February 27, 2011

เป็นเรื่อง > แค่เพียงกลับคืน ?? (Memory)


แด่ คนที่ "อยากจำ" กลับ "ลืม"


*******************************************

ดาวมักจะเห็นสามีภรรยาคู่นี้ทุำกครั้งที่เธอกลับมาที่บ้าน ทั้งสองย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมๆ กับบ้านของเธอ ในวัยราวๆ หกสิบ ชอบมาเดินเล่นรอบทะเลสาบในหมู่บ้านตอนเย็นๆ เป็นประจำ แปลกที่มีคนตั้งเยอะที่มาพักผ่อนพร้อมๆ กันในเวลานี้ แต่คู่รักคู่นี้ก็ดึงดูดความสนใจของนักเรียนแพทย์ปี 1 อย่างเธอได้ ด้วยอาการถ้อยทีถ้อยอาศัย คุยกันอย่างยิ้มแย้ม ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวของเธอเองยิ่งนัก

จริงๆ แล้วครอบครัวดาวเองก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร ถ้าเทียบกับข่้าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็แค่พ่อเธอเป็นคนที่ "บ้างาน" และแม่เองก็เป็นแม่บ้านที่ต้องการ "ความสนใจ" มากเป็นพิเศษเท่านั้น แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ที่ยอมรับได้ ก็ทำให้ดาวสบายกว่าเพื่อนๆ ที่ต้องทำงานพิเศษเพื่อเป็นค่าใช้่จ่ายในการเรียน แม้ว่าจะต้องทนเสียงบ่น เสียงทะเลาะของพ่อแม่ในบางครั้งก็ตาม

หลังจากที่ไม่ได้กลับมาเกือบสองเดือน เพราะต้องเต็มที่กับการสอบปลายภาค เย็นวันนี้ เธอมานั่งหย่อนอารมณ์กับแม่ของเธอ มองไปรอบๆ รู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันแปลกไป

"แม่ๆ นั่นใช่ป้้าพรใจที่อยู่ซอยถัดจากเราไปหรือเปล่านะ ทำไมดูซึมๆ ไป ตะก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย"

"อ้อ คู่คุณสมหวังกับคุณพรใจเหรอ เออ แม่ลืมเล่าไปน่ะ สองเดือนก่อน หลังจากเรากลับไปมหาลัย ป้าแกโดนรถชน โชคดีที่ไม่ตาย แต่โชคร้ายสมองกระเทือนจนความจำเสื่อมไปเลย"

*******************************************

หลายเดือนต่อมา ดาวปรากฏตัวที่บ้านก่อนกำหนดต่างจากเช่นเคย แม่แสดงความแปลกใจ

"เป็นไรลูก เพิ่งกลับหอไปเมื่อวานซืนเองไม่ใช่เหรอ มีอะไรหรือเปล่าลูก" ประโยคหลังซ้ำเมื่อเห็นลูกตาแดงๆ ยังเดินไม่ทันถึงตัว ดาวก็ปล่อยโฮถึงอุบัติเหตุความรักกับแฟนหนุ่มที่เรียนด้วยกัน

แม่ได้แต่ปลอบโยนให้สบายใจ แต่ก็อดแอบที่จะขำไม่ได้กับความรักปัปปี้เลิฟของลูกสาว

"อืม ไปเดินเล่นก่อนละกัน แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว จะไปเรียกนะ เอาน่ะ ไม่เป็นไร อาจจะเข้าใจผิดกันก็ได้ เดี๋ยวเย็นนี้กินข้าวแล้วค่อยคุย"

*******************************************

ทิวทัศน์ก็เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ดาวพยายามดูโน่นดูนี่ หวังว่าจะสบายใจขึ้น เห็นลุงสมหวังเดินประคองป้า
พรใจมาช้าๆ สีหน้าของป้ายังดูงงๆ หวาดๆ

"ขอลุงกับป้านั่งด้วยคนนะ ทางโน้นเด็กๆ เยอะ เสียงดังไปหน่อย"

"ตามสบายค่ะ คุณลุง เอ่อ หนูได้ข่าวว่าคุณป้าประสบอุบัติเหตุ แล้วตอนนี้อาการคุณป้าดีขึ้นหรือยังคุ่ะ"

เหมือนเป็นคำถามกระทบใจ แต่ดีที่เจ้าตัวเริ่มชินกับการเปลี่ยนแปลง ลุงสมหวังถอนหายใจ ป้านั่งมองทั้งสองคุยกันแต่สายตาไม่รับรู้ใดๆ

"อืม ก็ดีขึ้่นเยอะแล้วล่ะนะ แต่ส่วนของสมองนี่จะหนักหน่อย ยังจำอะไรไม่ได้นี่สิ ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด"

"แล้วลุงจะทำยังไงต่อเหรอค่ะ"

"ตอนนี้ลุงก็ออกจากงานมาดูแลป้าเขาเต็มที่ หมอบอกว่ายังมีสมองบางส่วนที่ใช้งานได้ ถ้าบำรุงรักษาดีๆ ก็มีสิทธิ์ที่ความทรงจำจะกลับมาได้บ้าง" หางเสียงของลุงเหมือนไม่มั่นใจในสิ่งที่แกพูดออกมาจริงๆ

"ก็ยังดีนะคะ" เธอไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้เลยจริงๆ

ลุงสมหวังยิ้มเหมือนขอบใจ

"ต่อให้ได้เงินชดเชยมาเท่าไร ก็ซื้อความทรงจำของเราสองคนกลับมาไม่ได้หรอก"


*******************************************

สองสามวันต่อมา ดาวมาเจอคู่สามีภรรยาโดยบังเอิญอีกครั้ง เวลาเดิม สถานที่เิดิม

"สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณป้า วันนี้อากาศดีนะคะ"

"ดีนะที่ตอนบ่ายฝนตก ลุงเลยพาป้าเขามานั่งอ่านไดอารี่ให้ฟังนะ"

"หา ไดอารี่??"

"หึ หึ อย่าขำลุงกับป้าละกัน สมัยก่อนตอนจีบกัน
เราสองคนก็เขียนไดอารีแลกกันอ่านด้วย โชคดีที่ยังเก็บไว้ ลุงเลยเอามาอ่านให้ป้าเขาฟัง เผื่อเขาจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง"

ดาวยิ้มให้กับความน่ารักของทั้่งสองคน แต่แวบหนึ่งที่หวนคิดถึงตัวเอง ความคิด คำถามบางอย่างวาบขึ้นมา เธอแยกตัวไปหาอะไรดื่มแต่ไม่วายซื้อน้ำมาฝากทั้งสองคนด้วย

"ขอโทษค่ะ เห็นคุณลุงอ่านหนังสือตั้งเยอะ กลัวจะหิวน้ำ หนูซื้อชาร้อนมาฝากค่ะ"

ชายชราหัวเราะ พร้อมแบ่งคุกกี้ที่เตรียมมาให้เธอทานเป็นการตอบแทน

"หนูขออนุญาตถามอะไรคุณลุงหน่อยได้ไหมคะ" ชายชรายิ้ม

"คือหลังจากวันนั้นที่เราคุยกัน หนูเลยไปค้นเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสมองกับความทรงจำ ก็อย่างที่คุณหมอแกว่าละ ว่าคุณป้ามีโอกาสที่จะหาย แต่คุณลุงก็ทราบใช่ไหมคะ ว่ามันมีเปอร์เซนต์น้อยมาก"

"แล้วถ้าสมมติว่าปาฏิหาริย์มันมีจริง ลุงจะยินดีกับความทรงจำในอดีตทุกเรื่องทีี่กลับคืนมาหรือเปล่าคะ"

"หนูกำลังพูดอะไรเนี่ย" สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนป้าทำหน้างงๆ กับสิ่งที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่ กำมือของคู่ชีวิตเธอเกร็งแน่นขึ้น

"ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องบางเรื่องที่เราอยากลืม หรือไม่อยากให้มันเกิดในอดีต มันก็จะกลับมา ให้เราเป็นทุกข์กับมันอีก หนูเองอายุก็ไม่เท่าไร ก็มีหลายเรื่องที่คิดว่า หากลืมไปแล้วก็ไม่อยากจะย้อนความจำได้อีกเลย"

"แต่อาการของคุณป้านั้น หนูคิดว่าถ้าดูแลดีๆ ก็คงไม่มากไปกว่านี้แล้ว ทำไมคุณลุงไม่ใช้เวลาที่เหลือสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคุณป้าละค่ะ เพราะตอนนี้คุณลุงก็คือคนที่คุณป้าไว้ใจที่สุดแล้ว"
"เอาละ หนูยังเด็กคงยังไม่เข้าใจเราสองคนหรอก ขอบใจสำหรับน้ำชานะ ที่รักเรากลับกันเถอะ"
ชายชราลุกขึ้นประคองภรรยา เก็บของ เดินกลับไปทางบ้านของตนเองโดยไม่พูดอะไร

*******************************************
หลังจากนั้น ดาวก็ไม่เห็นสามีภรรยาคู่นี้อีกเลย จนกระทั่งหลายเดือนผ่านไป เมื่อเธอกลับถึงบ้านตามปกติ เธอก็เห็นโปสการ์ดแปลกตา จ่าหน้าถึงเูธอวางอยู่บนโต๊ะ เธอทำหน้างงๆ พ่อกับแม่ได้แต่ยิ้ม

"ทำได้ดีนะเรา" ทั้งสองหัวเราะ

ข้อความสั้นๆ ในโปสการ์ดเล่าถึง การเดินทางท่องเที่ยว "อีกครั้ง" ของลุงสมหวังและป้าพรใจ หลังจากที่หมอยืนยันแล้่วว่าอาการอื่นๆ นั้นเป็นปกติแล้ว ลุงก็เลยนำเงินที่เหลือไปเที่ยวที่ต่างๆ ตามที่ทั้งสองได้เคยฝันไว้เมื่อวัยหนุ่มสาว รูปที่ถ่ายมานั้น ป้ายิ้มแย้มหอมแก้มลุง เหมือนภาพในอดีตที่เธอเคยเห็น

February 18, 2011

มองมุมเหม่ง > ก่อนบวช - สิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น

"บวช" หรือคือฝึกตน
เฝ้าหมั่นฝนจนใจใฝ่ธรรม
ปรับใช้ได้หรือไม่
*********************************

"พี่เหม่งจะบวช ???" คนที่ได้ยินเกินครึ่งที่ตกใจ ครึ่งของที่เหลือหัวเราะขำๆ ครึ่งหลังจากครึ่งของที่เหลือทำหน้างงงง เหมือนท่านผู้อ่านในตอนนี้ที่เวีียนหัวกับสำนวนการเขียนของผม

ครับ ไม่ต้องแปลกใจไป แก่ (เลยวัยที่จะเรียกว่าโตไปแล้ว) จนปูนนี้ เพิ่งมาคิดเรื่อง "บวช" ในวาระมงคลวันมาฆบูชาที่มาถึง บทความชุดนี้ (มีหลายตอน) ก็ขอว่ากันถึงเรื่องศาสนาในมุมมองของเหม่งนะครับ

สารภาพตามตรง สมัยเด็กๆ ผมไม่ค่อยศรัทธากับแก้วดวงที่ ๓ ในพระรัตนตรัยเท่าไร (พระสงฆ์ - นั่นแหละ ไม่รู้จะเขียนให้งงอีกทำไม) อาจจะเป็นเพราะโลกที่มองยังไม่กว้าง แถมยังไปเจอตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมเสียอีก แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์หลายๆ อย่างทำให้เริ่มกลับมาศึกษาเรื่องศาสนาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้าในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การปรับไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และตั้งใจไว้ว่าปีนี้ (๒๕๕๔) ต้องบวชให้ได้ เพราะประเมินแล้ว ปีนี้ชีวิตทางโลกก็ลงตัวกว่าปีที่ผ่า่นๆ มา ความพร้อมและสิ่งที่ไม่คาดฝัน ถ้ามีก็น่าจะรับมือไหว และกอปรกับสถิติชีิวิต (ดวง) ที่ผ่านมา ปีนี้ก็น่าจะเป็นรอบของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ซึ่งก็ขอให้มันเป็นเรื่องดีๆ จะดีกว่า

โชคดีที่พอเริ่มสนใจ ก็ได้คนรอบข้างเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำ แต่ก็โชคร้ายที่ว่า เมื่อเราศึกษาหาความรู้มากๆ ขึ้น ผมกลับพบว่า ผมยิ่งสับสนและมีคำถามมากเท่าหลายทวี เริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น

- พระต้องมุ่งเน้นการปลีกวิเวก เพื่อทำวิปัสสนากรรมฐาน หรือว่า ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาสังคมส่วนรวม
- การบวชแค่ครั้งเดียวในชีวิต เพียงพอแล้วหรือ ทำไมศาสนาอิสลามถึงต้องถือศีลอดทุกปี ศาสนาคริสต์ต้องเข้าโบสถ์ทุำกอาทิตย์
- เราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า จำเป็นต้องท่องจำคำบาลี สันสกฤต ทุกคำทุกสำนวนหรือไม่ แล้วคำเหล่านั้น มันแปลว่าอะไรกันบ้าง
- โลกเราเปลี่ยนไปทุกวัน คำสอน หรือวัตรปฏิบัติ และข้อห้ามต่างๆ ต้องปรับไปด้วยหรือไม่
- พิธีกรรมต่างๆ จำเป็นหรือไม่ แค่ไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม
ฯลฯ ไปยาลใหญ่ ไปกันใหญ่....

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมออกเดินทางไปยังวัดต่างๆ เพื่อค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง หาคำตอบที่ตัวเองต้องการ ว่าตูจะบวชไปเพื่ออะไร ความมั่นใจที่เคยคิดว่ารู้มาก เพราะอ่านมากนั้น ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะนอกจากเราไม่รู้ว่ามันใช่หรือไม่แล้ว หลักคิดบางอย่างในชีวิตทางโลกก็เอามาเป็นกรอบไม่ได้เช่นกัน

ผ่านไปหลายวัด ความชัดเจนเริ่มปรากฏ ผมไม่นิยมวัดที่เน้นวัตถุจนเกินไป วัดที่เน้นขายของ เอิกเิกริกกันครื้นเครง หรือวัดที่เคร่งเครียดเน้นกฏกติกามารยาทจนอึดอัด

สิ่งที่ผมมองหาคือ ผมต้องการที่จะฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ด้วยวิถีของพุทธ ศึกษาหลักธรรมที่มุ่งเน้นการปรับประยุกต์ใช้ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ผมคงไม่สามารถที่จะอุทิศตนเป็นพระนักพัฒนาเพื่อชุมชน หรือสังคมได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าแค่พัฒนาตนเอง เวลาแค่ ๑ เดือนที่มี ก็น่าจะพอไหว ซึ่งหลังจากนั้น เมื่อเราพัฒนาตนเองได้ดีในระดับหนึ่ง มันก็น่าจะเผื่อแผ่ไปยังคนรอบๆ ได้

ยังมีอีกหลายอย่างที่ตอนนี้ ผมต้องเปิดหู เปิดใจ รับฟัง ค่อยๆ คิด พึงพินิจกันต่อไป เพราะเราเองก็ยังเป็น "คนนอก - คนดิบ" ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก ที่เหมาะสม เหมือนอย่างที่น้องชายผม ผู้ได้ผ่านการบวชเรียนแล้ว ได้แนะนำผมในฐานะว่าที่รุ่นน้องว่า "ฟังทุกสิ่ง ดูทุกอย่าง อย่าเพิ่งโต้แย้ง เก็บข้อมูลให้มาก แล้วเมื่อเราได้ปฏิบัติแล้ว ถึงตอนนั้น เราอาจจะเข้าใจได้เอง"

นี่เป็นแค่อารัมบทเกริ่นนำเท่านั้น สิ่งที่จะผ่านเข้ามาและดำเนินต่อไป คงจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง มองกันหลายๆ ด้านอีกครั้ง

กำหนดการโดยประมาณ: อุปสมบท ต้นเดือน เมษายน ๒๕๕๔ วัดอุทยาน นนทบุรี

(ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก http://www.oknation.net/blog/konhinsmile ครับ)

February 17, 2011

เรียนจากหนัง > The Goods: Live Hard, Sell Hard (กลยุทธ์ผู้ชาย พันธุ์ขายแหลก - 2009)


ถ้าวันนั้นไม่ได้มีธุระไปที่โรงพยาบาล และไม่ได้แก้เซ็งด้วยการกดรีโมตไล่ช่องทีวีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นนิสัยย้ำคิดย้ำทำอย่างหนึ่งแล้ว ผมคงไม่ได้เจอะเจอกับหนังเรื่องนี้แน่นอน

ไม่ต้องพูดถึงความนิยม หรือดาราในหนังเรื่องนี้ คะแนนเพียง 5.8 จาก imdb.com และคำโปรยเชื้อเชิญด้านบนโปสเตอร์ที่อ่านแล้วถึงกับขำ ตัวผมเองก็คงจะมองข้ามไปเช่นกัน แต่ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับ การกอบกู้สถานการณ์ด้วยทักษะการบริหารทีมขาย และไอเดียทางด้านการตลาด ทำให้กิจกรรมกดรีโมตต้องหยุดไป 89 นาที (ความยาวหนัง)

เนื้อเรื่องแบบสั้นๆ กล่าวถึง ความตกต่ำของเต๊นท์ขายรถมือสองแห่งหนึ่ง ทำให้เจ้าของ Ben Selleck ตกลงว่าจ้าง Don "The Good" Ready และทีมงานเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายระหว่างช่วงเทศกาลวันชาติ โดยมีเวลาจำกัดเพียง 3 วัน (ศุกร์-อาทิตย์) และรถยนต์ที่มากกว่า 200 คันที่จอดรอพิสูจน์ฝีมือ

ในระหว่างการเดินเรื่อง พล็อตรองเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน การไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรื่องราวในอดีตของตัวละครหลักๆ และความรักที่น่าจะต้องห้าม ก็ถูกเสริมเข้ามาตามขนบ ซึ่งคอหนังแนวๆ นี้ก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ถ้าจะให้เน้นๆ ว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้างก็คงแยกได้ดังนี้

เกี่ยวกับการขาย การตลาด - เราจะเห็นได้ว่า การวางแผนเพื่อพิชิตยอดขายนั้น ต้องมีเหลี่ยมการขาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาสูง แล้วลดแบบเหลือเชื่อเพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจ, หรือการโน้มน้าว เล่าเรื่อง เชื้อเชิญ เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขาดไม่ได้, หรือเทคนิคด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหน้าร้าน การตั้งบูธดีเจเปิดเพลงเพื่อเร้าอารมณ์การซื้อ, พริตตี้ที่จ้างมาเชียร์ลูกค้าหนุ่มๆ, การปรับโปรโมชันแบบฉับพลันให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม หรือการทำพีอาร์แบบแหวกๆ ด้วยการเล่นกับความผูกพันของคนในเมืองนั้นๆ เหล่านี้เป็นไอเดียตัวอย่างที่นักขาย นักการตลาดควรจะเข้าใจ แม้ว่าบางทีอาจจะรู้สึกว่ามันเว่อร์ไปบ้างก็ตาม

พูดถึงเทคนิคการขาย การตลาดแล้ว จะไม่พูดถึงการบริหารทีมขายก็คงไม่ได้ - พระเอกแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่ตอนรับงาน การเตรียมตัวหาข้อมูล การรู้จักจุดเด่น หรือข้อจำกัดของตัวเองและทีมงาน แม้เมื่อมาเจอทีมขายเดิมของเจ้าของที่ต่างก็หดหู่กับความตกต่ำ และอนาคตที่ไม่เห็นแสงสว่าง ก็ต้องมีการปลุกใจทีมขาย ให้แข็งขัน การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ (หรือน่าสงสาร) ของพนักงานขาย หรือแม้การใช้ระฆังเป็นตัวแทนความสำเร็จในการขาย แม้กระทั่ง ในเรื่องส่วนตัว ที่อาจจะมีผลต่อผลงาน เหล่านี้ ผู้จัดการฝ่ายขายที่ดี ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นข้อผิดพลาดขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า - เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เต็มที่เราอาจจะได้แค่คาดเดาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ แต่ 3 วันของการขาย เราจะเห็นกรณีต่างๆ ที่ไม่คาดคิด ตั้งแต่ นักร้องที่จะเอามาเรียกแขกเกิดเบี้ยวเฉยๆ จนความไม่พอใจกลายเป็นจราจล ปัญหาการเทคโอเวอร์จากคู่แข่ง หรือปัญหาความน่าเชื่อถือจากลูกค้า หรือผู้ว่าจ้างก็ตาม ต่างต้องการสติที่มั่นคงในการตัดสินใจ (ในหนังแปลงตรงนี้ให้เป็นเรื่องอัศจรรย์ไปซะ)

อย่างที่บอก ถ้าข้ามเรื่องความดังของดาราแล้ว หนังเรื่องนี้สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่อยู่ในวงการการขาย การตลาดได้อย่างดี แม้ว่าอาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกประเด็นก็ตาม

ข้อสรุปสุดท้าย ที่ผมเองได้จากหนังเรื่องนี้คือ บางทีสิ่งที่เรามองหา มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการ ไม่นิยม หรืออาจจะอยู่ในเปลือกหีบห่อที่ไม่สวยงามก็เป็นได้ครับ

January 6, 2011

มองมุมเหม่ง > เธอไม่รักฉันแล้วหรือไร?? (Stop Loving You)

เคยรักเคยคักคึก
วัีนนี้แค่นึกไม่อยากเจอ
ความรักจางไปหรือ
***********************
ในบรรยากาศต้นหนาวที่ผ่านไปไม่นาน เรื่องราวเดิมๆ ของปมปัญหาความรักผ่านเข้ามาให้ได้ขบคิดอีกครั้ง

ญ - "ที่ผ่านมายุ่งๆ เหรอ ไม่ค่อยได้เจอกันเลย โทรไปก็คุยได้แปปเดียว"
ช - "อืม นิดนึง งั่มๆๆ " (เคี้ยวข้าวอยู่)
ญ - "ทีเมื่อก่อนก็ยุ่ง แล้วทำไมมาเจอได้ ทำไมโทรได้ตั้งนาน"
ช - "ก็มันยุ่งกว่าเดิมน่ะ งั่มๆๆ " (คราวนี้เคี้ยวหมูย่าง)
ญ - "รู้ไหม เราไม่ค่อยเจอกัน เค้าเสียใจแค่ไหน ตัวเองคงไม่รู้หรอกนะ ดูสิ เอาแต่กินๆๆๆ ไม่สนใจกันเลย ปล่อยให้เขาเสียใจฝ่ายเดียว...(บลา บลา เบลอ)"

ทีแรกที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ผมปล่อยผ่านให้มันเป็นเรื่องการตัดพ้อ รำพัน ถึงความรู้สึกทั้งสองฝ่าย ของชายชาวอังคาร กับ นางฟ้าดาวศุกร์ แต่คงเพราะอาหารไม่อร่อย หรือเบียร์ไม่ย่อย ทำให้กลับมาคิดกันจริงๆ จังๆ ว่า ใครกันแน่ที่เสียใจ

นั่นสินะ ดูเผินๆ เหมือนฝ่ายหญิงปิ่มว่าจะขาดใจ ฝ่ายชายเองก็นิ่งเบลอเสร่อแป๊ะไป

ถ้ามองอย่างคนเรียน MBA ถึงหลักการดีลธุรกิจกับหุ้นส่วน หรือ Partner ว่า มันควรจะเป็น Win-win solution บ่แม้น Win-lost หรือ Lost-lost

สถานการณ์แบบนี้ แม้ว่าคำให้การของฝ่ายหญิงจะเหมือนว่า เธอตกเป็นผู้เสียหาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เธอไม่ได้เจอฝ่ายชาย ในทางกลับกัน ฝ่ายชายก็ไม่ได้เจอเธอด้วยเช่นกัน

บนสมมติฐานว่าทั้ง 2 ยังรักกันอย่างนี้ การที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สมหวัง (ที่จะเจอกัน) จึงเป็น Lost-lost อย่างจริงแท้แน่นอน

ดังนั้นแล้ว ถ้าคู่รักทุกคู่เข้าใจในข้อเท็จจริงนี้ ก็ขอให้หันหน้าเข้าหากัน ทำความเข้าใจอีกฝ่าย ถึงความต้องการ ข้อจำกัดที่อีกฝ่ายมี หาทางออกที่เป็นไปได้ เพื่อที่จะได้เอวัง สมหวัง Win-win ด้วยประการฉะนี้

ไม่ใช่ว่าฟังแล้ว ไปโกรธฝ่ายชาย ร้องไห้กับฝ่ายหญิง เหมือนละครก่อนข่าวดึกที่นิยมกัน

มองมุมเหม่ง > คืนเปลี่ยนปี เราต่างเปลี่ยนไป (Happy New Year 2011)


.. ปีนี้เป็นอีกปีที่ผมรู้สึกว่าการฉลองปีใหม่ไม่คึกคักเหมือนเคย
คงเป็นเพราะเวลาที่เวียนผ่าน กับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับเด็กๆ ในบ้านที่ใจจดจ่อรองานนับถอยหลังในที่ต่างๆ
จะมีบ้างกับเพื่อนบางคนที่มีคนรู้ใจต่างวัยกัน..

ไม่อยากนึกเลยว่าเราแก่ไปอีกแล้วเหรอ เราเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำหรือเปล่า หรืออะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

เลยพาลนึกไปถึง The Bucket List (2007) ที่ลุงสองคน (มอร์แกน ฟรีแมน / แจ็ค นิโคลสัน) ในวาระสุดท้ายของชีวิต เลือกที่จะทำ "อะไรๆ" ที่อยากจะทำก่อนตาย

ครับก็กลายมาเป็นหนังแนว Road Trip ที่ดูสนุกๆ อีกเรื่องหนึ่ง พร้อมกับเตือนใจเราว่า "จะทำอะไรก็รีบๆ เน้อ รอวันรุ่ง วันพรุ่ง คงไม่ทัน"

นอกจากงานฉลองแล้ว ปีนี้ผมก็มีโอกาสได้ "คุย" กับตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ค่อยได้ทำเท่าไร (มัวแต่ไปคุยกับคนอื่นซะเยอะ)

ถามตัวเองว่า ปีที่ผ่านไป
- ภูมิใจกับอะไรที่ทำหรือตัดสินใจบ้าง
- เสียใจกับสิ่งที่ทำไป หรืออยากขอโทษใครบ้าง
- เสียดายกับเรื่องอะไรที่ไม่ได้ทำ เพราะลังเล เพราะอะไรต่อมิอะไรบ้าง
- แล้วอะไรที่จะไม่ทำอีก อะไรที่ต้องรีบทำ

ที่ทำแบบนี้ เพราะว่าบางทีไปขอความเห็น หรือ คอมเมนต์ จากใครๆ เขา บ้างก็เกรงใจไม่บอกเราตรงๆ บ้างก็กลัวว่าเราจะสวนกลับ ต่างๆ เหล่านี้ก็พลอยทำให้เรามองตัวเองบิดเบือนไปบ้าง

ตัวเรานี่แหละ มองย้อนกลับไป พึงพินิจด้วยใจเป็นกลาง จะด่าตัวเองก็ทำได้เต็มที่ แปลกดีที่ไม่โกรธเหมือนคนอื่นมาด่าเรา เพราะถ้าโกรธแล้วจะเขกกบาลตัวเองก็คงเจ็บ

คุยกับตัวเองเสร็จ ก็ไปสวดมนต์ไหว้พระปีใหม่กับแม่ แล้วก็เข้่านอนเหมือนวันปกติทั่วไป

สวัสดีปีใหม่ครับ


November 21, 2010

มองมุมเหม่ง > วันลอยกระทง

วันนี้วันลอยกระทง มีงานหลายอย่างที่ต้องกระทำ เริ่มจากทอดไข่นกกระทา กินแล้วก็อย่าลืมล้างกระทะ จากนั้นเปิดคอมนั่งตั้งกระทู้ แล้วดูหุ้นกระทิง ตอนเย็นก็นัดสาวกระทบไหล่ จนกระทั่งค่ำก็ไปเที่ยว แต่อย่าเปรี้ยวไปกระทุ้งกระแทกใคร ให้โดนกระทืบ น่วมเป็นกระท้อน แล้วต้องมานอนซมในกระท่อม เพราะเนื่องมาจากวันลอยกระทง

(ขอขอบคุณ พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน และวันลอยกระทงที่ผมไม่เคยให้ึความสำคัญ)

October 6, 2010

เป็นเรื่อง > สยองโหดดีเจสาว (Hey DJ, I Will Kill You)



เมย์ (สเตซี่ เฉิน) เป็นดีเจรายการวิทยุภาคดึก เธอมีรูปแบบการจัดรายการที่แตกต่างจากดีเจคนอื่นๆ โดยที่จะเน้นการพูดคุย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักจากผู้ฟังทางบ้าน ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมมาก

วันหนึ่ง มีสายจากผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาส่วนตัวที่แฟนหนุ่ม มีพฤติกรรมนอกใจ จะหนีไปมีผู้หญิงอื่น

(ทางเลือกที่ 1) เมย์ เลือกที่จะให้ใช้ไม้นวมเพื่อดึงให้แฟนหนุ่มอยู่ แทนที่จะใช้ความรุนแรง และจบลงด้วยการหย่าร้าง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอเองในอดีต

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้หญิงคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้หญิงคนนั้นคือ แมกกี้ (วิิิเวียน หว่อง) คนที่เธอให้คำแนะนำไปนั่นเอง แมกกี้โทษว่า เพราะคำแนะนำของเมย์ ทำให้แผนการกักขัง ไมเคิล (อเล็ก คิว) ให้อยู่กับเธอตลอดไปนั้นล้มเหลว ไมเคิลหนีไปได้ และกำลังจะแจ้งตำรวจให้มาจับเธอ เธอจึงคิดที่จะฆ่าเมย์เพราะเป็นต้นเหตุ

(ทางเลือกที่ 2) เมย์ เลือกที่จะให้ผู้ฟังใช้ความเด็ดขาดกับแฟนหนุ่ม เพื่อเป็นการกำหราบ เธอแนะนำวิธีการต่างๆ อย่างสนุนสนาน เพราะคิดว่าผู้ฟังไม่น่าจะจริงจังกับความคิดเห็นของเธอ

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้ชายคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้ชายคนนั้นคือ ไมเคิล (อเล็ก คิว) แฟนของคนที่เธอให้คำแนะนำไป, แมกกี้ (วิเวียน หว่อง) จริงจังกับวิธีการของเมย์ ทำให้เลือกที่จะทรมาน และตัดขาของไมเคิล เพื่อให้เขาอยู่กับเธอตลอดไป แต่ไมเคิลกลับฆ่าแมกกี้ และหนีออกมาได้ เขาคิดว่า เป็นเพราะเมย์ที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนี้ เขาจึงตามมาล้างแค้นเธอ

แล้วสุดท้าย ใครล่ะที่จะมาช่วยเมย์ให้รอด???

********************************************************
บทสรุป
- การให้คำปรึกษาในแนวทางจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และข้อมูลเบื้องหลังของผู้รับการรักษา การพูดคุยเพียง 2-3 นาที ทั้งยังไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่เพียงพอที่จะแนะนำแนวทางใดๆ ได้ อาจจะส่งผลเลวร้ายซึ่งเกินกว่าผู้ให้คำปรึกษาจะรับผิดชอบได้
- แต่สังคมไทย มักจะอายที่จะไปหาจิตแพทย์ จึงมักปรึกษากับเพื่อนฝูง หรือ ผู้ที่อาวุโสกว่า จึงอาจจะไม่ได้แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง

********************************************************
หมายเหตุ
1) พล็อตเรื่องเป็นแนวหนังทริลเลอร์ ฮ่องกง ซึ่งเคยได้รับความนิยมเมื่อประมาณยุคปี 90
2) แรงบันดาลใจจากรูปแบบการจัดรายการวิทยุ ที่มีการแข่งขันกันสูง สถานีต้องนำเสนอสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าเสียงเพลง และข่าวสาร
3) หนังเรื่องนี้ และรายชื่อนักแสดง ไม่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องไปเสิร์ช หรือหามาดู เป็นเพียงการสมมติของเจ้าของบล็อกเท่านั้นครับ

September 30, 2010

มองมุมเหม่ง > ทั้งหวาน ทั้งขม (ฺBitter Sweet)

ทำได้ตามหน้าที่
แค่พอดีแต่ไม่ดีพอ
อย่ารอที่จะต่าง
*****************************************************

ณ จุดแวะพัก บนเส้นทางมอเตอร์เวย์ มีร้านกาแฟมากมายหลายร้าน เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่ง จัดว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของกาแฟ "ตรานางเงือก" ถึงขนาดที่ว่ามีบัตรเติมเงินไว้จ่าย และทักทายพนักงานในร้านได้ เหมือนบ้านตัวเอง

ผมเองไม่ใช่คอกาแฟ และไม่เคยขัดใจให้เพื่อนประหยัด แวะไปกินกาแฟร้านอื่นที่ราคาถูกกว่า 2-3 เท่า แต่ก็รับรู้ได้ว่า ความแตกต่าง และ สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ ยังคงความนิยมได้ตลอดมาก็คือ การจัดการที่มีมาตรฐาน รสชาติที่แน่นอน บรรยากาศในร้าน และคุณภาพของพนักงาน

แต่วันนี้ไม่ได้จะมานั่งวิเคราะห์ความสำเร็จ ให้ทุกท่านได้อ่านกันหวานๆ ขมๆ เพราะมีมากมายหลายบทความ ได้พูดถึงกันอย่างเจาะลึกไปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่เห็นเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากเล่าให้ัฟังในแง่มุมของนักบริหารครับ

ขาออกไประยอง ผมสั่ง Iced Mocha เพื่อนสั่ง Cappuccino ขนาดกลาง 2 ถ้วย ก็ประมาณ 200 บาท ระหว่างที่รอจ่ายเงิน เพื่อนเหลือบไปเห็นโปรโมชันล่าสุด "ซื้อ 300 บาท รับฟรี พวงกุญแจ..." ดีกรีแฟนพันธุ์แท้อย่างนี้ จะพลาดได้ไง

"น้อง ตอนนี้บิลพี่เท่าไร" -- "200 ครับ"
เพื่อนหันมาทางผมทันที "เฮ้ย มึงไปดูดิ เอาอะไรมาอีก 100 นึงก็ได้"
"เออ พี่ครับ ขอโทษครับ" พนักงานเก็บเงิน ทำหน้าเซ็งๆ

"ตอนนี้ผมออกบิลไปแล้วครับพี่ กติกาบอกว่า พี่ต้องซื้อได้ 300 ในบิลเดียวกันครับ" -- "อ้าว ไม่ได้เหรอ ถ้าได้เนี่ย เพื่อนพี่เลือกแซนวิชเพิ่มเลยนะ"
"ไม่ไ้ด้ครับพี่"

หน้าเซ็งๆ ถูกส่งผ่านมาที่เพื่อนผมแทน "เออๆ คิดเงิน" พร้อมกับคาปูชิโน่รสแย่ที่สุดในวันนี้
*****************************************************

ขากลับก็แวะอีก น้องพนักงานเก็บเงิน เป็นสาวน้อยน่ารัก ยิ้มแย้ม (เกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงไหนเนี่ย) รอบนี้เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้ปั่น กับ กาแฟ (ไม่ต้องเดาว่าใครเป็นนางเอก ใครเป็นพระเอก)

"ราคาเท่าไรน้อง" -- "250 ค่ะ"

ผมหันไปกระซิบบอกเพื่อน "มึงลองถามเรื่องพวงกุญแจดิ"
"เออ เนี่ยพวงกุญแจเนี่ย อยากได้ทำไงอ่ะ" -- "อ้อ พี่ต้องซื้อครบ 300 ในบิลเดียวนะคะ"

"อ้าว แต่นี่จ่ายไปแล้วนี่ พี่ซื้อคุกกี้เพิ่มอีกจะพอไหม"
น้องหยุดคิดนิดนึง
"ค่ะ พี่คุกกี้อีกชิ้นนึง ราคา 60 รวมแล้ว 310 บาท ได้ค่ะ" ว่าแล้วก็กดเครื่องอีกครั้ง
*****************************************************

บนโซฟา คุกกี้ในปาก (ของผม) กำลังละลายไปกับน้ำเบอรี่ปั่น และใบหน้าสมหวังของเพื่อน
"ดีใจไหมท่าน ได้พวงกุญแจแล้ว" -- "เออว่ะ"
"มึงเห็นไหม ว่าเด็กสองคนนี้มันต่างกันยังไง" -- "ต่างดิ คนนึงน่ารักกว่าอีกคนนึง"

"เฮ้ย...ไม่ใช่ คนแรกมันทำหน้าที่ตามกฏเกณฑ์ที่บริษัทวางไว้ มันไม่ผิดหรอกนะ เพราะกฏมันว่าไว้อย่างนั้น แม้ว่าการตัดสินใจของน้องเอง ทำให้ร้านอดได้เงินเพิ่มอีก 100 บาทก็ตาม"

"แต่คนที่ 2 กลับคิดว่า ถ้าร้านนี้น้องมันเป็นเจ้าของเอง เงินที่ได้เพิ่มอีก 60 บาท กับรอยยิ้มของมึง มันคุ้มที่จะเสี่ยงให้โดนด่าว่ะ แต่เชื่อไม๊ ใครจะกล้าด่าวะ"

เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่แค่ที่ร้านกาแฟนี้เท่านั้น มันเป็นปกติของทุกบริษัท ขึ้นกับมุมมองของผู้บริหารว่าจะ "มอง" ลูกน้องแบบไหน ถ้าคิดว่า ลูกน้องมีแนวโน้มจะโกง ก็จะออกกฏในเชิงป้องกัน กลายเป็นว่า "จำกัด" ไปซะทุกอย่าง ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ทำดี อาจจะโดนทำร้ายได้ แต่ถ้า "ปล่อย" เกินไป ก็จะเป็นช่องโหว่ให้คนโกงได้

ดังนั้นแล้ว "ศิลปะ" ในการกระจายอำนาจให้สมดุลนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก เพราะในสภาพที่บริษัทกำลังจะเติบโต เราอาจจะต้องการคนที่กล้าตัดสินใจ คิดในมุมมองของเจ้าของ แต่ถ้าบริษัทมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น พนักงานมากมาย กฏระเบียบในระดับที่เหมาะสมก็อาจจะจำเป็น แม้ว่าต้องแลกมาด้วยอัตราการเติบโตที่น้อยกว่าในตอนเริ่มต้นก็ตาม

ก็หวังว่าทุกท่านคงจะ "มองเห็น" และได้กลิ่นหอมเพิ่มเติมหลังถ้วยกาแฟบ้างนะครับ

September 27, 2010

มองมุมเหม่ง > “ทนอยู่” หรือ “อยู่ทน” (Dead Or Alive)

อยู่ไปไม่พึงใจ

ไม่มีใครเอาปืนจ่อหัว

ที่กลัวเพราะไม่รู้

*******************

ได้รับรีเควสท์ (Request) จากคนคุ้นเคย มิตรรักแฟนเพลงให้ลองเสนอมุมมองเกี่ยวกับ “ทนอยู่” กับ “อยู่ทน” ให้หน่อยว่า นายเหม่งจะมองมันยังไงได้บ้าง


ครับ ก็สนุกดีที่จะได้ “โจทย์” จากคนอ่านมาช่วยจุดประกายความคิด ในภาวะยุ่งๆ หัวสมองตีบตันอย่างนี้


ถ้าฟังเผินๆ คนเรามักจะรู้สึกดีกับวลี “อยู่ทน” และมองภาพในแง่ลบนิดๆ กับคนที่ “ทนอยู่” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน หรือเรื่องใดๆ ภาพของคนที่ “อยู่ทน” นั้น เป็นภาพของคนที่อดทน มีความรัก ความพอใจในสภาพที่เป็นอยู่ ปรับตัวได้ในสภาวะต่างๆ


ต่างกับภาพของคนที่ “ทนอยู่” ที่มักจะเป็นเรื่องอึดอัดใจ จำยอมกับสิ่งที่เป็น ไม่มีหนทางไป เหม็นเปรี้ยวกับชีวิตไปวันๆ ส่งผลต่อคนรอบข้างในแง่ลบไปทั้งหมด ซึ่งเขาก็มีเหตุผลของเขา ซึ่งบางทีก็เข้าใจได้บ้าง ไม่ได้บ้างตามพื้นฐาน อัตภาพความคิดของคนฟัง เหล่านี้มักลงท้ายด้วยความเห็นใจ ปลอบใจ แกมงงงง พร้อมกับคำถามที่ว่า “แล้วจะทนไปทำไมว่ะ??”


ลองมาคิดให้ถี่ถ้วนแล้ว คนทั้งสองแบบนี้ ล้วนไม่ต่างกันกับสิ่งที่เขาเลือกนะครับ ทั้งสองคนต่างก็อยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป


แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ วิธี “มอง” ปัญหา และ “ทัศนคติ” ที่จะอยุ่กับมัน ครับ


คนที่ “อยู่ทน” นั้นจะมีวิธีมองปัญหา หรือ สภาพแวดล้อม อย่างสร้างสรร ยอมรับความเป็นจริงได้มากกว่า ยกตัวอย่างเพื่อนร่วมงานผมหลายๆ ท่านที่อยู่กับบริษัทมาจนได้โล่ได้ทองมาเต็มบ้านนั้น เขาเข้าใจสภาพของการแข่งขัน หัวโขนในการขึ้นลงของตำแหน่งต่างๆ รวมถึงการเข้ามาแลจากไปของหัวหน้าชาวต่างชาติ


แต่คนที่ “ทนอยู่” นั้น จะยึดติดกับสภาวการณ์ในตอนนั้นเกินไป ไม่ได้มองถึงผลกระทบ ประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดมาก่อน และแนวโน้มที่จะเป็นไปในอนาคต ทำให้อดทนไม่ได้ จนบางทีก็ด่วนตัดสินใจหุนหันกันอย่างน่าเสียดาย


ดังนั้น ถ้าเริ่มรู้ตัวว่า เรากำลังจะกลายเป็น “ทนอยู่ แมน” และยอมไม่ได้ขนาดนั้น ก็ต้องมานั่งวิเคราห์กันว่า ในปัญหา หรือ สถานการณ์เหล่านั้น มี “มุมบวก” อะไรบ้าง ถ้าเป็นเรื่องของบุคคล เราลอง “สวมหมวก” ใส่ความรู้สึกของเขาบ้าง ว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น แล้วเรา “ยึดติด” อะไรเกินไปหรือเปล่า การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นอย่างไร เราต่าง “พูด” ตามที่เราคิด หรือเรา “เห็น” คนอื่น ตามภาพที่เรา “คิด” หรือเปล่า


หรือถ้าเป็นเรื่องงาน บางทีต้องกลับไปมองวัตถุประสงค์ที่เราต้องการเดิมว่า ระหว่างทางที่เดินมา เราเขวออกนอกทางไปหรือไม่ ลืมไปหรือเปล่าว่าเราต้องการอะไร หรือว่าวิธีการทำงานที่ออกแบบไว้มันไม่เอื้อต่องานนี้หรือเปล่า ที่พบเห็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเพราะทำงานกันตาม “ความเคยชิน” ที่ทำต่อๆ กันมา โดยไม่รู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว


เชื่อได้ว่า ถ้าหากเราลองหยุดที่จะไตร่ตรองปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แล้ว พวกเราจะ “อยู่ทน” กันมากกว่านี้ครับ

September 13, 2010

มองมุมเหม่ง > ผู้ชายกับหมาที่ไม่ได้มาจากดาวอังคาร (Love Me Love My Dog)

ต่างรูปไม่ต่างใจ
อ่อนไหวร้องไห้เป็นเช่นกัน
ผูกพันอย่างสันติ
********************************

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เริ่มจากน้องชายได้นำลูกหมาหลังอานสีดำมาให้เป็นของขวัญ ซึ่งทำให้ผมคิดถึงเรื่อง "หมาๆ" ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะผมเองก็ได้มีโอกาสเลี้ยงหมาราวๆ 3-5 ตัว แต่บางตัวก็โชคดีที่ตายตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ต้องลำบากเป็นหมาอีกต่อไป แต่ก็มี 3 ตัวที่ยังอยู่ในความทรงจำ จนอยากจะเล่าสู่กันฟังบ้าง

เริ่มจากตัวแรก เป็นหมาที่แม่มันแอบมาคลอดในบ้าน พี่ๆ น้องๆ ของมันตายไป เหลือแต่หมาขนสีทองเพียงตัวเดียว มันเลยได้ชื่อแบบง่ายๆ ว่า "ทอง"

ทองเป็นหมาที่ฉลาดพอสมควร รักความอิสระ ในบางเวลาก็จะแอบๆ ออกไปเที่ยวเล่นบ้าง ทองก็จะเป็นหมาที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ ตามประสาหมาตัวเดียว ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน แถมคนเลี้ยงก็ชิลๆ
ไม่ได้เน้นในเรื่องการฝึกฝน วินัยของหมาก็ทำให้ไปกันใหญ่

แล้ววันหนึ่ง บ้านเราก็มีโอกาสได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ตัวที่ 2 เป็นหมาลายดำๆ ด่างๆ น้องผมให้ชื่อว่า "ลักกี้" ชื่อฝรั่งตามสมัยนิยม แต่ลักกี้ไม่โชคดีสมชื่อ วันหนึ่ง ลักกี้รีบวิ่งออกไปรับเจ้านายคือน้องชายของผม
ด้วยอารามดีใจ ทำให้โดนรถชนที่ขา บาดแผลได้ลุกลามจนขาเน่า หมอหมาให้เราเลือกว่า จะตัดขาเพื่อไม่ให้แผลลุกลาม หรือปล่อยให้มันตาย ทำให้ลักกี้กลายเป็นหมา 3 ขา ส่งผลให้มันขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม โดนหมาหลายตัวรังเกียจ รวมถึงเด็กๆ ที่จะคอยแกล้งมัน หลังจากนั้น ลักกี้กลายเป็นหมาที่เก็บตัว เจียมเนื้อเจียมตัวอยู่แต่ในบ้าน สิ่งที่พวกเราพอทำได้ คือเล่นกับมันบ้าง ดูแลมันใกล้ชิดมากขึ้น

แม้ว่าเจ้าทองจะรู้สึกว่า ความรักบางส่วนได้ไหลไปยังลักกี้ แต่ด้วยสภาพที่น่าสงสารอย่างนั้น บางครั้งเราก็เห็นว่าเจ้าทองจะปกป้องลักกี้จากการถูกรุม "หมาหมู่" จากหมาแถวบ้านเหมือนกัน

แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่สมาชิกในบ้านกำลังตักบาตรอยู่นั้น หมาอีกตัวที่เดินตามหลวงพ่อมาจากวัด ก็เดินเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างเนียนๆ หน้าตาเฉย

ด้วยตัวที่ดำล้วนๆ แต่จำแนกสายพันธุ์ไม่ได้ มันเลยได้ชื่อแบบขำๆ ว่า "เจ้าปื้ด" และความที่เป็นหมาเด็ก ปัญหาอย่างแรกที่ปื้ดต้องเผชิญคือ "โดนรังแก" ครับ แต่ไม่ใ้ช่จากหมาด้วยกัน แต่เป็น "หนู" ที่วิ่งอยู่ในท่อระบายน้ำข้างบ้าน ซึ่งบางทีก็แวะมาเดินหย่อนใจในบ้านเราให้สาวๆ หรือหนุ่มๆ ในบ้านได้กรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้พอครึกครื้น

ปื้ด โดนหนูรุมกัด ทำให้ต่อมาเมื่อมันโตขึ้น ปื้ดเริ่มภารกิจล้างแค้น ด้วยการไล่กัดหนูโดยไม่สนใจว่าจะเป็นรุ่นไหน หรือพ่อใหญ่มาอย่างไร ปื้ดกัดดะ จนสร้างความประทับใจให้กับคนในบ้าน โดนเฉพาะสาวใช้ของเราที่รังเกียจหนูเป็นยิ่งนัก

ความโดดเด่นของปื้ดไม่ได้พ้นสายตาของ เจ้าทอง เลย ครั้งหนึ่ง ผมเห็นได้ชัดเจนถึงความอิจฉาระหว่างหมาด้วยกัน ที่ เจ้าทอง ลงมือ "สั่งสอน" ปื้ด เมื่อมันจะกินข้าวในชามของเจ้าทองก่อนตัวเจ้าของเอง (ที่บ้านเลี้ยงหมาโดยแชร์ที่กินข้าวกัน นัยว่า เหมือนธรรมเนียมไทยๆ เรา)

ผมได้ตำหนิมันด้วยเสียงที่เจ้าทองไม่คิดว่านายมันจะโมโหได้ขนาดนี้ "เฮ้ย ทอง ทำไมไม่เสียสละให้น้องกินก่อน อย่าเห็นแก่ตัวสิ" เจ้าทองเดินกลับหลังหันทันที ไปนั่งงอนอย่างเงียบๆ และเมื่อผมเดินเข้าไปเพื่อเรียกให้มันมากินข้าว มันกลับประชดด้วยการเดินหนี และยอมที่จะอดข้าวมื้อนั้น ไม่ยอมเล่นกับผมเหมือนเคย

แต่ในขณะเดียวกัน ลักกี้กลับเป็นพี่ที่ดี คอยดูแลให้เจ้าปื้ดได้กินอาหารก่อน เล่นเป็นเพื่อนบ้าง นับได้ว่า เรามองหมาจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้จริงๆ

หลังจากนั้น เจ้าทอง เริ่มที่จะออกไปข้างนอก ไม่กลับบ้านบ่อยๆ เรียกว่าเป็น "หมาใจแตก" ก็ได้ จนบางครั้ง ต้องให้สาวใช้ในบ้าน หรือพ่อผมไปตามหา ซึ่งก็ไม่ใก้ลไม่ไกล แถวๆ ตลาดสดละแวกบ้าน และในที่สุด มันก็หายไปไม่กลับมาอีกเลย ถ้าใครได้อ่านบทความนี้และอยู่แถวๆ ตลาดบางกระบือ คุณอาจจะเห็นหมาขนสีทอง ที่ผ่ายผอม ปลอกคอสีแดงเก่าๆ ก็อาจจะเป็น "เจ้าทอง" ก็ได้

เมื่อทองไม่อยู่ ลักกี้ก็เิริ่มซึมๆ ยิ่งตอกย้ำว่า มันเป็นหมาที่มีจิดใจดี รักพี่รักน้องมาก ประกอบกับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ บอบช้ำภายใน ไม่นานนัก ลักกี้ก็ตายตามไปอย่างเงียบๆ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง

เจ้าปื้ดกลายเป็นหมาตัวเดียวในบ้าน เมื่อโตขึ้น ยิ่งเห็นชัดว่ามันน่าจะเป็นหมาลูกครึ่งแน่ๆ ด้วยขนที่มันปลาบ ร่างกายใหญ่โต แต่แปลกที่มันกลับไม่มีทีท่าสนใจหมาสาวๆ เลยซักนิดเดีียว ไม่เคยที่จะไปทะเลาะกับหมาข้างบ้านเพื่อแย่งสาวๆ จนเราก็แปลกใจว่า มันจะเป็นเกย์ไหมเนี่ย เสียดายที่หมอไม่รับตรวจ หรือมันไม่มีทีท่าสะดีดสะดิ้งให้เห็น ถ้าเป็นเกย์ มันคงเป็นเกย์คิงละนะ

กลับมาที่เจ้าหมาหลังอานตัวล่าสุดบ้าง เราเรียกมันว่า "จีจี้" ชื่อสาวๆ แต่เป็นหนุ่มทั้งแท่ง ถ้ามันรู้ความหมายคงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว จีจี้เพิ่งมาอยู่ได้ไม่นาน แต่เราก็สังเกตได้ว่า มันเป็นหมาที่รักสะอาดมาก ครั้่งหนึ่งเวลาประมาณ ตี 3 มันตื่นมาอึเพราะปวดท้อง มันเดินมาปลดทุกข์หน้าบ้าน แล้วก็เริ่มส่งเสียงเรียกให้เราตื่นไปเก็บผลงาน ทำความสะอาด เมื่อเห็นว่าเราทำได้เรียบร้อยแล้ว มันก็เดินนวยนาดกลับเข้าไปนิทรารมณ์ต่ออย่างสบายใจ

เช่นเดียวกับเรื่องการกิน ถ้าอาหารคิดว่าอาหารของมันไม่สะอาดและไม่น่ากินพอ มันก็จะเิริ่มเห่าเรียกคนในบ้านไปเปลี่ยนให้เช่่นกัน

คิดว่าต่อไป สมาชิกในบ้านก็คงต้องเรียนรู้ และมีเรื่องราวอื่นๆ ที่ "หมาๆ" ได้สอนให้ "คนๆ" อย่างเราได้เข้าใจเกี่ยวกับหมาได้มากขึ้นครับ