September 30, 2012
มองมุมเหม่ง > คำคิด คำคม
August 2, 2012
เป็นเรื่อง > ระยะห่าง ระหว่างใจ (Between Us)
"ก็ได้ ชั้นจะจำไว้ ว่าสิ่งที่คุณทำมันเพราะ "ความเกลียด" บนความอิจฉา ใจแคบ ของคุณที่รับมันไม่ได้ แล้วชั้นก็ไม่เคยคิดนะ ว่าทำอะไรเลวๆ ลงไป มันก็แค่งานเท่านั้น"
มองมุมเหม่ง > เหตุผลของนักช้อป (Confessions of a Shopaholic)
สำหรับคนที่สนใจในความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาผู้บริโภค คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ "เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม" (Behavioral Economics) ที่มุ่งให้ความสนใจพฤติกรรม การตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ในภาพเล็ก และภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อ ขาย สินค้า หรือแม้กระทั่งการลงทุนต่างๆ
(ในเมืองไทยที่ผมได้ยินคำนี้แรกๆ จาก ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ครับ หรือถ้าจะหาหนังสืออ่านก็ขอแนะนำ Predictably Irrational แปลเป็นไทย โดย คุณ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ครับ)
โดยปกติแล้ว เราจะพบว่า มนุษย์ทั้งหลายพยายามจะอ้างว่า การตัดสินใจของตนเองทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่บน "หลักการ" ของการใช้เหตุผล ที่ผ่านการวิเคราะห์ ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
แต่ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่พอวิเคราะห์ลึกๆ ไปแล้ว กลับหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม แต่กลับกลายเป็นการซื้อ หรือ จับจ่ายไปด้วยเรื่องของอารมณ์แท้ๆ
ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินซื้อของบางอย่างเพื่อที่จะ "ประชด" คนขาย ให้รู้ว่า "กูก็มีเงินนะโว้ย" หรือ จ่ายเงินเพื่อความสงสารให้กับเด็กน้อยที่มาขอทาน โดยที่ไม่รู้เลยว่า มันเป็นอาชีพการแสดงประเภทหนึ่งเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น
มองในแง่การจับจ่าย ช้อปปิ้งกันบ้าง เชื่อว่าหลายๆ คน (แม้กระทั่งผมเองก็ตาม) ที่มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ "ป้ายลดราคา" เป็นอย่างยิ่ง เจอทีไร ถึงกับอ่อนแรง โดนดึงดูดไปโดยไม่ีรู้่ตัว (อันเนื่องมาจากจิตวิทยาอันชาญฉลาดของคนขาย ในการออกแบบ การใช้สีสัน หรือ ตัวเลขที่มาจูงใจ) แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ต้องมานั่งเซ็งตัวเองว่า "กูซื้อมาทำไมว่ะเนี่ย ของเก่ายังเหลือเพียบ" บางครั้ง กลายเป็นปัญหาครอบครัวก็ว่าได้
ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะพลาดของ (ที่คิดว่า) ถูก ครับ เพราะคนเรามักจะคิดว่า ครั้งหน้าอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จึงทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น
หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือ การซื้อของที่ "ยังไม่เคยมี" อาจจะเพราะในอดีต เรายังไม่พร้อมที่จะซื้อ (เงินน้อย) แต่พูดตรงๆ คือ มันเป็นเรื่อง "คาใจ" ดังนั้น พอมีโอกาสแล้ว ก็จะซื้อไปโดยไม่ไตร่ตรองเลย เช่น การซื้อเครื่องประดับราคาแพง หรือ การจ่ายค่าอาหารบางมื้อ เพื่อสนองความอยากในอดีต เป็นต้น
เชื่อไหมละครับ ถ้าไปถามทุกคนตามตัวอย่างข้างต้นนี้ ร้อยทั้งล้านจะตอบว่าตัวเองได้ตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบทุกคนครับ
แต่อย่างนึงที่อาจจะลืมคิดกันไปคือ มัน "จำเป็น" หรือเปล่า
เราซื้อไปแล้ว จะได้ใช้เลยหรือไม่ ซื้อเพราะความกลัว แล้วทำให้รกห้องเก็บของเราเปล่าๆ ปลี้ๆ หรือไม่
เรามีตัวเลือกอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่นๆ ได้ต่อไป
ครับ ส่วนใหญ่มาคิดได้ ก็ตอนกลับบ้าน เอาของออกจากถุง ตอนนั้นแหละ
แต่ไม่ผิดหรอกครับ เพราะด้วยความยั่วยวนของสภาพแวดล้อมร้านค้า คำพูดโอ้โลมปฏิโลมของคนขาย ถ้าใจไม่แข็งจริงก็ยากที่จะปฏิเสธ
แต่หวังว่าครั้งต่อไป ทุกท่านคงมีสติและไม่พลาดท่าเสียทีต้องมานั่งเสียใจอีกต่อไป
ขอให้ทุกท่าานมีความสุข และ สติกับการใช้เงินที่เราต่างหามาครับ
June 21, 2012
มองมุมเหม่ง > ไม่กลัวเรื่อง "คลาวด์ๆ" (Cloud Computing)
ภาพรวมของการใช้งานคลาวด์ พบว่า เหล่า CIO (Chief Information Officer) ทั้งหลายเิิริ่มเข้าใจและกล้าที่จะใช้งาน Cloud Computing มากขึ้น ถึง 50% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งแนวโน้มในการใช้งานแพร่หลายไปในส่วนของโปรแกรม Application ต่างๆ ผ่านระบบคลาวด์ มากขึ้น หรือที่เรียกกันทางเทคนิคว่า SaaS (Software as a Service) คือ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมไปลง เพียงแต่ ล็อกอิน เข้ามาใช้ (จากที่ไหนก็ได้ ขอให้ต่อเน็ตได้เป็นพอ) แล้วก็จ่ายเงินตามการใช้งานจริง ซึ่งปัจจุบัน ก็จะเป็นโปรแกรมพวก CRM (Customer Relationship Management), การบริหารงานขายทั้งหลาย, เกมออนไลน์, ซอร์ฟแวร์เอกสารต่างๆ ในออฟฟิศ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 80% ของปริมาณโปรแกรมในท้องตลาดทั้งหมด
รองลงมา (38%) เป็นเรื่องของกฏระเบียบ ข้อกฏหมายต่างๆ ที่มักจะตามเทคโนโลยีไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิการเป็นเจ้าของ การรับผิดชอบ จริงๆ ไม่เกี่ยวกับทางเทคนิคเท่าไร ตรงนี้น่าจะเถียงกันอีกนานครับ
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ผู้ใช้งานตาดำๆ อย่างเราก็คงต้องทำใจละครับ
อ้างอิง: http://www.forbes.com/sites/joemckendrick/2012/06/20/cloud-computing-simply-isnt-that-scary-anymore-survey/
June 10, 2012
เป็นเรื่อง > อกหัก รักคุด (Broken Heart)
"มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินนะ เพราะพี่เองก็พยายามหามาให้พอค่าจัดงานอยู่แล้วนี่"
"ก็พี่เป็นซะอย่างนี้ มัวแต่ทำแต่งาน ไม่เคยสนใจชั้นเลย เอาแต่พล่ามว่าต้องเก็บเงิน ต้องติดต่อลูกค้า สารพัดจะอ้างล่ะ แล้วแค่ชั้นออกไปเทียวกับเพื่อนๆ แค่เนี๊ย ต้องกลับมาฟ้องพ่อด้วย"
"เรื่องนั้นพี่ขอโทษแล้วไง ก็โทรหาเราไม่ติด แล้วมันก็ดึกมากแล้วด้วย พี่ไม่รู้จะติดต่อใคร"
"ไม่ต้องพูดต่อละ ชั้นต้องไปแล้ว มีธุระ นัดเพื่อนไว้"
ฝนที่ตกยังเร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นม่านสีเทาทึบ คงต้องนั่งที่นี่อีกสักพัก มองไปรอบๆ มีแขกเข้ามานั่งไม่กี่โต๊ะ เขารู้สึกว่ามีใครสักคนมองอยู่ หันไปเห็นเป็นผู้ชายคนนึง นั่งห่างไป 2 โต๊ะ ถ้าดูจากจำนวนขวดเบียร์เกือบครึ่งโหล และ กับแกล้ม 2-3 จาน ก็คงจะเริ่มกรึ่มได้ที่ แต่ก็ขัดตากับหน้าตา เสื้อผ้าที่ใส่ เขาเดาอายุไม่ออกด้วยทรงผมที่ไว้ยาวตามสมัยวัยรุ่นเกาหลี แต่หนวดเครายาวครึ้ม ภายใต้ชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ รองเท้าแตะเก่าๆ พระเจ้าช่วย น่าจะ "ดาวเทียม" ด้วยนะเนี่ย
"เฮ้ย ตี๋ กินเบียร์ด้วยกันไหม" เสียงอ้อแอ้ แต่คิดว่ายังคุมสติอยู่
"พี่ เรียกผมเหรอ" หันไปมองรอบๆ มีเราโต๊ะเดียวนี่หว่า เอาว่ะ หาเพื่อนกินเบียร์ฆ่าเวลา รอรถหายติดก็ดี มันคงไม่ทำมิดีมิร้ายกับเราหรอกนะ
เมื่อเบียร์ขวดที่ 2 ผ่านไป ทั้ง 2 เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น ไม่มีการถามชื่อแซ่ เรียกกันอย่างนับถือแค่ "พี่ กับ น้อง" เท่านั้น พี่มาที่ร้านตั้งแต่บ่ายเพื่อฉลองที่ถูกหวย กินเบียร์รอเพื่อนๆ ที่จะมาตอนเย็น
"เฮ้ย กินเหล้ากินเบียร์ มันก็ต้องสนุกสนานสิวะ เป็นอะไรวะเนี่ย ทำหน้าเซ็งๆ เดี๋ยวเบียร์ไม่อร่อยนะโว้ย"
"กลุ้มใจดิพี่ เพิ่งเลิกกับแฟน จะแต่งงานเดือนหน้าแท้ๆ แล้วเนี่ย" เขาเริ่มที่อยากจะระบายให้ใครสักคนฟังบ้าง เอาเป็นคนที่ไม่รู้จักเนี่ยละว่ะ
พี่จ้องหน้าเขาเขม็ง "เหรอ แล้วร้องไห้หรือเปล่า มิวสิคในทีวีต้องไปร้องไห้กลางสายฝนนะ เอาไหม ฝนกำลังตกเลย เดี๋ยวพี่ไปเป็นเพื่อน"
"โห พี่ ขำตายเลยนะเนี่ย คบมาตั้งนาน ร้องไห้เสียใจนะก็ต้องมีบ้างแหละ แต่ไม่ตากฝนน่ะ เดี๋ยวเป็นหวัดไม่มีใครเช็ดตัวอ่ะ" ปล่อยมุขสวนไป แต่รู้สึกไม่ค่อยขำเท่าไร
"เสียใจเหรอ เสียใจเรื่องอะไรวะ"
"อ้าวพี่ เลิกกันก็ต้องเสียใจสิ เสียทั้งเวลา เสียทั้งความรู้สึก ผู้ใหญ่สองฝ่ายก็รับรู้ เพื่อนฝูงอีก..." และหลายๆ อย่างก็พรั่งพรูไหลบ่าออกมา เหมือนกระสอบทรายที่ทานแรงน้ำไม่ไหว เขาเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของเธอ จากที่เคยตามใจ เห็นคล้อยกับความคิด การกระทำของเขา ก็เริ่มเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเวลา และที่อึดอัดที่สุดคือ การที่พยายามจะเปลี่ยน "ตัวตน" ของเขาให้เป็นอย่างที่เธออยากให้เป็น ทั้งๆ ที่เขาพยายามจะเข้าใจถึงความต้องการของเธอ และหาจุดที่ "ลงตัว" ระหว่างทั้ง 2 คน
"แล้วคบกันมา ดูไม่ออกเหรอว่าเค้าเป็นคนยังไง เอ พี่ว่าน้องก็ดูๆ ไม่น่าโง่นี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หัวเราะเสียงดังจนเด็กเสิร์ฟหันมามอง
เฮ้อ ไม่อยากจะเตะคนเมานะเนี่ย "โธ่ พี่ ตอนนั้น ก็คิดๆ ว่าเค้าน่าจะเปลี่ยนได้ แต่จะว่าไป ก็เหมือนผมหลอกตัวเองนะ มัวแต่คิดถึงเรื่องดีๆ ความดีที่เขาเคยทำให้เราสิ พี่เองก็ดูฉลาดดีนะ ไม่น่าถามเลย ถ้าเป็นพี่เองก็คงเสียใจเหมือนผมนั่นแหละ"
"ไม่ว่ะ เสียใจทำไมวะ" เขาถึงกับอึ้งในคำตอบ และอ้าปากค้างกับประโยคถัดมา
"อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง คิดดูสิ ถ้าเกิดแต่งงานไปแล้ว มีลูกมีเต้ากัน แล้วธาตุแท้มันออกมาตอนนั้น จะยิ่งยุ่งกว่านี้อีก ลามปามไปถึงญาติๆ ด้วย คิดอีกที เลิกกันแล้ว หลังจากนี้ น้องก็มีเวลาทำงานมากขึ้น มีเวลาดูแลพ่อแม่อยู่กับญาติๆ มากขึ้น ไม่ดีเหรอ ถ้าเป็นพี่ เลิกกับคนแบบนี้ได้ก็ต้องมาฉลองกันหน่อยแล้ว ฮ่า ฮ่า"
"โห พี่คิดได้ไงเนี่ย อืม จะว่าไปก็ใช่นะ เพราะตอนคบกัน ผมต้องให้เวลาเขามาก บางทีก็ลืมพ่อ เมินแม่ไปเหมือนกัน อืม ขอบคุณพี่มากนะครับที่ให้มุมมองใหม่ๆ ด้วย"
"เอิ๊ก ไม่ใช่แค่นี้หรอก น้องลองไปคิดต่อนะ ว่านิสัยการคิด การตัดสินใจของเรายังเป็นอย่างนี้ มันส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ในชีวิตเราด้วยหรือเปล่า การที่เอาอารมณ์มาเหนือเหตุผล โลเลไม่ตัดสินใจ คิดเข้าข้างตัวเอง ถ้าแก้ได้ก็นับว่ากำไรสองต่อเลย เผลอๆ พี่ว่าเราต้องกลับไปขอบคุณแม่ยอดยาหยีเราด้วยซ้ำไปนะ"
"แหม พี่ครับชมหน่อย เอาใหญ่เลยนะเนี่ย แต่ก็ขอบคุณนะ..ค.." ยังไม่ทันจบประโยค ก็มีชายในชุดเครื่องแบบสีขาว 2 คนเดินเข้ามาหน้าตาเคร่งเครียด "พี่" หันไปมองทำหน้ายิ้มๆ ตาเยิ้ม
"อ้าว อ้าว มากันแล้วเหรอ มะ มารู้จักน้องผมหน่อย เอ้า นั่งๆ" อืม สงสัยเป็นเพื่อนพี่เขานั่นเอง
"เฮ้ย ไม่ต้องพูดมากเลย หาตั้งนาน พามาตรวจนอกสถานที่ทีไร ต้องหนีมาทุกที ไป๊ กลับไปที่โรงพยาบาลได้แล้ว" ทั้งสองเข้ามาหิ้วปีกลาก "พี่" ที่นั่งหัวเราะเสียงดัง เอิ๊กอ๊าก ออกไป พร้อมกับสายตางงๆ ของเขาและคนในร้าน
เด็กเสิร์ฟแอบหัวเราะคิก กระซิบเบาจนเขาได้ยิน "คนบ้าว่ะ"
เงยหน้ามองท้องฟ้า ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าแจ่มใส เงาพระจันทร์เดินตามไล่พระอาทิตย์ที่กำลังจะเลิกงาน เขายิ้มให้กับตัวเอง ว่าจะกลับบ้านไปกราบพ่อ กราบแม่ อีกครั้ง
June 6, 2012
มองมุมเหม่ง > ความสุขในวันนี้ (The Pursuit of Happyness)
คงเป็นเรื่องยากที่จะมองย้อนกลับไปในอดีต เพื่อตอบตัวเองว่า ความหมายของ "ความสุข" คืออะไร
ในวัยเล็ก ความสุขของเราคงเป็น "ของเล่น" ต่างๆ ที่พ่อแม่ซื้อมาให้ โตมาอีกหน่อย "ขนมอร่อยๆ" ก็เป็นเป้าหมายที่มาแทนที่ หรือยังอยู่คู่กัน
สำหรับวัยรุ่นแล้ว ความสุขเริ่มมีหน้าตาหลากหลาย ขึ้นกับรสนิยม ประสบการณ์ หรือ การศึกษาที่สะสมมา
ครั้งหนึ่ง ผมพบว่า แค่เป๊ปซี่ เย็นฉ่ำกับน้ำแข็งกรุบกรอบ คือความสุขที่สุดของหญิงสาวคนหนึ่งไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเพราะ "ความอยาก" ในตอนเด็กที่ไม่ได้เติมเต็ม กลายเป็นเงื่อนไขของความสุข (อีกอย่างหนึ่ง) ของเธอ
แต่ในวันที่ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ แม้ว่ามันยังไม่ถึงเส้นชัย แต่เงื่อนเวลาก็อนุญาตให้เราได้หยุดพัก หยุดคิดบ้าง
ผมถามตัวเองอีกครั้งว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร
แปลก ที่ในยามที่เราคิดว่าเรามี "ความสุข" เมื่อถามคำถามนี้ ผมมักจะมองหาคำตอบไม่เจอ มันเบลอๆ เหมือนสายตาผู้ชายเมื่อตอนอายุ 40 ขึ้นไป (ทำไมต้องเป็นสายตาผู้ชายนะรึ เพราะผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการมองแบบผู้หญิง)
แค่รู้สึกได้เท่านั้น ว่า เออ กูมีความสุขนะ
แต่ในวันนี้ วันที่เรามีภาระมากกว่าเมื่อวาน และปัญหาที่มาพร้อมกับภาระเหล่านั้น บางครั้ง พร้อมใจมาเยี่ยมเราโดยมิได้นัดหมาย ถาโถมสันนิบาตกันเข้ามา จนบางครั้งเราไม่เพียงแต่ซวนเซ แต่อาจจะล้มคว่ำกันง่ายๆ
พยายามตั้งหลักให้ได้ก่อนครับ หยุด หรือ เดินถอยหลังสักหลายๆ ก้าว ถ้ามันจำเป็น มองปัญหาเหล่านั้นให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเวลานั้น "สติ" ที่ทำหล่น เพราะโดนชน ก็จะกลับมา
นอกจากสติจะกลับมาแล้ว ปัญญา ก็จะตามมาด้วย จะถูกต้องนะคร้าบบบบ หรือเปล่าก็มาดูกัน
แล้วตอนนั้น ลองถามตัวเองสิครับ ว่า "ความสุข" ของเราคืออะไร
คุณอาจจะพบว่า ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า คนที่รักคุณจริงๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นมา ทั้ง ครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือ บางคนที่คุณเคยทำดีแล้วไม่ได้จำ เขาก็อาจจะกลับมายื่นมือช่วยเหลือคุณ
คุณอาจจะพบต่ออีกว่า คนบางคนที่คุณเคยคิดว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนที่คุณคาดหวังไว้ เขาได้เผยธาตุแท้ ตัวตนจริงๆ มาให้คุณได้เห็นว่า คุณไม่สามารถพึ่งพาเขาได้เลย
คุณก็จะพบว่า คุณมีเวลา หรือ มีโอกาสได้ทำอะไรอย่างอื่น ที่ต่างไปจากเดิม กิจกรรมเหล่านี้ อาจจะจุดประกายทางความคิด หรือ ทางเลือกใหม่ๆ ในชีวิตให้คุณได้
หรือ อย่างน้อยที่สุด คุณได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทบทวนทางเดินชีวิตที่ผ่านมา เข้าใจตัวเองว่าจะเดินไปอย่างไรต่อไป
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คิดไหมครับ ว่ามันคือ "ความสุข" อย่างหนึ่ง
ที่เราอาจจะทำหาย หรือ ลืมมันไปแล้ว
April 8, 2012
มองมุมเหม่ง > แค่อยู่ด้วยกัน (Be With You)

ใกล้สงกรานต์แล้ว คำถามยอดนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่เทศกาลนี้แต่เป็นทุกเทศกาล จนผมจำไม่ได้ว่า ค่านิยมนี้มันมาจากไหน คือ "จะหนีกรุงเทพฯ ไปเที่ยวไหน??" ซึ่งช่วงหนึ่งของชีวิตก็รู้สึกว่า มันเป็นกิจกรรม "ท่าบังคับ" ที่ต้องมานั่งคิดๆ กัน แล้วก็ต้องมาปวดหัว เวียนตับ กับจำนวนคนมากมายที่หนีกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว ในย่านต่างๆ ทั้งพัทยา หัวหิน ชะอำ ระยอง เขาใหญ่ ฯลฯ จนส่งผลให้ร้านค้าดังๆ ในท้องถิ่นเหล่านั้นต้องพลอยเสียหายไปด้วย อันเนื่องมาจากระดับคุณภาพการบริการ ที่ไม่สามารถรองรับจำนวนคนมหาศาลได้ อันนี้ประการหนึ่ง
แต่อีกประเด็นที่สำคัญกว่า คือ เราต่างลืมไปว่า เราไปสถานที่เหล่านั้น เพื่อให้เรามีความสุขกับคน "ที่เรารัก" ต่างหาก แม้กระทั่งตัวผมเอง หลายครั้งที่ปัญหาจากสถานที่ต่างหน้าเหล่านั้น ทำให้เกิด "ปัญหา" กับคนที่เรารักจนได้
แล้วมันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่าละครับ
ต่อๆ มา ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวางกับสถานที่ต่างๆ ให้มันเป็นเพียงสิ่งเติมเต็มที่ "ไม่คาดหวัง" เพื่อที่จะได้ "เกินคาดหวัง" จะดีกว่า แล้วหันไปทุ่มเทกับคนที่เรารักรอบๆ ข้างมากขึ้น
แค่เท่านี้ บางครั้ง ห้องนั่งเล่น ก็เกินพอแล้ว
มองมุมเหม่ง > ช่วงเวลาของชีวิต (Life Cycle)
ในวัยที่ใกล้ "หลักสี่" นั้น เมื่อทบทวนกับเรื่องราวที่ผ่านมา ผมพบว่าชีิวิตของแต่ละคนจะมี "วัฏจักร" ที่จะกินเวลาไม่เท่ากัน แ่ต่เรื่องราวหรือการเปลี่ยนแปลงมันจะกลับมาอีกครั้ง เหมือนกับที่รุ่นพี่คนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับวงจรของเศรษฐกิจที่ตก ฟื้นตัว แล้วก็กลับมา
ถ้าพิจารณาในแง่ของ "สถิติศาสตร์" มันก็น่าจะพอเป็นแนวทางให้กับเราได้ว่าเราจะกำหนด "จังหวะ" ของชีวิตเราต่อไปอย่างไร บางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน เรื่องที่อยู่ หรือแม้กระทั่งโชคลาภที่เกิดขึ้่น
แต่อย่างไรก็ดี ถ้ามันจะ "มี" หรือ "ไม่มี" การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมีสติก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
November 6, 2011
เรียนจากหนัง > King of Baking – Kim Tak Goo (2010) ครบเครื่องดรามาเกาหลีแท้ๆ

ในมุมบวกของเหตุการณ์น้ำท่วม ผมเลือกหนังเรื่องนี้มาเปิดให้คุณแม่ทัศนาแทนสายน้ำ และข่าวสารที่ไหลบ่าล้นมาแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่คาดว่ามันน่าจะมีอะไรคล้ายๆ กับ แดจังกึม ได้บ้าง หลังจากที่สั่งซื้อมานานหลายเดือน และเลือกเพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำขนมที่กำลังสนใจอยู่ด้วย
หลังจากดูกันอย่างเอาการเอางาน 30 ตอน 30 ชั่วโมง ภายในระยะเวลาประมาณ 4 วัน ก็เป็นอีกครั้งที่เข้าใจผิดอย่างจังเบลอ เพราะซีรี่ย์เรื่องนี้ ไม่แค่เพียงมีเรื่องการทำขนมปังเพียงอย่างเดียว ยังผสานเรื่องราวสุดคลาสสิคของ แม่ผัว-ลูกสะใภ้, พี่น้องต่างพ่อแม่, เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด, ฟ้าลิขิตอาจารย์ศิษย์, รักสามเศร้า เขาฉันเธอ รวมถึงแง่มุมการบริหารธุรกิจครอบครัว จนถึงประวัติศาสตร์วิถีชีวิตคนเกาหลีในยุค 60-90 ด้วย เรียกได้ว่า เรื่องเดียว จัดครบ จนไม่ต้องแปลกใจไปว่า เมื่อเริ่มฉายตั้งแต่ มิถุนายน ถึง กันยายน ปีที่แล้ว (2553) ละครเรื่องนี้ครองอันดับเรตติ้งสูงสุดของเกาหลี (ตอนแรก 15.7% ไต่ระดับไปเรื่อยจน ตอนจบ 50.8%) และทาง KBS ต้นสังกัดก็ได้นำเผยแพร่ทั่วโลกในชื่อ Bread, Love and Dreams แล้วครับ
เนื้อเรื่อง (พยายามจะเขียนให้กระชับที่สุดแล้วนะ) เริ่มตั้งแต่ อินซุก (Jun In Hwa) สะใภ้ตระกูลกู ยังไม่สามารถมีลูกชายให้แม่สามี คุณนาย ฮอง (Jung Hye Sun) ปลื้มใจได้ จึงเป็นชู้กับเพื่อนสามี (และลูกน้อง) คือ ผจก. ฮัน (Jung Sung Mo) จนได้ลูกชาย มาจุน (Shin Dong Woo - ตอนเด็ก / Joo Won – ตอนโต) เป็นลูกชายคนเล็กเพื่อสืบทอดสมบัติของตระกูล
ในขณะเดียวกันสามี อิลจอง (Jun Kwang Ryul – หมอโฮจุน) ด้วยความสนับสนุนจากแม่สามี ก็มีอะไรกับพยาบาลในบ้าน คิม มิซุน (Jun Mi Sun) ซึ่งเมื่ออินซุกทราบเรื่องก็ไล่ออกไป หลังจากนั้นมิซุนเองก็คลอดลูกเป็นเด็กชายชื่อ คิม ทัคกู (Oh Jae Moo – ตอนเด็ก / Yoon Si Yoon – ตอนโต) แต่เมื่อ ผจก. ฮันที่ตามไปฆ่า เกิดความสงสารจึงปล่อยไป โดยกำชับว่าอย่าให้มาเจอตระกูลนี้อีก
ครับ แล้วก็เป็นไปตามขนบละครเกาหลี คิม ทัคกู โตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีจิตใจดี แต่โชคชะตา ฟ้าลิขิต (โดยผู้กำกับ) ทำให้เขาได้มีโอกาสมาเจอพ่อของเขาอีกครั้ง แต่ฟ้าก็ไม่เมตตา ส่งให้ ผจก. ฮัน มาคอยตามล่า ตามไล่ให้ไกลๆ ครอบครัวนี้ แต่สุดท้าย คิม มิซุนเห็นว่า ถ้าเอาแต่หนี ก็ต้องหนีไปตลอดชีวิต เธอจึงตัดสินใจส่ง ทัคกู เข้าถ้ำเสือเสียเลย โดยเปิดตัวให้สามีและแม่ผัวได้รับรู้ ซึ่งทั้งสองคนก็ดีใจมาก (ระหว่างนี้เข้ามาประมาณตอนที่ 3 หรือ 4 แล้ว เห็นแค่ฉากทำขนมปัง แค่ฉากเดียวเอง คนดูคงเริ่มงง แต่หนังเองก็สนุกจนด่าไม่ออก เอ้า ดูต่อไป)
ถ้าเป็นหนังไทย พล็อตก็น่าจะวนเวียนในครอบครัว ให้พระเอกโตขึ้นมา ประมาณนั้น แต่เนื่องจากเป็นละครเกาหลี ทัคกู จึงโดน ผจก. ฮัน หลอกให้ออกจากบ้านอีกครั้ง เพื่อตามหาแม่ ที่โดนใครไม่รู้จับตัวไป โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่กลับมาที่นี่อีก
เป็นเวลา 12 ปีที่เขาต้องออกตามหาแม่ โดยมีเบาะแสคือ ผู้ชายที่มีรอยสักรูปกังหันลม (ถึงตอนนี้ อารมณ์หนังเหมือนจะเปลี่ยนไปอีกเรื่อง) ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนที่ก้าวร้าว แข็งแกร่ง จนสุดท้าย ก็มาจบที่ร้านขนมปัง พัล บอง (น้ำเน่าไหลหลากอีกกับมุขที่ว่า เจ้าของร้านพัล บอง (Jang Hang Sun) คืออาจารย์ของพ่อเขาเอง)
เรื่องราวหลังจากนั้น ทัคกู ก็ได้เรียนรู้ชีวิต ได้เจอกับอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามา ทั้งในเรื่อง ความรัก, การเรียนรู้เรื่องขนมปัง, ครอบครัว และ ธุรกิจ ซึ่งก็มีสมหวัง ผิดหวัง ร้ายเจ็ดที ดีเจ็ดหน ปะปนกันไปครับ ขอเล่าเรื่องแค่นี้ละกัน อยากให้ไปดูกันเอง ว่าละครที่ทำเรตติ้งถึงครึ่งร้อย มันมีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่ที่สรุปได้หลักๆ คือ
อย่างแรก คือ การวางพล็อตหนัง ครับ ต้องให้เครดิต ผู้กำกับ (Lee Jung Sub – ผลงาน Hong Gildong จอมโจร โดนใจ) และ คนเขียนบท (Kang Eun Kyung) จัดส่วนผสมได้กลมกลืน ครบรส เหมือนหนังย่อยๆ หลายๆ เรื่องมารวมกัน ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เพราะมีโอกาสที่จะออกทะเลอยู่สูง (หนังเรื่องนี้ก็มีบ้าง แต่แบบเกือบๆ นะครับ) แล้วการทิ้งท้ายของแต่ละตอน ก็ดึงผู้ชมอยู่หมัดเช่นกัน
จากบทหนังก็มาถึงการเลือกนักแสดง หนังหลายๆ เรื่องที่มีตัวละครตอนเด็ก แล้วมาตอนโต มักจะตกม้าตายกันตรงนี้ ตรงที่หน้าไม่ค่อยจะสมพงศ์กันเท่าไร แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ความใกล้เคียงของตอนเด็ก หรือ ตอนโต ยังเชื่อมโยงไปถึงตัว พ่อ แม่ ลูก ให้คล้ายและใกล้เคียงกันด้วย รวมไปถึงการแสดงของตัวละครทุกคน ไม่น่าเชื่อว่า ตัวละครหลักบางคน เพิ่งเล่นเรื่องนี้เป็นครั้งแรก (เฉลยตอนท้ายบทความครับ)
ถัดมาจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ประกอบฉาก และ ฉากหลังต่างๆ เนื่องจากระยะเวลาในหนังประมาณ 30-40 ปี รายละเอียดเหล่านี้ ทีมงานพิถีพิถันมาก ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า แฟชั่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ การตกแต่งบ้าน อาคารสำนักงาน ซึ่งถ้าเราสังเกตไประหว่างที่ดูหนัง ก็สนุกดีครับ ไม่แปลกใจเลยที่ละครจะได้รับรางวัลส่งเสริมวัฒนธรรมดีเด่น จากประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อปลายปีที่แล้วด้วย
แต่สาระใหญ่ที่ละครได้สอดแทรก เข้ามา น่าจะเป็นเรื่องของการมองโลก มองปัญหาครับ เพราะถ้ามองทัคกูเป็นศูนย์กลางของเรื่อง เราจะได้ข้อคิดจากคนรอบๆ ข้างตัวเขา ในมุมมองต่างๆ ทั้งจากคนดีหรือเลว ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของแม่ เรื่องความอดทน หรือเมื่อเจอพ่อเขาครั้งแรกกับคำสอนเรื่องการยอมรับผิด แม้กระทั่งตัวร้าย ผจก. ฮัน เอง สิ่งที่เขาพูดกับทัคกุ เรื่องฐานันดร หรือ ชนชั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็คือความจริงในโลกนี้เช่นกัน หรือจะเป็นปรัชญาจากการทำขนมปัง ที่คุณต้องทำด้วยความรัก ด้วยความสุข ถ้าหากคนทำเองไม่มีความสุขแล้ว คนทานหรือลูกค้าจะมีความสุขได้อย่างไร หรือ ความซื่อสัตย์ ทั้งต่อตัวเอง และต่อลูกค้า คนรอบข้าง
ไม่ใช่แค่ทัคกูคนเดียวที่มีปัญหา แต่แทบจะทุกตัวละครที่มีปัญหาของตนเอง ซึ่งต่างคนก็คิดว่า “มันใหญ่มาก” ทั้งนั้น ซึ่งถ้าหากเขาได้รับทราบปัญหาของคนอื่นๆ แล้ว บางทีเรื่องหนักอกของเขามันแทบจะไร้ความหมายไปเลยทีเดียว เช่น ตอนที่ทัคกู ถาม มาจุน ว่า มาโกรธเกลียดเขาเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ความรู้ก็สูงกว่า รวยกว่า แต่เพียงเพราะ ทัคกู สามารถมีชีวิตที่ตามใจตัวเองได้ ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของเขาเอง ซึ่งมาจุนไม่ได้รับ เป็นต้น
หรือ ถ้าผู้ชมเป็นคนกลางคนที่มีครอบครัวแล้ว ยิ่งมีประสบการณ์ในครอบครัวใหญ่ๆ ก็น่าจะเข้าใจถึงวิธีการอบรมดูแลเด็กๆ เช่นกัน ไม่ผิดที่เราบอกว่า เด็กเริ่มต้นที่เป็นผ้าขาว แต่จะโตมาเป็นศิลปะที่สวยงาม หรือ เลอะเทอะเป็นผ้าขี้ริ้วก็ขึ้นกับการดูแล ปั้นแต่งจากพ่อแม่นี่แหละครับ มาจุนเป็นเด็กฉลาดที่โตมาด้วยความอิจฉา ริษยาของแม่ ทำให้กว่าที่เขาจะเข้าใจและมีความสุขในชีวิตก็เกือบจะสายไป
ไม่ใช่แค่ตัวละครหลักเท่านั้น ตัวละครอื่นๆ ก็ได้รับน้ำหนักที่ไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างบทของผู้บริหารหญิง ที่สมัยก่อนโน้นไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ก็ถูกกล่าวถึงอย่างจริงจังเช่นกันครับ ซึ่งถ้ามองในมุมธุรกิจแล้ว หนังก็พูดถึงการกอบกู้ธุรกิจในภาวะวิกฤต การคอร์รับชันในองค์กร เราจะป้องกันอย่างไร การเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ตลาด การวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึง การบริหารจัดการคู่ค้าด้วย โดยทัคกูได้แสดงให้เห็นว่า ถ้าเรามีความตั้งใจ และ จริงใจ ก็สามารถแก้ไข และฝ่าฟันวิกฤตต่างๆ ไปได้ครับ
เนื้อหาคราวนี้ ค่อนข้างจะยาวไปหน่อย ผมคงบรรยายได้ไม่หมด แต่รับรองว่า ถ้าได้ดูแล้ว ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
ฝากรูปโปรโมทละคร และ รูปนักแสดงหลังปิดกล้องมาให้ดูด้วยครับ (ขอบคุณ KBS / NEWSIS)
*********************************************
หมายเหตุ 1 / เฉลยว่าใครเล่นเรื่องนี้ครั้งแรก - Oh Jae Moo(ทัคกู ตอนเด็ก), Joo Won (มาจุน ตอนโต) ดูฝีมือแล้วไม่น่าเชื่อนะครับ
หมายเหตุ 2 / รางวัลที่ได้รับ
- 2010 KBS Drama Awards: Top Excellence Award - Actress (Jun In Hwa)
- 2010 KBS Drama Awards: Excellence Award, Mini Series - Actor (Yoon Shi Yoon)
- 2010 KBS Drama Awards: Excellence Award, Mini Series - Actress (Eugene)
- 2010 KBS Drama Awards: Writer Award (Kang Eun Kyung)
- 2010 KBS Drama Awards: Youth Actor Award (Oh Jae Moo)
- 2010 KBS Drama Awards: Best Couple Award (Yoon Shi Yoon and Lee Young Ah)





