันก็เสียอย่าง ตามที่พี่ป้อมว่าไว้ ผมต้องมองให้ออกว่า สิ่งที่ผมจะต้องเสียไปคืออะไร และผมจะทำงานในตำแหน่งใหม่ให้ราบรื่นอย่างไรบ้าง"

"พูดเหมือนคุณกำลังลังเล"

"อาจจะจริง เพราะทุกวันนี้ผมเองก็พอใจในจุดที่ผมมีและผมเป็นอยู่ ได้ดูแลคนจำนวนเท่านี้ มีโอกาสไปพบลูกค้า ปิดการขาย แต่ผมยังมองไม่ออกถึงความน่าสนใจในตำแหน่งใหม่ตรงนั้น และถ้าผมจะทำ คุณก็รู้ ว่าผมต้องทำเต็มที่ แล้วปัจจัยอื่นๆ ละ ครอบครัว หรือ ชีวิตด้านอื่นๆ ที่ผมมี จะให้ผมละทิ้งพวกเขา เพื่อทุ่มเทให้กับบริษัทอย่างเดียวเหรอ"

"ก็ถูก แต่วันนี้ใครๆ ก็มองว่าคุณเหมาะสม เพียงแค่คุณปรับตัวเองอีกหน่อยเท่านั้น ชั้นอยากให้คุณลองสวมหมวกของแผนกอื่นๆ ดูบ้าง มีน้ำโหให้น้อยลง และมองว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น"

"อืม ผมเคยคิดเรื่องนี้เหมือนที่คุณเคยพูดมาครั้งนึงแล้ว ผมเข้าใจนะว่าแต่ละแผนกต้องพบกับปัญหาและข้อจำกัดอะไรบ้าง รวมไปถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำให้ได้ด้วย แต่ที่ผมข้องใจคือ ในตำแหน่งต่างๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวหน้าแผนก เขาไม่รู้เลยเหรอ ว่าเขาต้องทำอะไรบ้าง"

"ทำไมจะไม่รู้ ก็ใน Job description ก็บอกไว้"

"ใช่ แต่นอกเหนือจากงานที่ต้องรับผิดชอบแล้ว คนอื่นๆ เขาคาดหวังถึงการตัดสินใจ ในการแก้ปัญหา ถ้าไม่คิดที่จะแก้ปัญหาที่มีเหตุมาจากงานของตัวเอง มัวแต่โยนไปโน่นไปนี่ งานของคนอื่นๆ เขาก็เดินกันต่อไม่ได้ อย่างนี้เราจะไม่ให้ผมโมโหได้ยังไง"

"หรือมัวแต่อ้างว่า งานยุ่ง ได้มอบหมายงานไปแล้ว ให้ไปตามที่โน่นที่นี่แทน ถามหน่อยว่า เขารู้ไหมว่าคนที่มอบหมายงานให้ไป มีศักยภาพพอหรือเปล่า กลายเป็นว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปอีก"

"ผมถึงบอกไง ว่าขอผมคิดดูก่อน เพราะสิ่งที่ต้องแก้ไขมันมากเหลือเกิน ขณะที่บริษัทต้องเดินหน้าต่อไป ผมใช้เวลาในการพูดคุยกับตัวเอง ทำใจตัวเองให้นิ่ง เลิกอารมณ์ร้อน เพราะไม่งั้น นอกจากผมจะเละเองแล้ว คนที่อยู่ข้างหลังอีกหลายชีวิตเขาก็จะเดือดร้อนไปด้วย และถ้าผมไม่นิ่ง ผมจะไปทำให้บริษัทนิ่งได้อย่างไร มันก็คงปั่นป่วนกันไม่จบซะที"

"โอเคค่ะ ฟังแล้วค่อยสบายใจหน่อย ถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะคะ" เธอจบการสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม

***********************************
เย็นวันนั้น เสียงโทรศัพท์จากทีมงานคนหนึ่งดังขึ้น
"พี่ คุยได้เปล่า" ตรงๆ ไม่อ้อมค้อมคือลักษณะเด่นของน้องคนนี้

"ได้เลย ว่ามาท่าน" โทรมาเย็นๆ อย่างนี้ คงเป็นเรื่องบันเทิงเริงรมย์ตามปกติ แต่แปลกที่เสียงดูเครียดๆ

"เมื่อกี้เพิ่งโทรคุยกับทีม Support นะ ผมตามงานของผม แต่เห็นว่าวันนี้ออกไปประชุมเรื่องงาน xxx ของพี่ YY น่ะ งานผมเลยไม่ได้ทำ แถมเขาบอกว่า พี่ YY เองก็ไม่ได้ไปหาลูกค้ารายนี้ด้วย พี่รู้เรื่องหรือเปล่า"

"อืม แล้วเราได้ยินมาว่าไงล่ะ"

"ก็ตา YY ไม่ไปด้วย แต่ส่งให้ฝ่าย Support ไปแทน พอลูกค้าถามคำถาม ก็ตอบไม่ได้ อย่างนี้ผมว่าไม่โอเคว่ะพี่ เห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า"

"นี่เราโมโหเหรอ" ผมถามไป ถ้ามองเห็นหน้ากัน คงเห็นรอยยิ้มบางๆ ด้านล่างของใบหน้า

"เออดิ เป็นพี่ไม่โมโหเหรอ เราเป็นฝ่ายขายแท้ๆ ทำไมไม่สนใจลูกค้าเลย แถมให้ฝ่าย support ไปรับหน้าแทนอีก"

"เออ ใจเย็นๆ ก่อน เรื่องนี้พี่รู้ทั้งหมดแหละ อย่างแรกนะ ประชุมคราวนี้ลูกค้าให้ไปอธิบายเรื่องเทคนิคที่เรานำเสนอ เรื่องราคายังไม่พูดถึง สอง วันนี้พี่ YY เขาต้องทำ proposal เสนอราคาให้ลูกค้ารายใหญ่อีกราย ซึ่งกำหนดส่งเป็นเมื่อวานนี้ แต่ทางทีม support ทำไม่ทัน สาม พี่ได้ย้ำและให้โทรไปคุยกับลูกค้าแล้วว่า มีประเด็นอะไรสำคัญที่ฝ่ายขายต้องเข้าไปด้วยไหม รวมถึงย้ำไปด้วยว่า ให้ทาง support ตอบเฉพาะคำถามด้านเทคนิค แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ เขาก็ต้องรับผิดชอบไป"

"ท่าทางจะเย็นแล้วนะ ขอพูดอะไรหน่อยได้ไหม"

"ครับ พี่"

"อย่างแรกเลย พี่ไม่ว่าที่เราจะโมโหกับเรื่องแบบนี้ แต่ก่อนที่จะโมโหนั้น อยากได้เก็บรายละเอียด หรือ รู้เรื่องราวทั้งหมดก่อน ไม่งั้นแล้วจะเสียหายและเสียฟอร์มได้"

"ต่อมา เรื่องนี้ว่าไปแล้ว ไม่เกี่ยวกับเราเลย เราไม่จำเป็นต้องหงุดหงิดอย่างนั้น แค่บอกพี่เฉยๆ หรือ ถ้าสงสัยในรูปแบบการบริหารงานของพี่ก็ถามมาได้"

"สุดท้าย พี่คงต้องคุยกับทาง support ด้วยว่า ถึงเขาหงุดหงิด หรือไม่พอใจยังไง ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งให้คนอื่นๆ อีก มันก็เลวร้ายพอๆ กับควันบุหรี่มือสองนั่นแหละ แถมความหงุดหงิดเหล่านี้ ก็ทำให้ทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายเราย่ำแย่ไปด้วย"

"พี่เข้าใจนะ เราไม่ค่อยพอใจวิธีการทำงานแบบ YY นี้ แต่วิธีที่จะประสบความสำเร็จ มันก็มีหลายล้านวิธี ขึ้นกับทางใครก็ทางมัน ในภาพของบริษัท พี่ไม่เกี่ยงว่าแมวดำหรือแมวขาว แต่อย่างหนึ่งที่บอกได้ก็คือ บางคนอาจจะประสบความสำเร็จโดยมีเพื่อนฝูงห้อมล้อมยินดี แต่บางคน อาจจะชนแก้วอย่างเหงาๆ คนเดียวก็ได้"

"ครับ ถ้าพี่อธิบายอย่างนี้ ผมก็ไม่ติดใจอะไรแล้ว"

***********************************
2 เหตุการณ์นี้ ย้อนเตือนอะไรผมหลายๆ อย่าง เกี่ยวกับการบริหารจัดการทีมงาน การวางแผนรับมือตำแหน่งในอนาคต รวมทั้งการบริหารภาพลักษณ์ของเราในสายตาคนรอบข้าง ผมไม่ได้หมายถึงการเสแสร้งแกล้งทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความพึงพอใจที่จำเป็นต่องานของเราครับ

เรื่องราวในแต่ละวันผมคงยังไม่จบแค่นี้ ชีวิตก็คงดำเนินกันต่อไป แต่ขอให้มีสติ ปัญญานำทางละกันครับ

March 1, 2010

บันทึกในลิ้นชัก > รอยด่างของชีวิต / เขียน 31-05-2540

(บันทึกในลิ้นชัก เป็นอีกหมวดหนึ่งของมองมุมเหม่ง จากไดอะรี่เก่าๆ ที่นอนอยู่ในลิ้นชัก ในตู้ มิได้อยู่ใต้ตั่งเตียง เป็นมุมมองเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มาดูว่า หลายปีที่ผ่านไป มีอะไรเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปบ้าง)
**********************

เหตุที่นึกถึงวลีข้างบนก็เพราะผมมานั่งนึกๆ ดูว่า ชีวิตของคนเราปกติที่มีกันประมาณ 50-60 ปีนั้น ต่างก็มีเรื่องที่ตัวเองทำดี และทำแย่ต่างกรรมต่างวาระกันออกไป เวลาที่ผ่านมา มีหลายเรื่องที่รู้สึกว่าไม่น่าทำไปเลย อยากกลับไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ณ จุดเวลาตรงนั้น ความรู้ สติปัญญา ที่มีก็ทำให้ต้องตัดสินใจแบบนั้นอยู่ดี ซึ่งพอมีข้อมูล มีปัญญาที่กว้างขวาง ลึกซื้งกว่าเดิม ก็จะพิจารณาเรื่องราวเหล่านั้นได้ดีกว่าเดิม แน่นอน

แต่จะมามัวนั่งเสียใจมิได้ คงเป็นความเขินอายในตัวเองมากกว่า เพราะทุกๆ คนต่างก็ปรารถนา "เรคคอร์ด ของชีวิต" ที่สมบูรณ์ ไร้ตำหนิ แต่ถ้าชีวิตจะปราศจากริ้วรอยด่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่น่าจะดีเท่าไร เพราะตัวเองจะมองไม่เห็นข้อผิดพลาด ที่จะนำมาพิจารณาปรับปรุงต่อไป

แต่ก็คงจะดีถ้าไม่มีเพิ่มไปกว่านี้ แพรพรรณของชีวิตก็จะสวยสดขึ้นอีกเยอะ
**********************

(คอมเมนต์ - คำเม้า: อ่านดูแล้ว เหมือนคำแก้ตัว ระคนปลอบใจเลยนะ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่มานั่งทบทวน แล้วไม่ให้มันเกิดอีกครั้ง สำคัญกว่านั้นคือ ณ จุดเวลาที่ตัดสินใจ ทำอย่างไรให้ดีที่สุด ขึ้นกับการเรียนรู้ ฝึกฝนให้มากๆ เพื่อลดปัญหาในอนาคตให้น้อยที่สุด)

February 12, 2010

เรียนจากหนัง > Sympathy For Lady Vengence เธอฆ่าแบบชาติหน้าไม่ต้องเกิด (2005)


ไม่นานมานี้ได้อ่านบทความที่พูดถึง "หนังกะบะ" ซึ่งหมายถึงหนัง VCD, DVD ที่วางขายในกะบะเป็นแถวๆ ในห้างหรือร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหนังเก่าๆ หรือหนัง "ขายพ่วง" มากับโปรแกรมหนังใหญ่ ที่บริษัทจัดจำหน่ายก็มาทำเป็นหนังแผ่น เพื่ออย่างน้อยจะได้เงินมาถัวๆ กันบ้าง

หลายๆ ครั้งผมพบว่า ในกะบะเหล่านี้ มีขุมทรัพย์ที่น่าสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ต้องบอกก่อนว่า หลังๆ นี้ นอกจากหนังฝรั่งซับไทยแล้ว ผมมักจะเลือกหนังเอเชีย (ญี่ปุ่น เกาหลี) ที่พากย์โดยทีมงานพันธมิตร เป็นความชอบส่วนตัวในเรื่องของมุข และน้ำเสียงที่ดูเมื่อไรฮาได้ทุกที

หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไตรภาค Old Boy ของผู้กำกับ ปาร์ค ชุน วุก ครับ มีสามเรื่องคือ Sympathy For MR. Vengeance (2002) , Oldboy (2003) และสุดท้าย Sympathy For Lady Vengeance (2005) เนื้อเรื่องแยกกัน แต่มีธีมร่วมกัน คือการล้างแค้น และความรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะนะครับ

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ กึมจา (ลี ยอง เอ) โดนจับฐานฆาตกรรมเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญจากสื่อมวลชน เพราะด้วยหน้าตาที่สวยงามของเธอ เธอถูกลงโทษจำคุก 13 ปี ซึ่งหนังค่อยๆ เปิดปมทีละปมว่า เมื่อเธอพ้นคุกแล้ว เธอตั้งใจที่จะล้างแค้นใครคนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องติดคุก และในที่สุดเธอก็หาคนๆ นี้เจอและได้ล้างแค้นสมใจหมาย

ลำพังเนื้อเรื่องเอง ถ้าเป็นอย่างที่เล่ามาคงไม่มีประเด็นอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือรายละเอียด "ระหว่างทาง" ที่ผู้กำกับและคนเขียนบทใส่เข้ามา เช่น

ความมุ่งมั่นในการล้างแค้น - ทำให้เธอต้องสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมคุกต่างๆ ที่จะช่วยเธอได้ในอนาคต หรือผู้กำกับที่สามารถนำเสนอเรื่องของเธอให้กับคนข้างนอก

วิธีการล้างแค้น - ที่ผมแปลกใจและชอบในไอเดียคือ เมื่อเราเจอคนที่เราต้องการล้างแค้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะพิฆาตให้อาสัญ แต่สิ่งที่เธอเลือกคือ เธอให้พ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกผู้ร้ายตัวจริงลักพาตัวและทรมาน มาร่วมในการพิพากษา และล้างแค้นร่วมกับเธอด้วย โดยให้ทุกคนได้ลงคะแนนเสียงว่าเลือกที่จะให้ฆาตกร "อยู่" หรือ "ตาย" อย่างไร และ ถ้าจะให้ "ตาย" จะให้ "ตาย" แบบไหน โดยให้แต่ละคนจับสลากเข้าไปล้างแค้นทีละคน


ที่โหดกว่านั้นคือ ระหว่างที่ประชุมเพื่อลงมติล้างแค้นนั้น เธอปล่อยให้การลงมติ ออกอากาศให้ฆาตกรที่ถูกมัดอีกห้องหนึ่งนั้นได้ยินทุกอย่างด้วย !!

และเธอไม่ลืมที่จะให้ตำรวจคนที่จับเธอ (แทนที่จะจับฆาตกรตัวจริง) มาเป็นสักขีพยานในการล้างแค้นด้วยอีกทางหนึ่ง

เมื่อการล้างแค้นเสร็จสิ้น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาด แล้วมาถ่ายรูปร่วมกัน เป็นที่ระทึก และมั่นใจว่าไม่มีใครเบี้ยวแน่นอน


นอกจากจะประทับใจการนำเสนอที่กล่าวไปแล้ว ผมสงสัยว่า ในชีวิตจริงของคนเรา มันจะแค้นหรือโกรธกันได้มากขนาดนี้เชียวหรือ มีคู่สามีภรรยา คู่หนึ่งที่เกือบจะเลือกที่จะ "ให้อภัย" กับฆาตกร เพราะล้างแค้นไปก็ไม่ได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับมา แต่ตัวละครอื่นๆ ก็หาเหตุผลดึงกลับมาสู่การล้างแค้นจนได้

อาจจะเป็นไปได้ที่ผมไม่ได้มีประสบการณ์เช่นตัวละครในหนัง แต่เราจะให้ความทุกข์เหล่านี้ผูกมัดตัวเราถึงเมื่อใด หลังจากล้างแค้นแล้ว หนังก็ยังต่อไปด้วยว่า การล้างแค้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเหล่านั้นดีขึ้นอย่างใด


ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า "การให้อภัย" เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตราบใดที่เรายังเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "การลงโทษ" คนผิดก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะคาดหวังอะไรกับการลงโทษเหล่านั้น หรือเราพอใจกับ "การขอโทษ" ที่เขาสำนึกและขอจากเราหรือไม่

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญและจัดการกันต่อไป



February 10, 2010

มองมุมเหม่ง > ดอกไม้ที่หายไป (Where have all the flowers gone?)

ตอนอยู่ไม่รู้ค่า
พอเธอลาเป็นว่าคิดถึง
ทำไมไม่พึ่งตัวเอง
*******************

สองสามสัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ส่งผลกระทบใหญ่ๆ ในที่ทำงานของผมครับ

มีการเปลี่ยนตัวแม่บ้านคนใหม่ จากบริษัทใหม่ ด้วยเหตุผลที่บางคนอ้างถึงเรื่อง "งบประมาณ" หรือ "คุณภาพงาน" อะไรประมาณนั้น

แม้ว่า คนเดิมที่อยู่กับเรามานานพอสมควร จนจดจำรสนิยมของคนในบริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติกาแฟของนายใหญ่ หรือ น้ำชาบูชาพระของผม เมนูกลางวันของอีกหลายๆ คนที่มักจ้างแกไปซื้อให้ ฯลฯ

จะว่าไป เรื่องเหล่านี้ ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร แค่คนหนึ่งมา แล้วอีกคนหนึ่งไป ตามวัฏจักรของงาน ของชีวิต
จะมีนิดนึง ที่หลายๆ คนคิดว่าแกทำตัว "คุ้นเคย" มากเกินไป

กลับมานึกๆ ดู เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ที่นี่ หรือเป็นเรื่องของบุคคลใดคนหนึ่ง จำได้ว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านจะมีคนทำงานบ้านหลายคน แรกๆ ก็จะสงบเสงี่ยมเรียบร้อยดี แต่พออยู่ๆ ไปเริ่มรู้จัก เริ่มคุ้นเคย สิ่งที่เป็นตัวตนก็จะแสดงออกมา ทำอะไรแล้วนายไม่ว่า ก็จะเลยตามเลย ซึ่งบางอย่างก็ไม่เหมาะสม

อันนี้ ผมว่าขึ้นกับคนที่เป็นเจ้านายด้วย ว่าจะดูแลปกครองอย่างไร เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาเกรงใจ และเคารพหรือไม่

กลับมาที่ออฟฟิศผมอีกครั้ง แม่บ้านคนใหม่ที่มาแทน อยู่ได้สองวันก็ไม่มาอีกเลย อ้างว่า งานที่นี่มันเยอะกว่าที่เดิม เพราะที่เก่าแกเป็นออฟฟิศเล็กๆ คน 6-7 คน แต่ที่นี่เรามีกว่าครึ่งร้อย ก็เทียบกันไม่ได้

เดือดร้อนฝ่ายบุคคลต้องมาช่วยเก็บกวาด ล้างจาน พร้อมกับออกประกาศเวียนทั่วบริษัท ให้พนักงานทุกคนรับผิดชอบแก้ว จานชาม ของตนเอง

อ่านแล้วก็อย่าขำละกัน ว่าทำไมต้องมานั่งปากเปียกปากแฉะกันอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะว่าทุกคนจะมีความรับผิดชอบที่เท่ากัน บางคนกินเสร็จก็ทิ้งกองไว้อย่างนั้น เหมือนว่าเอาคนใช้หรือคนทำงานบ้านติดตัวมาจากบ้านด้วย หรืออาจจะคิดไปว่าการมีคนช่วยล้างจานชามช้อนนั้น เป็นสวัสดิการอีกอย่างที่บริษัทต้องจัดเตรียมไว้ให้

ย่อหน้าข้างบนเขียนเหน็บๆ นะ แต่มันเป็นอย่างนี้จริงๆ

คิดเล่นๆ แบบสุดโต่งว่า สุดท้ายเมื่อไม่มีใครเก็บ ไม่มีใครล้าง คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงจะลุกขึ้นมาจัดการ พร้อมกับเสียงบ่น หรือเป็นภาพที่ ต่างคนต่างทำ ความวุ่นวายก็จะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ พร้อมกับระเบียบใหม่ในสังคมที่อยู่ร่วมกันว่า กรรมใดใครก่อ คนนั้นรับผิดชอบ

มองในภาพใหญ่ สังคมเราเป็นอย่างนี้จริงๆ บางทีสิ่งที่แก้ไขปัญหาได้อาจจะไม่ใช่ฮีโร่ หรือวีรบุรุษที่ไหน แต่เป็น "กาลเวลา" นั่นเอง