October 6, 2010

เป็นเรื่อง > สยองโหดดีเจสาว (Hey DJ, I Will Kill You)



เมย์ (สเตซี่ เฉิน) เป็นดีเจรายการวิทยุภาคดึก เธอมีรูปแบบการจัดรายการที่แตกต่างจากดีเจคนอื่นๆ โดยที่จะเน้นการพูดคุย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักจากผู้ฟังทางบ้าน ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมมาก

วันหนึ่ง มีสายจากผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาส่วนตัวที่แฟนหนุ่ม มีพฤติกรรมนอกใจ จะหนีไปมีผู้หญิงอื่น

(ทางเลือกที่ 1) เมย์ เลือกที่จะให้ใช้ไม้นวมเพื่อดึงให้แฟนหนุ่มอยู่ แทนที่จะใช้ความรุนแรง และจบลงด้วยการหย่าร้าง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอเองในอดีต

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้หญิงคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้หญิงคนนั้นคือ แมกกี้ (วิิิเวียน หว่อง) คนที่เธอให้คำแนะนำไปนั่นเอง แมกกี้โทษว่า เพราะคำแนะนำของเมย์ ทำให้แผนการกักขัง ไมเคิล (อเล็ก คิว) ให้อยู่กับเธอตลอดไปนั้นล้มเหลว ไมเคิลหนีไปได้ และกำลังจะแจ้งตำรวจให้มาจับเธอ เธอจึงคิดที่จะฆ่าเมย์เพราะเป็นต้นเหตุ

(ทางเลือกที่ 2) เมย์ เลือกที่จะให้ผู้ฟังใช้ความเด็ดขาดกับแฟนหนุ่ม เพื่อเป็นการกำหราบ เธอแนะนำวิธีการต่างๆ อย่างสนุนสนาน เพราะคิดว่าผู้ฟังไม่น่าจะจริงจังกับความคิดเห็นของเธอ

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้ชายคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้ชายคนนั้นคือ ไมเคิล (อเล็ก คิว) แฟนของคนที่เธอให้คำแนะนำไป, แมกกี้ (วิเวียน หว่อง) จริงจังกับวิธีการของเมย์ ทำให้เลือกที่จะทรมาน และตัดขาของไมเคิล เพื่อให้เขาอยู่กับเธอตลอดไป แต่ไมเคิลกลับฆ่าแมกกี้ และหนีออกมาได้ เขาคิดว่า เป็นเพราะเมย์ที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนี้ เขาจึงตามมาล้างแค้นเธอ

แล้วสุดท้าย ใครล่ะที่จะมาช่วยเมย์ให้รอด???

********************************************************
บทสรุป
- การให้คำปรึกษาในแนวทางจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และข้อมูลเบื้องหลังของผู้รับการรักษา การพูดคุยเพียง 2-3 นาที ทั้งยังไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่เพียงพอที่จะแนะนำแนวทางใดๆ ได้ อาจจะส่งผลเลวร้ายซึ่งเกินกว่าผู้ให้คำปรึกษาจะรับผิดชอบได้
- แต่สังคมไทย มักจะอายที่จะไปหาจิตแพทย์ จึงมักปรึกษากับเพื่อนฝูง หรือ ผู้ที่อาวุโสกว่า จึงอาจจะไม่ได้แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง

********************************************************
หมายเหตุ
1) พล็อตเรื่องเป็นแนวหนังทริลเลอร์ ฮ่องกง ซึ่งเคยได้รับความนิยมเมื่อประมาณยุคปี 90
2) แรงบันดาลใจจากรูปแบบการจัดรายการวิทยุ ที่มีการแข่งขันกันสูง สถานีต้องนำเสนอสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าเสียงเพลง และข่าวสาร
3) หนังเรื่องนี้ และรายชื่อนักแสดง ไม่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องไปเสิร์ช หรือหามาดู เป็นเพียงการสมมติของเจ้าของบล็อกเท่านั้นครับ

September 30, 2010

มองมุมเหม่ง > ทั้งหวาน ทั้งขม (ฺBitter Sweet)

ทำได้ตามหน้าที่
แค่พอดีแต่ไม่ดีพอ
อย่ารอที่จะต่าง
*****************************************************

ณ จุดแวะพัก บนเส้นทางมอเตอร์เวย์ มีร้านกาแฟมากมายหลายร้าน เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง จัดว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของกาแฟ "ตรานางเงือก" ถึงขนาดที่ว่ามีบัตรเติมเงินไว้จ่าย และทักทายพนักงานในร้านได้ เหมือนบ้านตัวเอง

ผมเองไม่ใช่คอกาแฟ และไม่เคยขัดใจให้เพื่อนประหยัด แวะไปกินกาแฟร้านอื่นที่ราคาถูกกว่า 2-3 เท่า แต่ก็รับรู้ได้ว่า ความแตกต่าง และ สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ ยังคงความนิยมได้ตลอดมาก็คือ การจัดการที่มีมาตรฐาน รสชาติที่แน่นอน บรรยากาศในร้าน และคุณภาพของพนักงาน

แต่วันนี้ไม่ได้จะมานั่งวิเคราะห์ความสำเร็จ ให้ทุกท่านได้อ่านกันหวานๆ ขมๆ เพราะมีมากมายหลายบทความ ได้พูดถึงกันอย่างเจาะลึกไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่เห็นเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากเล่าให้ัฟังในแง่มุมของนักบริหารครับ

ขาออกไประยอง ผมสั่ง Iced Mocha เพื่อนสั่ง Cappuccino ขนาดกลาง 2 ถ้วย ก็ประมาณ 200 บาท ระหว่างที่รอจ่ายเงิน เพื่อนเหลือบไปเห็นโปรโมชันล่าสุด "ซื้อ 300 บาท รับฟรี พวงกุญแจ..." ดีกรีแฟนพันธุ์แท้อย่างนี้ จะพลาดได้ไง

"น้อง ตอนนี้บิลพี่เท่าไร" -- "200 ครับ"
เพื่อนหันมาทางผมทันที "เฮ้ย มึงไปดูดิ เอาอะไรมาอีก 100 นึงก็ได้"
"เออ พี่ครับ ขอโทษครับ" พนักงานเก็บเงิน ทำหน้าเซ็งๆ

"ตอนนี้ผมออกบิลไปแล้วครับพี่ กติกาบอกว่า พี่ต้องซื้อได้ 300 ในบิลเดียวกันครับ" -- "อ้าว ไม่ได้เหรอ ถ้าได้เนี่ย เพื่อนพี่เลือกแซนวิชเพิ่มเลยนะ"
"ไม่ไ้ด้ครับพี่"

หน้าเซ็งๆ ถูกส่งผ่านมาที่เพื่อนผมแทน "เออๆ คิดเงิน" พร้อมกับคาปูชิโน่รสแย่ที่สุดในวันนี้
*****************************************************

ขากลับก็แวะอีก น้องพนักงานเก็บเงิน เป็นสาวน้อยน่ารัก ยิ้มแย้ม (เกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงไหนเนี่ย) รอบนี้เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้ปั่น กับ กาแฟ (ไม่ต้องเดาว่าใครเป็นนางเอก ใครเป็นพระเอก)

"ราคาเท่าไรน้อง" -- "250 ค่ะ"

ผมหันไปกระซิบบอกเพื่อน "มึงลองถามเรื่องพวงกุญแจดิ"
"เออ เนี่ยพวงกุญแจเนี่ย อยากได้ทำไงอ่ะ" -- "อ้อ พี่ต้องซื้อครบ 300 ในบิลเดียวนะคะ"

"อ้าว แต่นี่จ่ายไปแล้วนี่ พี่ซื้อคุกกี้เพิ่มอีกจะพอไหม"
น้องหยุดคิดนิดนึง
"ค่ะ พี่คุกกี้อีกชิ้นนึง ราคา 60 รวมแล้ว 310 บาท ได้ค่ะ" ว่าแล้วก็กดเครื่องอีกครั้ง
*****************************************************

บนโซฟา คุกกี้ในปาก (ของผม) กำลังละลายไปกับน้ำเบอรี่ปั่น และใบหน้าสมหวังของเพื่อน
"ดีใจไหมท่าน ได้พวงกุญแจแล้ว" -- "เออว่ะ"
"มึงเห็นไหม ว่าเด็กสองคนนี้มันต่างกันยังไง" -- "ต่างดิ คนนึงน่ารักกว่าอีกคนนึง"

"เฮ้ย...ไม่ใช่ คนแรกมันทำหน้าที่ตามกฏเกณฑ์ที่บริษัทวางไว้ มันไม่ผิดหรอกนะ เพราะกฏมันว่าไว้อย่างนั้น แม้ว่าการตัดสินใจของน้องเอง ทำให้ร้านอดได้เงินเพิ่มอีก 100 บาทก็ตาม"

"แต่คนที่ 2 กลับคิดว่า ถ้าร้านนี้น้องมันเป็นเจ้าของเอง เงินที่ได้เพิ่มอีก 60 บาท กับรอยยิ้มของมึง มันคุ้มที่จะเสี่ยงให้โดนด่าว่ะ แต่เชื่อไม๊ ใครจะกล้าด่าวะ"

เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่แค่ที่ร้านกาแฟนี้เท่านั้น มันเป็นปกติของทุกบริษัท ขึ้นกับมุมมองของผู้บริหารว่าจะ "มอง" ลูกน้องแบบไหน ถ้าคิดว่า ลูกน้องมีแนวโน้มจะโกง ก็จะออกกฏในเชิงป้องกัน กลายเป็นว่า "จำกัด" ไปซะทุกอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ทำดี อาจจะโดนทำร้ายได้ แต่ถ้า "ปล่อย" เกินไป ก็จะเป็นช่องโหว่ให้คนโกงได้

ดังนั้นแล้ว "ศิลปะ" ในการกระจายอำนาจให้สมดุลนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก เพราะในสภาพที่บริษัทกำลังจะเติบโต เราอาจจะต้องการคนที่กล้าตัดสินใจ คิดในมุมมองของเจ้าของ แต่ถ้าบริษัทมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น พนักงานมากมาย กฏระเบียบในระดับที่เหมาะสมก็อาจจะจำเป็น แม้ว่าต้องแลกมาด้วยอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าในตอนเริ่มต้นก็ตาม

ก็หวังว่าทุกท่านคงจะ "มองเห็น" และได้กลิ่นหอมเพิ่มเติมหลังถ้วยกาแฟบ้างนะครับ

September 27, 2010

มองมุมเหม่ง > “ทนอยู่” หรือ “อยู่ทน” (Dead Or Alive)

อยู่ไปไม่พึงใจ

ไม่มีใครเอาปืนจ่อหัว

ที่กลัวเพราะไม่รู้

*******************

ได้รับรีเควสท์ (Request) จากคนคุ้นเคย มิตรรักแฟนเพลงให้ลองเสนอมุมมองเกี่ยวกับ ทนอยู่ กับ อยู่ทน ให้หน่อยว่า นายเหม่งจะมองมันยังไงได้บ้าง


ครับ ก็สนุกดีที่จะได้ โจทย์ จากคนอ่านมาช่วยจุดประกายความคิด ในภาวะยุ่งๆ หัวสมองตีบตันอย่างนี้


ถ้าฟังเผินๆ คนเรามักจะรู้สึกดีกับวลี อยู่ทน และมองภาพในแง่ลบนิดๆ กับคนที่ ทนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน หรือเรื่องใดๆ ภาพของคนที่ อยู่ทน นั้น เป็นภาพของคนที่อดทน มีความรัก ความพอใจในสภาพที่เป็นอยู่ ปรับตัวได้ในสภาวะต่างๆ


ต่างกับภาพของคนที่ ทนอยู่ ที่มักจะเป็นเรื่องอึดอัดใจ จำยอมกับสิ่งที่เป็น ไม่มีหนทางไป เหม็นเปรี้ยวกับชีวิตไปวันๆ ส่งผลต่อคนรอบข้างในแง่ลบไปทั้งหมด ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของเขา ซึ่งบางทีก็เข้าใจได้บ้าง ไม่ได้บ้างตามพื้นฐาน อัตภาพความคิดของคนฟัง เหล่านี้มักลงท้ายด้วยความเห็นใจ ปลอบใจ แกมงงงง พร้อมกับคำถามที่ว่า แล้วจะทนไปทำไมว่ะ??


ลองมาคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว คนทั้งสองแบบนี้ ล้วนไม่ต่างกันกับสิ่งที่เขาเลือกนะครับ ทั้งสองคนต่างก็อยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป


แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ วิธี มอง ปัญหา และ ทัศนคติ ที่จะอยุ่กับมัน ครับ


คนที่ อยู่ทน นั้นจะมีวิธีมองปัญหา หรือ สภาพแวดล้อม อย่างสร้างสรร ยอมรับความเป็นจริงได้มากกว่า ยกตัวอย่างเพื่อนร่วมงานผมหลายๆ ท่านที่อยู่กับบริษัทมาจนได้โล่ได้ทองมาเต็มบ้านนั้น เขาเข้าใจสภาพของการแข่งขัน หัวโขนในการขึ้นลงของตำแหน่งต่างๆ รวมถึงการเข้ามาแลจากไปของหัวหน้าชาวต่างชาติ


แต่คนที่ ทนอยู่ นั้น จะยึดติดกับสภาวการณ์ในตอนนั้นเกินไป ไม่ได้มองถึงผลกระทบ ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดมาก่อน และแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคต ทำให้อดทนไม่ได้ จนบางทีก็ด่วนตัดสินใจหุนหันกันอย่างน่าเสียดาย


ดังนั้น ถ้าเริ่มรู้ตัวว่า เรากำลังจะกลายเป็น ทนอยู่ แมน และยอมไม่ได้ขนาดนั้น ก็ต้องมานั่งวิเคราห์กันว่า ในปัญหา หรือ สถานการณ์เหล่านั้น มี มุมบวก อะไรบ้าง ถ้าเป็นเรื่องของบุคคล เราลอง สวมหมวก ใส่ความรู้สึกของเขาบ้าง ว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น แล้วเรา ยึดติด อะไรเกินไปหรือเปล่า การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นอย่างไร เราต่าง พูด ตามที่เราคิด หรือเรา เห็น คนอื่น ตามภาพที่เรา คิด หรือเปล่า


หรือถ้าเป็นเรื่องงาน บางทีต้องกลับไปมองวัตถุประสงค์ที่เราต้องการเดิมว่า ระหว่างทางที่เดินมา เราเขวออกนอกทางไปหรือไม่ ลืมไปหรือเปล่าว่าเราต้องการอะไร หรือว่าวิธีการทำงานที่ออกแบบไว้มันไม่เอื้อต่องานนี้หรือเปล่า ที่พบเห็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเพราะทำงานกันตาม ความเคยชิน ที่ทำต่อๆ กันมา โดยไม่รู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว


เชื่อได้ว่า ถ้าหากเราลองหยุดที่จะไตร่ตรองปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แล้ว พวกเราจะ อยู่ทน กันมากกว่านี้ครับ

September 13, 2010

มองมุมเหม่ง > ผู้ชายกับหมาที่ไม่ได้มาจากดาวอังคาร (Love Me Love My Dog)

ต่างรูปไม่ต่างใจ
อ่อนไหวร้องไห้เป็นเช่นกัน
ผูกพันอย่างสันติ
********************************

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เริ่มจากน้องชายได้นำลูกหมาหลังอานสีดำมาให้เป็นของขวัญ ซึ่งทำให้ผมคิดถึงเรื่อง "หมาๆ" ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะผมเองก็ได้มีโอกาสเลี้ยงหมาราวๆ 3-5 ตัว แต่บางตัวก็โชคดีที่ตายตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ต้องลำบากเป็นหมาอีกต่อไป แต่ก็มี 3 ตัวที่ยังอยู่ในความทรงจำ จนอยากจะเล่าสู่กันฟังบ้าง

เริ่มจากตัวแรก เป็นหมาที่แม่มันแอบมาคลอดในบ้าน พี่ๆ น้องๆ ของมันตายไป เหลือแต่หมาขนสีทองเพียงตัวเดียว มันเลยได้ชื่อแบบง่ายๆ ว่า "ทอง"

ทองเป็นหมาที่ฉลาดพอสมควร รักความอิสระ ในบางเวลาก็จะแอบๆ ออกไปเที่ยวเล่นบ้าง ทองก็จะเป็นหมาที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ ตามประสาหมาตัวเดียว ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน แถมคนเลี้ยงก็ชิลๆ
ไม่ได้เน้นในเรื่องการฝึกฝน วินัยของหมาก็ทำให้ไปกันใหญ่

แล้ววันหนึ่ง บ้านเราก็มีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ตัวที่ 2 เป็นหมาลายดำๆ ด่างๆ น้องผมให้ชื่อว่า "ลักกี้" ชื่อฝรั่งตามสมัยนิยม แต่ลักกี้ไม่โชคดีสมชื่อ วันหนึ่ง ลักกี้รีบวิ่งออกไปรับเจ้านายคือน้องชายของผม
ด้วยอารามดีใจ ทำให้โดนรถชนที่ขา บาดแผลได้ลุกลามจนขาเน่า หมอหมาให้เราเลือกว่า จะตัดขาเพื่อไม่ให้แผลลุกลาม หรือปล่อยให้มันตาย ทำให้ลักกี้กลายเป็นหมา 3 ขา ส่งผลให้มันขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม โดนหมาหลายตัวรังเกียจ รวมถึงเด็กๆ ที่จะคอยแกล้งมัน หลังจากนั้น ลักกี้กลายเป็นหมาที่เก็บตัว เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แต่ในบ้าน สิ่งที่พวกเราพอทำได้ คือเล่นกับมันบ้าง ดูแลมันใกล้ชิดมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าทองจะรู้สึกว่า ความรักบางส่วนได้ไหลไปยังลักกี้ แต่ด้วยสภาพที่น่าสงสารอย่างนั้น บางครั้งเราก็เห็นว่าเจ้าทองจะปกป้องลักกี้จากการถูกรุม "หมาหมู่" จากหมาแถวบ้านเหมือนกัน

แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่สมาชิกในบ้านกำลังตักบาตรอยู่นั้น หมาอีกตัวที่เดินตามหลวงพ่อมาจากวัด ก็เดินเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเนียนๆ หน้าตาเฉย

ด้วยตัวที่ดำล้วนๆ แต่จำแนกสายพันธุ์ไม่ได้ มันเลยได้ชื่อแบบขำๆ ว่า "เจ้าปื้ด" และความที่เป็นหมาเด็ก ปัญหาอย่างแรกที่ปื้ดต้องเผชิญคือ "โดนรังแก" ครับ แต่ไม่ใ้ช่จากหมาด้วยกัน แต่เป็น "หนู" ที่วิ่งอยู่ในท่อระบายน้ำข้างบ้าน ซึ่งบางทีก็แวะมาเดินหย่อนใจในบ้านเราให้สาวๆ หรือหนุ่มๆ ในบ้านได้กรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้พอครึกครื้น

ปื้ด โดนหนูรุมกัด ทำให้ต่อมาเมื่อมันโตขึ้น ปื้ดเริ่มภารกิจล้างแค้น ด้วยการไล่กัดหนูโดยไม่สนใจว่าจะเป็นรุ่นไหน หรือพ่อใหญ่มาอย่างไร ปื้ดกัดดะ จนสร้างความประทับใจให้กับคนในบ้าน โดนเฉพาะสาวใช้ของเราที่รังเกียจหนูเป็นยิ่งนัก

ความโดดเด่นของปื้ดไม่ได้พ้นสายตาของ เจ้าทอง เลย ครั้งหนึ่ง ผมเห็นได้ชัดเจนถึงความอิจฉาระหว่างหมาด้วยกัน ที่ เจ้าทอง ลงมือ "สั่งสอน" ปื้ด เมื่อมันจะกินข้าวในชามของเจ้าทองก่อนตัวเจ้าของเอง (ที่บ้านเลี้ยงหมาโดยแชร์ที่กินข้าวกัน นัยว่า เหมือนธรรมเนียมไทยๆ เรา)

ผมได้ตำหนิมันด้วยเสียงที่เจ้าทองไม่คิดว่านายมันจะโมโหได้ขนาดนี้ "เฮ้ย ทอง ทำไมไม่เสียสละให้น้องกินก่อน อย่าเห็นแก่ตัวสิ" เจ้าทองเดินกลับหลังหันทันที ไปนั่งงอนอย่างเงียบๆ และเมื่อผมเดินเข้าไปเพื่อเรียกให้มันมากินข้าว มันกลับประชดด้วยการเดินหนี และยอมที่จะอดข้าวมื้อนั้น ไม่ยอมเล่นกับผมเหมือนเคย

แต่ในขณะเดียวกัน ลักกี้กลับเป็นพี่ที่ดี คอยดูแลให้เจ้าปื้ดได้กินอาหารก่อน เล่นเป็นเพื่อนบ้าง นับได้ว่า เรามองหมาจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้จริงๆ

หลังจากนั้น เจ้าทอง เริ่มที่จะออกไปข้างนอก ไม่กลับบ้านบ่อยๆ เรียกว่าเป็น "หมาใจแตก" ก็ได้ จนบางครั้ง ต้องให้สาวใช้ในบ้าน หรือพ่อผมไปตามหา ซึ่งก็ไม่ใก้ลไม่ไกล แถวๆ ตลาดสดละแวกบ้าน และในที่สุด มันก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย ถ้าใครได้อ่านบทความนี้และอยู่แถวๆ ตลาดบางกระบือ คุณอาจจะเห็นหมาขนสีทอง ที่ผ่ายผอม ปลอกคอสีแดงเก่าๆ ก็อาจจะเป็น "เจ้าทอง" ก็ได้

เมื่อทองไม่อยู่ ลักกี้ก็เิริ่มซึมๆ ยิ่งตอกย้ำว่า มันเป็นหมาที่มีจิดใจดี รักพี่รักน้องมาก ประกอบกับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ บอบช้ำภายใน ไม่นานนัก ลักกี้ก็ตายตามไปอย่างเงียบๆ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าปื้ดกลายเป็นหมาตัวเดียวในบ้าน เมื่อโตขึ้น ยิ่งเห็นชัดว่ามันน่าจะเป็นหมาลูกครึ่งแน่ๆ ด้วยขนที่มันปลาบ ร่างกายใหญ่โต แต่แปลกที่มันกลับไม่มีทีท่าสนใจหมาสาวๆ เลยซักนิดเดีียว ไม่เคยที่จะไปทะเลาะกับหมาข้างบ้านเพื่อแย่งสาวๆ จนเราก็แปลกใจว่า มันจะเป็นเกย์ไหมเนี่ย เสียดายที่หมอไม่รับตรวจ หรือมันไม่มีทีท่าสะดีดสะดิ้งให้เห็น ถ้าเป็นเกย์ มันคงเป็นเกย์คิงละนะ

กลับมาที่เจ้าหมาหลังอานตัวล่าสุดบ้าง เราเรียกมันว่า "จีจี้" ชื่อสาวๆ แต่เป็นหนุ่มทั้งแท่ง ถ้ามันรู้ความหมายคงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว จีจี้เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน แต่เราก็สังเกตได้ว่า มันเป็นหมาที่รักสะอาดมาก ครั้่งหนึ่งเวลาประมาณ ตี 3 มันตื่นมาอึเพราะปวดท้อง มันเดินมาปลดทุกข์หน้าบ้าน แล้วก็เริ่มส่งเสียงเรียกให้เราตื่นไปเก็บผลงาน ทำความสะอาด เมื่อเห็นว่าเราทำได้เรียบร้อยแล้ว มันก็เดินนวยนาดกลับเข้าไปนิทรารมณ์ต่ออย่างสบายใจ

เช่นเดียวกับเรื่องการกิน ถ้าอาหารคิดว่าอาหารของมันไม่สะอาดและไม่น่ากินพอ มันก็จะเิริ่มเห่าเรียกคนในบ้านไปเปลี่ยนให้เช่่นกัน

คิดว่าต่อไป สมาชิกในบ้านก็คงต้องเรียนรู้ และมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ "หมาๆ" ได้สอนให้ "คนๆ" อย่างเราได้เข้าใจเกี่ยวกับหมาได้มากขึ้นครับ

September 8, 2010

มองมุมเหม่ง > การศึกษาไทย ไปไหนกันดี (School Of Rock..Knock Out Thailand)

พ่อแม่ต่างรักลูก
มีทั้งถูกผูกผิดคิดกัน
รู้ทันหมั่นแก้ไข
**********************************

สัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสเข้าพบและแสดงความยินดีกับท่านคณบดีคนใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง (ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์) ช่วงหนึ่งของการสนทนา ท่านขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการศึกษาในมุมมองคนทำงาน ลูกจ้างมืออาชีพอย่างเราว่าคิดเห็นอย่างไร

เริ่มจากสมัยก่อน พ่อแม่จะเลือกโรงเรียนให้ลูกๆ จากชื่อเสียง (ความเก่าแก่ ศิษย์เก่า) หลักสูตร (เสริมภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก) หรือ สังคม (ลูกหลานเศรษฐี นักการเมือง ข้าราชการ) ทำให้จำกัดวงแค่ไม่กี่โรงเรียนเท่านั้น ซึ่งแม้ว่าตัวเด็กเองจะเอาอ่าว ไม่เอาถ่านอย่างไร ปัจจัยอื่นๆ ก็พอจะส่งเสริมให้ดำเนินชีวิตไปได้บ้างตามอัตภาพ และกรรมเก่า

ราวๆ 20 ปีให้หลัง ความขลังของภาษาอังกฤษเิิริ่มจางลงด้วยโลกที่เปิดกว้างขึ้น กับจำนวนผู้จบจากต่างประเทศที่เติบโตเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ พร้อมกับแนวคิดการสร้างครอบครัวที่ต่างออกไปจากยุคพ่อแม่รุ่นแรก โดยมีลูกน้อยลง แต่ทุ่มเทและคัดสรรมากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ ที่เน้นความสำเร็จจากการสร้างตนเอง ให้สายสัมพันธ์เป็นเรื่องรอง (เพราะใครๆ ก็ "เส้นหญ่ายยย" กันทุกคน)

ทำให้รูปแบบการเลือกโรงเรียนเดิมๆ กลายเป็น โรงเรียนนานาชาติ หรือหลักสูตร เอาเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child Center) เริ่มมีภาษาที่ 3,4,5 มาประกอบให้เวียนหัวมากกว่าเดิม (ขอแทรกหน่อย - เรื่องการเีรียนภาษานั้น เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ถึง 3-4 ภาษา ในเวลาเดียวกัน แต่ขึ้นกับการสอนและดูแลที่ถูกวิธีของพ่อแม่ด้วย) หรืออย่างภาษาจีนที่ยุคหนึ่ง เป็นเรื่องต้องห้าม แต่ปัจจุบันใครๆ ก็อยาก "หนีเห่า" กันทั้งนั้น

ต่อไปก็เป็นเรื่องการเปลี่่ยนแปลงของเทคโนโลยี สมัยก่อนที่ไอทียังเป็นเรื่องเดียวกับมนตรามายานั้น ใครใคร่จะหาความรู้อะไร ต้องไปห้องสมุด จมจ่อมกันทั้งวัน แต่สมัยนี้ แค่มีคอมฯ กับเน็ต และอากู๋กูเกิล เรื่องอะไรๆ ก็ง่ายไปซะทั้งหมด

แต่สิ่งที่มันชวนปวดหัวให้กับอาจารย์ๆ พ่อๆ แม่ๆ ในปัจจุบันคืออะไรล่ะครับ

อย่างแรกนั้น เนื่องจากเด็กสมัยนี้ต้องเรียนพร้อมๆ กันหลายภาษา แถมแต่ละหลักสูตรก็สร้างสรรกันพิศดารการตลาดขนาดนั้น ทำให้หลายๆ คนมี "พื้นฐาน" ที่ไม่แน่นพอ ครั้งหนึ่งพบว่า หลานของผมต้องไปเรียนพิเศษภาษาไทย เพราะไม่สามารถพูดและเขียนได้

เฮ้อ... ไม่น่าเชื่อ แต่เศร้า

ต่อมา ด้วย "ความไว" และ "ง่าย" ของโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้เด็กสมัยนี้ ขาดการพินิจพิเคราะห์ถึงความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เห็น บวกกับความขี้เกียจที่มาจากความ "มักง่าย" ทำให้เกิดศิลปินคอลลาจที่ขาดความคิดสร้างสรร (Collage - การตัดต่อ ตัดแปะภาพ) โดยการคัดลอกเนื้อหาจากเว็บต่างๆ มาแปะๆ แล้วจัดหน้ากระดาษเพื่อทำเป็นรายงานส่งอาจารย์ และเป็นอีกครั้งครับ ที่มีโอกาสไปตรวจข้อสอบนักศึกษา (ป.ตรี ปีสุดท้าย) ได้เห็นเรียงความที่ ย่อหน้้าบนเป็น "นาย" ย่อหน้าท้ายใช้ "ค่ะ" ไม่นับที่เนื้อหาตีกันเองอีกต่างหาก

เฮ้อ... ไม่น่าเชื่อ แต่เศร้า

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า เรื่องสายสัมพันธ์ หรือ โซ่สังคม ยังมีอยู่ในบ้านเรา ไปที่ไหนๆ ก็ยังได้ยิน (จบจากไหน คณะอะไร อ้าวพี่กัน น้องกันนี่หว่า) ซึ่งยังเห็นไม่ชัดจากเหล่าโรงเรียนนานาชาติ ที่น่าจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก

หรือเราเองคงไปห้ามไม่ให้เทคโนโลยีหยุดพัฒนาได้ แต่ต้องเข้าใจถึงผลด้าน "บวก" และ "ลบ" เพื่อหาทางป้องกัน หรือเสริมภูมิต้านทานให้ลูกหลาน ในด้านการคิดวิเคราะห์ ความอดทน และภาพมุมกว้าง

ไม่ให้โทษได้ว่า "ก็พ่อแม่รังแกฉันไง" แง แง

July 30, 2010

มองมุมเหม่ง > ไม่อั้น..ใครได้ ใครเสีย (Buffet !!)

เชิญครับ รับไม่อั้น
เท่าไรเท่ากันไม่หวั่นไหว
แล้วใครละที่เจ๊ง
********************
ในยุคสมัยที่การแข่งขันด้านการตลาดสูงอย่างนี้ โปรโมชันเรื่อง "บุฟเฟต์" หรือ จ่ายเงิน ณ จำนวนหนึ่งแล้วจะบริโภคได้ "ไม่จำกัดจำนวน" นั้น เริ่มมีความหลายหลายกระจายไปตามสินค้า / บริการต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิมที่มักเจาะจงแค่เรื่องของอาหารการกินเท่านั้น

ถามกันเล่นๆ ในวงคนทำงานด้านการตลาดที่ไม่อยากนับว่าเป็น "กูรู" ว่า ไอเดียอย่างนี้ นับว่าเด็ดเจ็ดสี เจ็ดศอก หรือไม่ ต่างก็ให้ความเห็นแปลกแยกกันไป

ว่ากันถึงแบบ "คลาสสิก" ก่อนก็ต้องเรื่องอาหารการกิน บุฟเฟต์ระบาดมาจาก ค่าอาหารในโรงแรมที่ราคาแพงจี๊ดๆ เลยต้องแก้เกมด้วยการให้ "เหมาจ่าย" โดยมีสมมติฐานที่ว่า ปริมาณกระเพาะคนเรามีความจุประมาณ 1-1.5 ลิตร บวกกับความน่าจะเป็นของจำนวนคนที่จะกินจุนั้น มีน้อยกว่าคนปกติ ทำให้โรงแรมคุ้มที่จะเสี่ยง แถมได้เรื่องของภาพลักษณ์และความรู้สึกของลูกค้าว่า "โห มันช่างคุ้มอะไรเช่นนี้ั"

จากโรงแรมก็ส่งไม้ต่อให้กับฟาร์ตฟู้ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า อาหารญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ได้คิดก็คือ ทุกคนพยายามที่จะ"ตัก" มาเพื่อทานให้ได้มากที่สุด แถมคนส่วนใหญ่ มักประเิมินตัวเองเกินจริงทั้งนั้น สุดท้ายอาหารที่ตักมา ต้องเหลือแบบเละๆ ที่ต้องทิ้งหรือส่งเป็นอาหารหมูสถานเดียว ทำให้หลายที่ต้องคิดค่าปรับ กรณีกินไม่หมด ก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะพาลจะโดนลูกค้าด่าด้วย

จากเรื่องอาหารก็มาเห็นอีกทีในเรื่องโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต ที่นักการตลาดประเภทสิ้นคิด แต่อ้างว่าลูกค้าคือ "บระเจ้า" (ไม่ได้พิมพ์ผิด แต่คนเหล่านี้มันไม่ใช่ พระเจ้า จริงๆ) ต้องการ ก็นำเสนอให้โทรกันได้ไม่อั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่จะตามมาแม้แต่น้อย

เพราะโปรโมชันอย่างนี้ ทำให้บ่มนิสัยบระเจ้าเหล่านั้น ขาดความยั้งคิดในการสื่อสาร คุยกันในเรื่องไร้สาระ เสียเวลาทำมาหากิน เพราะคิดกันไปว่า "ก็ตูจ่ายไปแล้วนี้หว่า ต้องโทรให้ได้มากที่สุด" กลายเป็นสันดานที่มีประโยชน์น้อยกว่าสันดอนไป

ผลลบที่ตามมา อย่างแรกที่ต้องเจอคือ เรื่องของความหนาแน่นในชุมสายที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความต้องการ (Demand) เทียม ต้องลงทุนขยายชุมสายเพิ่ม เอาล่ะ แม้จะอ้างได้ว่าสร้างงาน สร้างคน แต่ขอโทษ!! ค่าใช้จ่ายการลงทุนเหล่านี้มันคุ้มไหม มีลูกค้าที่มีความจำเป็นกี่คนที่ไม่สามารถโทรออกได้ เพราะลูกค้าอีกบางคนที่แช่สายจองไว้ เพียงแค่อยากได้ยินเสียงกรนจากปลายสายอีกทางแค่นั้น!! แล้วระยะยาวอัตราการใช้งานจริงจะเป็นเช่นไร

หลังจากกระหน่ำแคมเปญกันจนสุดท้ายโดนด่า ฐานลูกค้าที่โตกันอย่างกลวงๆ ก็หดหาย เพราะทำได้ไม่สมความคาดหวังของเหล่า "บระเจ้า" ก็ถึงคราวของอินเตอร์เน็ต 555 ห้าร้อยเก้าสิบ ไม่อั้น (ขอบคุณเจ้าสัวใจดี) เพราะตอนออกมา คิดว่าคนไทยจะเป็นสังคมอุดมปัญญา เข้าเว็ป เช็คเมล์ อ่านข่าว เรื่องโหลด เรื่องบิต คงไม่รู้จัก ไร้เดียงสากันขนาดนั้น แถมทำให้ทุกรายต้องเสนอเหมือนกันทั้งหมด

ทุกวันนี้ ไปถามหลายๆ คน ว่าพยายามจะใช้เน็ตอย่างไรให้คุ้ม คำตอบยอดฮิตไม่พ้น โหลด ๆๆๆๆ

แน่นอนครับ สักกี่คนที่จะโหลดกันอย่างถูกกฏหมาย ส่งผลให้เจ้าของลิขสิทธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนัง เป็นเพลง เป็นซอร์ฟแวร์ ต้องควักเิิงินมาร้องแรกแหกกระเฌอกันจนเสียงแหบ คนที่แฮปปี็ก็คนขายแผ่น CD DVD เปล่า และการไฟฟ้าที่รายได้ขึ้นกันถ้วนหน้า

ทั้งหลายทั้งปวง สำหรับตัวผู้บริโภคเอง ถ้ามองแค่ประโยชน์จาก "บุฟเฟต์" เหล่านั้นแล้ว การพยายามที่จะ "สวาปาม" ให้ได้มากที่สุดนั้น เหมือนจะเป็นเรื่องชาญฉลาด แต่ชาติไม่เจริญ เพราะถ้ามองในภาพกว้างแล้ว มี "รายจ่าย" อื่นๆ อีกมากมายที่ต้องเสียไป ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะคราก หรือท้องเสียได้ หรือ ค่าเสื่อมของอุปกรณ์ ค่าไฟ รวมถึงเวลาที่เอาไปใช้ทำอย่างอื่น อีกเยอะแยะ

ครับในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์แล้ว ประโยชน์ของโปรฯ เหล่านี้มันก็มีดี เช่น การทวีคูณของผู้ใช้งาน ระดับความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ก็อยากให้นักการตลาด รวมถึงผู้บริโภคเหล่านั้นได้มองอย่างรอบคอบกว่านี้ เพราะสุดท้ายแล้ว จะไม่มีใึครได้อะไร "ไม่อั้น" อย่างที่คิดเลย

มองมุมเหม่ง > ลืม (Forget Me Not)

เพียงแค่วันเวียนผ่าน
เธอฉันล้วนแปลงเปลี่ยนกันไป
ใดใดไม่จีรัง
***************************

คุณคิดว่าคนเราลืมอะไรกันง่ายๆ ไหม?? มีเรื่องราวมากมายทั้งที่จริงและมาจากจินตนกรที่พูดถึงเรื่อง "ความจำ" และ "การลืม" วิทยาศาสตร์บอกว่า ในระดับจิตใต้สำนึกแล้ว คนเราไม่มีทางลืมประสบการณ์ที่เราได้รับ หรือสิ่งที่เราเป็น แต่เราเองต่างหากที่เลือกที่จะ "ลืม"

จากประสบการณ์ที่พบคนหลายๆ คนในชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต ไม่นานจนถือไม้เท้ายอดทอง แต่ก็ไม่สั้นแค่เพียงสวนกันตามป้ายรถเมล์ ผมพบว่าหลายๆ คน "ลืม" สิ่งที่เขาเคยเป็นมา ลืมสิ่งที่เขาเคยเจอ เคยเรียนรู้

บางคน ด้วยกุศลเกื้อหนุน และกรรมดีที่ทำมา ส่งผลให้ชีวิตก้าวหน้าในการงาน ด้วยรายได้ที่จะจับจ่ายได้ตามสบาย ทำให้ "ลืม" ความลำบากในอดีต เริ่มมองคนผ่านๆ ทางเปลือกนอกที่เห็น แทนที่จะใช้เวลาพินิจความคิดของคนอื่นๆ เพื่อเข้าใจและเรียนรู้ ให้คุณค่าคนอื่นๆ ผ่านนาฬิกาที่สวม ปากกาที่เหน็บไว้ รถยนต์ที่ขับมา เสื้อผ้าที่สวมใส่

บางคน ลืมความเหนื่อย ยากลำบากที่เคยประสบ งานที่มูลค่าน้อยๆ ก็เมินไป ต้องเป็นหลักล้านเท่านั้ันที่ฉันสนใจ

ยิ่งกว่านั้น บางคน "ลืม" ว่าตัวเองเคยเป็นลูกน้องมาก่อน วันนี้มีตำแหน่งขึ้นมา ต้องการอำนาจ คนคอยพินอบเอาใจ กลายเป็นคนหูตึง ต้องพูดเสียงดังขึ้นอย่างไม่มีคำอธิบาย คนที่เคยเกื้อหนุนกันมาก็กลายเป็นคนไร้ค่าน่ามองผ่าน มองหาหมอบกรานกราบแต่คนระดับสูงเพื่อดันตัวเองไปไม่สิ้นสุด

เรื่องราวเหล่านี้ผ่านมาให้เห็น แน่นอนกาลเวลาเปลี่ยน คนเราก็ย่อมเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ทุกคนต่างล้วนมีเหตุผลในการ "ลืม" สิ่งที่ตัวเองเป็น มีเหตุผลมากมายกับสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป แม้กระทั่งตัวเราเองก็ตาม ก็อยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บางครั้งก็ยังมีคำติติงมาว่า "คุณเปลี่ยนไปนะ"

ฟังแล้วคิดไหม ว่ามันหมายถึงคำชื่นชมอย่างชัดเจน หรือ แอบตำหนิอย่างสุภาพชน

July 8, 2010

มองมุมเหม่ง > คาร์ลอส กอส์น ... นายแน่มาก (Carlos Ghosn.. You Cool !!)


(ขอเขียนถึงความประทับใจผู้บริหาร ที่ฟันฝ่าอุปสรรคที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ให้ประสบความสำเร็จ และความประทับใจส่วนตัวกับนิสสัน เทียน่า ตัวใหม่ ด้วยครับ)


เดือนที่ผ่านมา คาร์ลอส กอส์น (Carlos Ghosn) CEO ของนิสสัน มอร์เตอร์
และ เรย์โนลต์ ผู้พลิกฟื้นดึงนิสสันขึ้นมาจากหายนะตั้งแต่ปี 1999 ด้วยเงินเดือนต่อปีประมาณ 313.6 ล้านบาท แวะเวียนมาเมืองไทย พร้อมกับได้บรรยายในหัวข้อ The Secret to a Successful Recovery ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจพร้อมๆ กับมุมมองส่วนตัว และความเป็นมาสั้นๆ ของผู้ชายวัย 56 ปี (เกิดปี 1954) คนนี้ครับ

กอส์น เริ่มการบรรยายว่า เราต้องเข้าใจที่มาที่ไปของวิกฤต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน ว่ามีสาเหตุจาก "ภายใน" หรือ "ภายนอก" วิกฤตภายในนั้น มาจากปัจจัยภายใน เป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่จะต้องแก้ไขกันไป เช่น การควบคุมต้นทุน ปัญหาด้านคุณภาพ ส่วนวิกฤตภายนอกนั้น ส่งผลกระทบกับทุกคนในสังคม ต้องรับชะตากรรมเดียวกัน ขึ้นกับว่าใครจะมีภูมิต้านทานมากน้อยเท่านั้น

ที่ต้องคิดกันล่วงหน้าคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตแล้ว แผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นอย่างไร ใครคือคนที่จะต้องตัดสินใจ คนๆ นั้น มีวุฒิภาวะน่าเชื่อถือ และวางใจได้หรือไม่ เหล่านี้ ต้องมีการประเมินกันล่วงหน้า เพราะลักษณะของคนที่แตกต่างกัน ในแต่
ละสถานการณ์ ส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ต่างกันไป

การเตรียมการดังกล่าว ทีมผู้บริหารต้องมองภาพอนาคตให้ออก เรียกกันเท่ๆ ว่ามีวิสัยทัศน์ (Vision) ทั้งระยะสั้น ระยะยาว เช่น ถามตัวเองว่า อีก 3 ปี 5 ปี สภาพแวดล้อมธุรกิจจะเป็นอย่างไร เราจะรับมืออย่างไร แล้วก็แปลภาพอนาคตที่มองเห็นเหล่านั้น เป็นแผนงานที่ทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่

แผนการดังกล่าว ต้องบอกได้ว่า เรื่องอะไรคือเรื่องเร่งด่วน ซึ่งไม่ควรจะมีมากเกินไป ก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ และไม่ต้องคิดถึงแผนสำรอง เพราะพนักงานอาจจะไม่เต็มที่กับแผนแรก (มุมนี้มองต่างออกไป เพราะแผนสอง น่าจะใช้ในการเผื่อไว้ กรณีปัจจัยบางอย่างที่นอกเหนือจากการควบคุมเปลี่ยนไป)

มองมุมบวกที่คาร์ลอส มองโอกาสในวิกฤตก็คือ การเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะในยามปกติ คงไม่มีใครทำ และคงต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคนข้างใน ซึ่งกรณีของนิสสันนั้น มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมร่วมอยู่ด้วย


การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสำเร็จไหม ขึ้นกับวิธีการสื่อสาร และขั้นตอนการปฏิบัติที่ต้องง่าย ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว

ย่อๆ จากการบรรยายดังกล่าว ไม่แปลกใจเลยใช่ไหมครับ ที่ผู้ชายเชื้อสายฝรั่งเศส-เลบานอน เกิดที่บราซิลคนนี้ จะเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วโลก เขาทำงานอย่างหนักมาตลอด จากตำแหน่ง CEO ที่ Michelin North America ย้ายไปที่เรโนลต์จนเป็น President ในปี 2005 ระหว่างนั้นก็เข้าไปกู้วิกฤตที่นิสสันกับหนี้สินหกแสนกว่าล้านบาท

กล้าหาญที่จะเดิมพันด้วยตำแหน่งของตน ถ้าไม่สามารถทำให้นิสสันกลับมามีกำไรได้ ทั้งปลดคนงาน ขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางธุรกิจใหม่ๆ เขาทำให้นิสสันมีกำไรจาก 1.38% ในปี 2000 มาเป็น 9.25% ในปี 2006

การกอบกู้นิสสันของคาร์ลอสนั้น ให้ความสำคัญกับลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ คุณภาพ และความคุ้มค่า การเจาะตลาดใหม่ๆ ที่นิสสันยังไม่เคยเข้าไป รวมถึงการควบคุมต้นทุนและพัฒนาพนักงาน

ล่าสุด ทางผู้บริหารข
อง General Motors เองก็สนใจที่จะให้ทางนิสสันเข้ามาถือหุ้น เพื่อกอบกู้วิกฤตการณ์เช่นกัน ทั้้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น GM เองก็เป็นรายหนึ่งที่จะมาเทกโอเวอร์นิสสันเช่นกัน

เรื่องราวต่างๆ ของเขาได้สร้างความประทับใจจนมีการเอาไปเขียนเป็นการ์ตูนขายดิบขายดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนทั่วโลก

ก็ต้องดูกันต่อไปว่า หลังจากความสำเร็จของ นิสสัน มาร์ช แล้ว หมากเด็ดต่อไปภายใต้บังเหียนของคาร์ลอส กอส์น จะออกมาเขย่าขวัญพี่ใหญ่ทั้งสองอย่างไร

June 15, 2010

มองมุมเหม่ง > เจาะเวลาหาอนาคต (Time Machine)

ก่อนที่จะไร้ค่า
ขอมอบปัญญาค่าสุดท้าย
จารึกไว้ตราบนาน
*************************

หลังจากการวางแผนที่จะย้ายที่อยู่เป็นการถาวร งานหนึ่งที่ต้องรีบทำ และผมต้องทำเอง คือการย้ายและจัดการ "หนังสือ" จำนวนมากที่เก็บสะสมไว้ ถ้าหากใครที่เป็นคนเชื้อชาติ "หนอน" อย่างผม ย่อมเข้าใจได้ว่าหนังสือต่างๆ ที่เก็บสะสมมานั้นมีค่าทั้งต่อกระเป๋าและต่อจิตใจมากแค่ไหน

ถ้าจะคิดกันอย่างหัวการค้า หนังสือเก่าๆ อย่างนี้ ก็จะมีคนกลุ่มนึงที่สนใจที่จะรับช่วงกันต่อ หรือจะขายผ่านร้านหนังสือเก่า ซึ่งราคาที่รับซื้อก็อาจจะไม่คุ้มกับค่ารถที่แบกไป แต่อย่าถามถึงราคาที่เขาจะขายต่อนะครับ จะเศร้าใจไปเปล่าๆ

ส่วนใหญ่หนังสือที่เข้ารอบโดนโล๊ะ มักจะเป็นพวกนิตยสารเก่าๆ หรือไม่ก็หนังสือวิชาการที่พ้นสมัยไปแล้ว
เมื่อตัดสินใจที่จะทิ้ง (ให้แม่บ้านเอาไปชั่งกิโลขาย) ผมมักจะหยิบหนังสือเหล่านี้มาพลิกๆ เพื่อที่จะร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่จะชวนคุยกันวันนี้

หลังจากพลิกไปเรื่อยๆ ผมพบว่า หนังสือเหล่านี้ได้พาผมย้อนอดีตกลับไปยังช่วงหนึ่งของยุคสมัย ได้กระตุ้นให้คิดถึงช่วงชีวิตของเรา ณ จุดเวลานั้น กิจกรรมที่ได้ทำ คนที่อยู่ข้างเขียงและข้างเคียง

ได้เห็นแฟชั่น ขาเดฟ เสื้อสีสด ปกตั้ง ในรุ่นพ่อ ก่อนที่จะ "เรโทร" กลับมาในปัจจุบัน หรือใกล้กว่านั้น ผมทรงฟาร่า ฟูๆ กางเกงขาพองทรงบักกี้ และเสื้อผ้าแบรนด์ไทยชื่อฝรั่งๆ ที่ต้องใส่ทับเสื้อยืดข้างใน

ถ้าเกี่ยวกับบ้านและตกแต่ง ก็เห็นสไตล์การแต่งแบบหลุยส์ อลังการงานสร้าง เสาโรมัน ลายประตูอัลลอยอันซับซ้อน

หรือจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับไอที เทคโนโลยี อ่านไปก็ขำไปกับการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต หลายเล่มยังไ่ม่มีใครพูดถึง "คลาวด์" หรือ "โซเชียลเน็ตเวิร์ค" แค่คำว่าอินเตอร์เน็ตก็เป็นอะไรที่ยากที่จะอธิบายแล้ว ยังไม่รวมถึง เนื้อหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆ มือถือ ที่ไม่น่าเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่า หนังสือเหล่านี้กำลังจะโดนเปลี่ยนสภาพไปเป็นอย่างอื่นในไม่ช้า แต่อย่างน้อย มันก็ได้ทำหน้าที่ส่งผ่านความรู้ให้เราเป็นครั้งสุดท้าย แม้มิใช่โดยเนื้อหา แต่หนังสือเหล่านี้ก็กลายเป็นเอกสาร "ประวัติศาสตร์" เพื่อให้เราได้ทบทวนอดีต เข้าใจที่มาที่ไป และได้คิดเตรียมตัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่งดงาม

ขอคารวะให้กับทุกความตั้งใจในการสร้างสรรหนังสือครับ


May 21, 2010

เรียนจากหนัง > The Devil's Game (Korea 2008) เกมท้าเย้ยมัจจุราช


บ้านเมืองไม่ค่อยปกติ เปิดทีวีก็เจอแต่ข่าวรายงานความเสียหาย ไม่รู้ว่าทำไมไม่ไปรายงานเรื่องอื่นบ้าง เช่น พวกแกนนำที่เหลือมันหายหัวไปไหน ดูแล้วก็หดหู่ เลยไปค้นๆ หนังที่ซื้อมานานแล้วมาดูแก้เซ็งดีกว่า

หน้าปกที่ดูแล้วคงไม่เครียดไปกว่านี้ พร้อมๆ กับเรื่องไม่ย่อของ มินฮีดู ได้รับข้อเสนอจากมหาเศรษฐี คังโนซิก ที่ตัวจริงซิก (sick) ใกล้ตายแล้ว ข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การเดิมพันว่า หมายเลขโทรศัพท์ที่จะโทรไปนั้น คนรับเป็นหญิงหรือชาย ถ้ามินฮีดู ทายถูกก็จะได้เงิน 3,000 ล้านวอน (เท่าไรหว่า) เป็นรางวัล แต่ถ้าเขาทายผิด เขาต้องให้ร่างกายแก่ชายชราแทน

เป็นไปตามฟอร์มพระเอกที่ตอนแรกไม่ยอม แต่พอกลับไปบ้านพบว่าแม่ของแฟนสาว โดนแกงค์ทวงหนี้ตามข่มขู่ แถมเขาก็โดนกระทืบเป็นค่าดอกเบี้ยเสียอีก ด้วยอารมณ์หุนหัน เขาเลือกที่จะเดิมพันเพื่อให้ได้เงินมาช่วยแฟนสาวได้เร็วที่สุด

หนังสอดแทรกความเขี้ยว ความเก๋าของคนที่ผ่านอะไรมาเยอะอย่างโนซิกให้เราได้เห็น เช่นระหว่างที่เดิมพันกับฮีดูนั้น เขาได้ถือโอกาสตรวจสอบความซื่อสัตย์ของภรรยา ลีฮีริน ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งก็ได้พิสูจน์หลักการของ ผัวแก่เมียสาว ได้ว่า ระดับความรัก มันน้อยกว่า เลขศูนย์หน้าจุดทศนิยมในบัญชียิ่งนัก โชคยังดีที่โนซิกยังพบว่าบอดี้การ์ดของเขา มร. อัน ยังภักดีกับเขาอยู่

กลับมาผลของการพนัน ทีแรกที่ฮีดูคิดว่า ปลายสายที่รับนั้นเป็นผู้หญิง แต่เมื่อเขาโทรอีกครั้ง กลับกลายเป็นว่า เจ้าหล่อนเป็น "กระเทย" ทำให้เขาต้องพ่ายให้กับโนซิกทันที ซึ่งเป็นมุข "ครึ่งควบลูก" ที่ฮาลึกๆ

ผู้กำกับเลือกที่จะให้เราเชื่อถึงเทคโนโลยีการผ่าตัด ที่ไม่ใช่แค่ย้ายสมองเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องเปลี่ยนกันด้วย ดูแล้วก็มีความเป็นไปได้ในอนาคตให้เราได้สยองเล่นๆ และทำใจยอมรับได้

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เล่าถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปทั้งสองคน การหักเหลี่ยมเฉือนคม แก้เกมให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ จนต้องสูญเสียไปมากกว่าที่คิด ซึ่งจะเห็นว่าหนังเรื่องนี้ เอาประเด็นผลลัพธ์ของ "การพนัน" มาแสดงแฝงข้อคิดผ่านตัวละครด้วย เช่น เรื่องใหญ่ๆ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ, ผลลัพธ์ของการพนันที่ไม่เคยทำให้ใครรวย จุดสุดท้ายของความโลภคือความสูญเสีย และถ้าคุณคิดว่าคุณเจ๋ง คนอื่นก็อาจจะเจ๋งกว่าคุณได้เช่นกัน

มีตัวละครไม่กี่ตัวที่แสดงให้เราเห็นถึงความพอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทของ โนซิก ที่เมื่อรู้ว่าเขาชนะพนันด้วยวิธีการที่น่ารังเกียจแล้ว ถึงกับเลิกคบไปเลย หรือ มร.อัน ที่มีแต่ความซื่อสัตย์ต่อนาย ไม่พยายามที่จะเข้าไปวุ่นวายเกินหน้าที่ตน

ตอนจบจะเป็นยังไง ก็ไปติดตามอุดหนุนกันได้ครับ ยังเป็นเรื่องของการเดิมพันเหมือนเดิม แต่ตามแนวหนังเกาหลี ก็มีหักมุมกันเอวบิดให้เดากันไม่ถูกเช่นกัน

พูดถึงแนวหนังเกาหลีแล้ว ต้องยอมรับว่า เขามีการส่งเสริมพัฒนามาก ทั้งเรื่องบทที่เข้มข้น และการแสดง รวมถึงโปรดักชัน ที่ทำให้เรามองข้ามหน้าตาขาดๆ เกินๆ ไม่ลงตัวของดาราชาย หรือ พิมพ์นิยมเดียวกันของดาราสาวๆ ไปได้ กอปรกับการพากย์ไทยของทีม "พันธมิตร" ที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเหลือง ก็ทำให้ต้องติดตามกันต่อไป