March 7, 2011

เป็นเรื่อง > เป็นห่วง (..Nervous...)


ด้วยความเคารพและนับถือ คอลัมน์ "นาฏกรรมเมืองหลวง" โดย "หลวงเมือง" (สำราญ ทรัพย์นิรันดร์) นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ อาวุโสเครือมติชน จึงขอทดลองเขียนเรื่องนี้ในแนวทางรูปแบบเดียวกัน เพื่อเป็นการบูชาครู และงานทดลองครับ



************************************************
คุณอาทรอยู่ในวัยที่เลยเกษียณมานานแล้ว อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างมานานจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ลูกหลานก็ต่างคนต่างอยู่ในห้องหับส่วนตัวที่แยกกันเป็นสัดส่วน นานๆ ถึงจะมารวมตัวกันตามวันสำคัญในเทศกาลต่างๆ

แม้จะเงียบเหงาต่างจากเมื่อก่อน แต่คุณอาทรเองก็ยอมรับได้ในความเปลี่ยนแปลง และความเป็นไปของโลกยุคนี้ ทั้งอินเตอร์เน็ต ทีวีสามมิติที่ตัวละครโดดออกมาได้ แต่ละครหลังข่าวก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งก็เ็ป็นสิ่งที่สำราญใจพอสมควร คุณอาทรไม่ได้มีหน้าที่หลักต้องรับผิดชอบอะไร นอกเสียจากเวลาเช้า ลูกหลานบางคน ก็มากราบลาไปเีรียนไปทำงาน ตัวแกเองก็ได้แต่อวยพรให้โชคดี แคล้วคลาดปลอดภัย จากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะไม่ได้ไปไหน แต่คุณอาทรก็รู้ดีว่าเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เสี่ยงเหมือนๆ กับตอนที่แกเป็นเด็กแล้วกระโดดขึ้นรถรางรอบเมือง
ที่เลิกกิจการไปเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง

คืนหนึ่งในต้นเดือนมีนาคม ฝนตกลงมาอย่างหนักกลางดึก แบบที่คนเก่าคนแก่เรียกว่าฟ้าั่รั่ว แม้จะเห็นเค้าลางมาตั้งแต่ตอนเย็น แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักเสียจนไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากฝนกระทบหลังคา แม้ว่าจะช่วยลดความอบอ้าวของต้นฤดูร้อนไปได้บ้างก็ตาม แต่คุณอาทรเองก็ยังอดกังวลไม่ได้ เนื่องด้วยประสบการณ์ตอนเด็กสมัยที่อยู่บ้านหลังเก่านั้น ได้มีขโมยปีนเข้าบ้านมาลักทรัพย์ถึงสองครั้ง แม้ว่าจะได้อะไรไปไม่มาก แต่การไม่มีทีวี กับ จักรเย็บผ้าก็สร้างความลำบากให้กับเด็กชายอาทรไม่ใช่น้อยเช่นกัน

ฝนตกอากาศเย็นๆ อย่างนี้ คนในบ้านก็พากันหลับอย่างสบาย ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัย แกเดินไปตามห้องหับต่างๆ ตรวจดูกลอนประตูว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ จนกระทั่งเดินมาทางด้านหลังบ้าน บริเวณที่ติดกับบ้านอีกหลัง คุณอาทรได้ยินคนใช้คุยกันว่า เจ้าของซึ่งเป็นชาวต่างชาติไม่อยู่หลายวัน มองเห็นเงาตะคุ่มๆ สองคนที่ไม่น่าใช่คนในบ้านโน้น เดินวนเวียนมาทางบ้านของแกเองหลายครั้ง

ยังไม่ทันจะคิดอะไรออก เงาดังกล่าวนั้นก็กระโดดโผงข้ามรั้วมาที่ลานหลังบ้าน คุณอาทรได้แต่นึกในใจว่า คิดไว้แล้วว่าตรงนี้มันต้องไม่ปลอดภัย น่าเสียดายที่ไม่ได้เสริมรั้วให้สูงกว่านี้อีกหน่อย แกหันไปมองซ้ายมองขวา คิดว่าจะหยิบจับอะไรดี เงาทั้งสองนั้้น ก็เริ่มไขกุญแจเข้ามาในบ้าน

วันรุ่งขึ้น ตำรวจมากดกริ่งที่บ้านแต่เช้า คุณอำนวยลูกชายคุณอาทรเป็นคนไปเปิดประตูด้วยตนเอง ตำรวจพาโจรสองคนเข้ามาด้วย เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เพราะว่าบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่โจรกลุ่มนี้เข้ามาเมื่อคืน แม้ว่าจะไม่ได้อะไรไป ก็ต้องมาทำรายละเอียดให้ครบตามหลักการสอบสวนที่ดี

พอเดินผ่านห้องรับแขก
ตรงหน้าหิ้งพระ โจรทั้งสองคนต่างหน้าถอดสีโดยมิได้นัดหมาย คุกเข่าก้มกราบขออโหสิกันเป็นพัลวัน พลอยให้ตำรวจที่เดินคุมตัวมา ต้องยกมือไหว้ที่แท่นบูชารูปถ่ายของคุณอาทรอย่างงงงง

March 3, 2011

มองมุมเหม่ง > ลูกค้าคือ... (Customer is....)


ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเจอปัญหากับบีบี (Bold 9000 - อายุปีกว่าๆ แต่สาวๆ แซวว่า "พิพิธภัณฑ์") ทั้งในเรื่องของสัญญาณขาดหาย ซึ่งไม่ว่ากัน เพราะมักจะเป็นกันทุกเจ้า เวลามีโปรโมชันแรงๆ ออกมาแล้ว ช่องสัญญาณไม่ได้เพิ่มตามกำลังโปรโมชัน ทำให้บางทีคุยๆ ไปถ้าสายไม่พัน ก็หายสายหลุดไปเฉยๆ

แต่ที่ยุ่งไปกว่านั้น กับการจัดการ Contact หรือรายชื่อเบอร์โทร มือถือยี่ห้ออื่นๆ จะมีเมนูง่ายๆ มาให้ใช้ แต่บีบีรุ่นนี้จะต้องเลือกทีละรายการ โอ้..พระเจ้า ครับ แค่ถ่ายเบอร์ลงเครื่องก็นั่งกดกันจนเหงื่อเยิ้มปุ่มกันไปข้างนึง หลังจากนั้นแล้ว เวลาคนที่อยู่ใน Contact โทรมา บางทีชื่อก็ไม่โชว์ โธ่!! ก็ใครจะไปจำได้ละครับ เบอร์สำคัญๆ พ่อตาแม่ยาย ลืมรับไปบ้าง ก็งอนงอดกันไป อันนี้ก็ขอบ่นในฐานะคนใช้บีบี ว่ามันไม่ User Friendly เลย แต่จะไปใช้ยี่ห้ออื่น มันก็ไม่เอื้อกับงานที่ต้องทำอยู่

อืม แต่ไหนๆ เราก็เป็น เซเรเหนด แล้ว (แบบโกล์ดด้วย) ลองโทรไปถามสาเหตุหน่อย กดเบอร์เฉพาะสำหรับเหล่าสาวก เซเรฯ ทันที (1148 เผื่อใครจำไม่ได้)

2 นาทีผ่านไป กับโฆษณาชวนโหลดริงโทนหลากหลาย สลับกับข้อความประมาณว่า "พนักงานยังไม่ว่างนะค๊าาา" ก็ฟังเพลงฟรีแบบหนวกหูกันอีกครั้ง

5 นาทีผ่านไป กับเนื้อหาเหมือนย่อหน้าข้างบน จะถามอะไรบ้างก็ลืมไปแล้ว เพราะคนข้างๆ ดันหันมาถามว่า "เออ ใช้มือถือโทรเบอร์นี้เนี่ย โทรฟรี เหรอ" เพราะเจ้าตัวเองเป็นสาวกใบพัดสีฟ้า ที่กำลังจะเปลี่ยนใจย้ายสังกัด

"ไม่รู้ดิ คิดว่าฟรีนะ เพราะเราเป็นเซเรเหนดนี่นา" แต่น้ำเสียงไม่หลั่ลล้าเหมือนเดิม

ไม่รอให้ถึง 8 นาที เซเรเหนดที่กำลังเซเรเหนื่อย ก็ได้รับเสียงใสๆ อ้อนนิดๆ ... มีอะไรให้ดูแลค๊าาา ซึ่งเกือบนึกไปว่ากำลังรอคิวโอนเงินให้แม่ ก็เลยถามคำถามแรกก่อน

"เออ เบอร์นี้ โทรฟรีหรือเปล่าครับ" คิดในใจ ฟรี! ฟรีแน่นอน! ตูคือ เซเรเหนด แบบโกล์ด นะเว้ย

"อ๋อ คะ ไม่ฟรีค่ะ คิดตามโปรโมชันของลูกค้าค่ะ" โอ้ว สลบตั้งแต่ประโยคแรก

"อ้าว เห็นเป็นเซเรเหนด ผมก็นึกว่าฟรีนะเนี่ย แหม รอตั้งนาน โหลดริงโทนไป 3 เพลงแล้วนะครับ" จะโม้ไปว่า 5 เพลงก็เกินไป ไอ้เรามันโปรฯ แบบถูกสุดๆ ด้วย

แต่สิ่งที่เธอตอบสวนกลับมาทันที ช่างชื่นฉ่ำเกินฝนต้นฤดู

"อืม ถ้าอย่างงั้น เราเพื่อเป็นการชดเชยการเสียเวลาของคุณนะคะ เราขอมอบ Recovery Program สำหรับลูกค้า โดยเป็นค่าโทรที่เพิ่มให้ ในรอบบิลถัดไปนะคะ...บลา บลา.." ประมาณนี้แหละครับ จำไม่ได้หมด เพราะตกใจกับการตั้งรับแบบนี้

หลังจากนั้น ก็คุยกันตามมารยาท ตามรูปแบบกันอีกเล็กน้อย แล้วผมก็วางสายอย่างงงงง ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น จะว่าหงุดหงิดที่รอนานก็ไม่ใช่ จะว่าดีใจที่ได้เวลาโทรเพิ่มก็ไม่ใช่ประเด็น โกรธก็โกรธไม่ลง แต่ก็สงสัยแค่ว่า สิทธิพิเศษนี้ แจกให้กับลูกค้าทุกคนหรือเปล่า หรือต้องเสียจริตโวยวายกันก่อน ถึงจะได้เพื่อเป็นการดับเพลิงโทสะจากทางลูกค้า

อีกมุมหนึ่งคือ มันเป็นการแก้ปัญหาหรือไม่ แท้จริงก็คือจำนวนพนักงานที่ไม่พอรองรับกับลูกค้า การชดเชยแบบนี้น่าจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ระยะยาวไม่น่าจะใช่

ข้อมูลเพิ่มเติมจากสาวกใบพัดฟ้าบอกว่า บางทีถ้าเรารอนาน แล้ววางสายลงไป ทางลูกค้าสัมพันธ์จะโทรกลับมาหาเราเอง ผมว่าวิธีนี้น่าชื่นใจกว่า

แต่ก็ต้องมองด้วยว่า มีจำนวนโทรไม่ใช่น้อยที่เป็นการโทรแบบไร้สาระ จีบสาว Call Center ไปตามเรื่อง หรือแม้กระทั่งโรคจิตก็ตาม การตั้งค่าบริการก็เป็นการกรองอย่างหนึ่ง

สุดท้ายนี้ ก็เป็นการแชร์ประสบการณ์กัน เพราะบางท่านอาจจะนำไปใช้เพื่อได้เวลาโทรเพิ่มก็ได้ หรืออ่านเอาเพลินก็ไหว แต่อย่างไรแล้วเราก็คงต้องวนเวียนกับผู้ให้บริการเหล่านี้กันต่อไป

February 28, 2011

มองมุมเหม่ง > โตมากับการ์ตูน (ตอนแรก) (Manga Manga!!)

ผู้ใหญ่ว่าไม่ใช่
การ์ตูนไร้สาระเกินไป
แล้วได้อ่านหรือยัง

*******************************************
มีคนเยอะแยะที่พูดถึง "การ์ตูนในดวงใจ" ครั้นผมจะจัดอันดับบ้าง จำนวนเรื่องที่อยู่ในดวงใจมันก็มากเกินพื้นที่หัวใจดวงน้อยๆ จึงขอพูดถึงการ์ตูนในแต่ละเรื่องที่ประทับใจ มีผลต่อความคิด ความอ่านให้ฟังกันบ้าง เผื่อจะเป็นแลกเปลี่ยนความเห็น ต่อยอดมุมมองยิ่งขึ้นไป

ต้องยอมรับว่าผู้ใหญ่สมัยนี้เปิดกว้างกับการ์ตูนมากกว่าเดิม ตอนนั้น การอ่านการ์ตูนถือเป็นความผิดประการหนึ่ง จำได้ว่าเคยถูกตีตอนซื้อการ์ตูนเรื่องโปรดกลับมาบ้าน แม้น้ำตาเล็ดเป็นเผาเต่าก็ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกว่า มันมอมเมาไม่มีประโยชน์ ซึ่งวันนี้ที่เราเป็นผู้ใหญ่แล้วก็พอจะเข้าใจได้ว่า ไม่สามารถเหมารวมการ์ตูนทุกเรื่องได้อย่างนั้น

เรื่อง Dr. Kumahige หรือแปลตามตัวว่า "คุณหมอเคราหมี" (แต่ภาษาไทยให้ชื่อว่า "คุณหมอยอดนักสู้" ดูตื่นเต้นและตลกกว่า เพราะตอนนั้นนึกว่าเป็นหมอแล้วต้องไปต่อยคนด้วย (ซึ่งภายหลังก็มีจริงๆ เรื่อง Dr. K ไงครับ)) ทั้งหมดมี 5 เล่ม เป็นผลงานร่วมของ Fumimura Sho (หรือ Buronson ผู้โ่ด่งดังจากเรื่อง "หมัดดาวเหนือ") งานภาพโดย Nagayasu Takumi (เจ้าของลายเส้นเรื่อง "ไอ กับ มาโกโต้" (ความรัก และความซื่อสัตย์ - โคตรเน่า แต่ชอบทั้งชื่อทั้งเรื่องนี้มาก) หรือใหม่หน่อยก็ Mother Sarah ที่เป็นจินตนการเกี่ยวกับแม่ที่ตามหาลูกๆ ในโลกหลังสงครามนิวเคลียร์)

ผมคิดถึงคุณหมอ Kokubu ก็เมื่อตอนที่ผมต้องกลับเข้าไปนอนดื่มน้ำเกลือทางแขนเล่นอีกครั้ง คุณหมอเป็นคนตัวใหญ่ หนวดเครารุงรัง ทั้งเหล้าบุหรี่มีครบ ทำงานอยู่ในคลีนิคเล็กๆ ย่านชินจูกุ

ซึ่งไม่รู้ว่าโลกยุค 3G ตอนนี้ เราจะหลงเหลือคนอย่างคุณหมออยู่กี่คน คนแบบที่บ้างาน คิดถึงแต่ชีวิตคนไข้ กล้าีที่จะยอมรับและเปลี่ยนความคิดเมื่อรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง กล้าที่จะแหกขนบต่างๆ เพื่อให้คนไข้ปลอดภัย หรือร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง เมื่อตัวเองไม่สามารถช่วยเหลือคนไข้ให้รอดชีวิตตามที่ตั้งใจ

เราจะค่อยๆ ประทับใจคุณหมอไปพร้อมๆ กับสังคม ผู้คนญี่ปุ่นในยุค 70-80 อย่างไม่รู้ตัว ทั้งชาวบ้านธรรมดา พ่อค้า ยากูซ่า และผู้หญิงกลางคืน ที่มีชีิวิตมาข้องเี่กี่ยวกัน ทุกๆ คนต่างมีจุดหมาย และเจตนาของตัวเอง ไม่มีใครที่ตั้งใจเลวมาตั้งแต่เกิด หรืออยากเป็นคนดีตัวเหลืองอร่ามตลอดเวลา ทุกคนมีเวลาที่มืด หรือยามสว่าง เหมือนกับงานภาพในการ์ตูนเรื่องนี้ที่เน้นแสงและเงากันอย่างจัดจ้าน เข้มข้น ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างชัดเจน

ยามเด็ก นอกเหนือจากความน่าหลงใหลของลายเส้น หรือความสนุกของเนื้อหา ผมไม่ได้คิดอย่างอื่นมากไปกว่านี้ แต่เมื่อหวนคิดถึงเรื่องของคุณหมอ "เคราหมี" นี้เมื่อไร ผมพบว่า ความรับผิดชอบ การกล้าตัดสินใจ และการเข้าใจยอมรับในตัวของคนอื่นๆ นั้น เป็นเรื่องที่สังคมเราวันนี้เริ่มจะขาดแคลนไปแล้วเช่นกัน

February 27, 2011

เป็นเรื่อง > แค่เพียงกลับคืน ?? (Memory)


แด่ คนที่ "อยากจำ" กลับ "ลืม"


*******************************************

ดาวมักจะเห็นสามีภรรยาคู่นี้ทุำกครั้งที่เธอกลับมาที่บ้าน ทั้งสองย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมๆ กับบ้านของเธอ ในวัยราวๆ หกสิบ ชอบมาเดินเล่นรอบทะเลสาบในหมู่บ้านตอนเย็นๆ เป็นประจำ แปลกที่มีคนตั้งเยอะที่มาพักผ่อนพร้อมๆ กันในเวลานี้ แต่คู่รักคู่นี้ก็ดึงดูดความสนใจของนักเรียนแพทย์ปี 1 อย่างเธอได้ ด้วยอาการถ้อยทีถ้อยอาศัย คุยกันอย่างยิ้มแย้ม ซึ่งแตกต่างจากครอบครัวของเธอเองยิ่งนัก

จริงๆ แล้วครอบครัวดาวเองก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไร ถ้าเทียบกับข่้าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ก็แค่พ่อเธอเป็นคนที่ "บ้างาน" และแม่เองก็เป็นแม่บ้านที่ต้องการ "ความสนใจ" มากเป็นพิเศษเท่านั้น แต่อย่างน้อยผลลัพธ์ที่ยอมรับได้ ก็ทำให้ดาวสบายกว่าเพื่อนๆ ที่ต้องทำงานพิเศษเพื่อเป็นค่าใช้่จ่ายในการเรียน แม้ว่าจะต้องทนเสียงบ่น เสียงทะเลาะของพ่อแม่ในบางครั้งก็ตาม

หลังจากที่ไม่ได้กลับมาเกือบสองเดือน เพราะต้องเต็มที่กับการสอบปลายภาค เย็นวันนี้ เธอมานั่งหย่อนอารมณ์กับแม่ของเธอ มองไปรอบๆ รู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันแปลกไป

"แม่ๆ นั่นใช่ป้้าพรใจที่อยู่ซอยถัดจากเราไปหรือเปล่านะ ทำไมดูซึมๆ ไป ตะก่อนไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย"

"อ้อ คู่คุณสมหวังกับคุณพรใจเหรอ เออ แม่ลืมเล่าไปน่ะ สองเดือนก่อน หลังจากเรากลับไปมหาลัย ป้าแกโดนรถชน โชคดีที่ไม่ตาย แต่โชคร้ายสมองกระเทือนจนความจำเสื่อมไปเลย"

*******************************************

หลายเดือนต่อมา ดาวปรากฏตัวที่บ้านก่อนกำหนดต่างจากเช่นเคย แม่แสดงความแปลกใจ

"เป็นไรลูก เพิ่งกลับหอไปเมื่อวานซืนเองไม่ใช่เหรอ มีอะไรหรือเปล่าลูก" ประโยคหลังซ้ำเมื่อเห็นลูกตาแดงๆ ยังเดินไม่ทันถึงตัว ดาวก็ปล่อยโฮถึงอุบัติเหตุความรักกับแฟนหนุ่มที่เรียนด้วยกัน

แม่ได้แต่ปลอบโยนให้สบายใจ แต่ก็อดแอบที่จะขำไม่ได้กับความรักปัปปี้เลิฟของลูกสาว

"อืม ไปเดินเล่นก่อนละกัน แม่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว จะไปเรียกนะ เอาน่ะ ไม่เป็นไร อาจจะเข้าใจผิดกันก็ได้ เดี๋ยวเย็นนี้กินข้าวแล้วค่อยคุย"

*******************************************

ทิวทัศน์ก็เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม ดาวพยายามดูโน่นดูนี่ หวังว่าจะสบายใจขึ้น เห็นลุงสมหวังเดินประคองป้า
พรใจมาช้าๆ สีหน้าของป้ายังดูงงๆ หวาดๆ

"ขอลุงกับป้านั่งด้วยคนนะ ทางโน้นเด็กๆ เยอะ เสียงดังไปหน่อย"

"ตามสบายค่ะ คุณลุง เอ่อ หนูได้ข่าวว่าคุณป้าประสบอุบัติเหตุ แล้วตอนนี้อาการคุณป้าดีขึ้นหรือยังคุ่ะ"

เหมือนเป็นคำถามกระทบใจ แต่ดีที่เจ้าตัวเริ่มชินกับการเปลี่ยนแปลง ลุงสมหวังถอนหายใจ ป้านั่งมองทั้งสองคุยกันแต่สายตาไม่รับรู้ใดๆ

"อืม ก็ดีขึ้่นเยอะแล้วล่ะนะ แต่ส่วนของสมองนี่จะหนักหน่อย ยังจำอะไรไม่ได้นี่สิ ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิด"

"แล้วลุงจะทำยังไงต่อเหรอค่ะ"

"ตอนนี้ลุงก็ออกจากงานมาดูแลป้าเขาเต็มที่ หมอบอกว่ายังมีสมองบางส่วนที่ใช้งานได้ ถ้าบำรุงรักษาดีๆ ก็มีสิทธิ์ที่ความทรงจำจะกลับมาได้บ้าง" หางเสียงของลุงเหมือนไม่มั่นใจในสิ่งที่แกพูดออกมาจริงๆ

"ก็ยังดีนะคะ" เธอไม่รู้จะพูดอะไรให้ดีกว่านี้เลยจริงๆ

ลุงสมหวังยิ้มเหมือนขอบใจ

"ต่อให้ได้เงินชดเชยมาเท่าไร ก็ซื้อความทรงจำของเราสองคนกลับมาไม่ได้หรอก"


*******************************************

สองสามวันต่อมา ดาวมาเจอคู่สามีภรรยาโดยบังเอิญอีกครั้ง เวลาเดิม สถานที่เิดิม

"สวัสดีค่ะ คุณลุง คุณป้า วันนี้อากาศดีนะคะ"

"ดีนะที่ตอนบ่ายฝนตก ลุงเลยพาป้าเขามานั่งอ่านไดอารี่ให้ฟังนะ"

"หา ไดอารี่??"

"หึ หึ อย่าขำลุงกับป้าละกัน สมัยก่อนตอนจีบกัน
เราสองคนก็เขียนไดอารีแลกกันอ่านด้วย โชคดีที่ยังเก็บไว้ ลุงเลยเอามาอ่านให้ป้าเขาฟัง เผื่อเขาจะจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง"

ดาวยิ้มให้กับความน่ารักของทั้่งสองคน แต่แวบหนึ่งที่หวนคิดถึงตัวเอง ความคิด คำถามบางอย่างวาบขึ้นมา เธอแยกตัวไปหาอะไรดื่มแต่ไม่วายซื้อน้ำมาฝากทั้งสองคนด้วย

"ขอโทษค่ะ เห็นคุณลุงอ่านหนังสือตั้งเยอะ กลัวจะหิวน้ำ หนูซื้อชาร้อนมาฝากค่ะ"

ชายชราหัวเราะ พร้อมแบ่งคุกกี้ที่เตรียมมาให้เธอทานเป็นการตอบแทน

"หนูขออนุญาตถามอะไรคุณลุงหน่อยได้ไหมคะ" ชายชรายิ้ม

"คือหลังจากวันนั้นที่เราคุยกัน หนูเลยไปค้นเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสมองกับความทรงจำ ก็อย่างที่คุณหมอแกว่าละ ว่าคุณป้ามีโอกาสที่จะหาย แต่คุณลุงก็ทราบใช่ไหมคะ ว่ามันมีเปอร์เซนต์น้อยมาก"

"แล้วถ้าสมมติว่าปาฏิหาริย์มันมีจริง ลุงจะยินดีกับความทรงจำในอดีตทุกเรื่องทีี่กลับคืนมาหรือเปล่าคะ"

"หนูกำลังพูดอะไรเนี่ย" สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนป้าทำหน้างงๆ กับสิ่งที่ทั้งสองคนคุยกันอยู่ กำมือของคู่ชีวิตเธอเกร็งแน่นขึ้น

"ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องบางเรื่องที่เราอยากลืม หรือไม่อยากให้มันเกิดในอดีต มันก็จะกลับมา ให้เราเป็นทุกข์กับมันอีก หนูเองอายุก็ไม่เท่าไร ก็มีหลายเรื่องที่คิดว่า หากลืมไปแล้วก็ไม่อยากจะย้อนความจำได้อีกเลย"

"แต่อาการของคุณป้านั้น หนูคิดว่าถ้าดูแลดีๆ ก็คงไม่มากไปกว่านี้แล้ว ทำไมคุณลุงไม่ใช้เวลาที่เหลือสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับคุณป้าละค่ะ เพราะตอนนี้คุณลุงก็คือคนที่คุณป้าไว้ใจที่สุดแล้ว"
"เอาละ หนูยังเด็กคงยังไม่เข้าใจเราสองคนหรอก ขอบใจสำหรับน้ำชานะ ที่รักเรากลับกันเถอะ"
ชายชราลุกขึ้นประคองภรรยา เก็บของ เดินกลับไปทางบ้านของตนเองโดยไม่พูดอะไร

*******************************************
หลังจากนั้น ดาวก็ไม่เห็นสามีภรรยาคู่นี้อีกเลย จนกระทั่งหลายเดือนผ่านไป เมื่อเธอกลับถึงบ้านตามปกติ เธอก็เห็นโปสการ์ดแปลกตา จ่าหน้าถึงเูธอวางอยู่บนโต๊ะ เธอทำหน้างงๆ พ่อกับแม่ได้แต่ยิ้ม

"ทำได้ดีนะเรา" ทั้งสองหัวเราะ

ข้อความสั้นๆ ในโปสการ์ดเล่าถึง การเดินทางท่องเที่ยว "อีกครั้ง" ของลุงสมหวังและป้าพรใจ หลังจากที่หมอยืนยันแล้่วว่าอาการอื่นๆ นั้นเป็นปกติแล้ว ลุงก็เลยนำเงินที่เหลือไปเที่ยวที่ต่างๆ ตามที่ทั้งสองได้เคยฝันไว้เมื่อวัยหนุ่มสาว รูปที่ถ่ายมานั้น ป้ายิ้มแย้มหอมแก้มลุง เหมือนภาพในอดีตที่เธอเคยเห็น

February 18, 2011

มองมุมเหม่ง > ก่อนบวช - สิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น

"บวช" หรือคือฝึกตน
เฝ้าหมั่นฝนจนใจใฝ่ธรรม
ปรับใช้ได้หรือไม่
*********************************

"พี่เหม่งจะบวช ???" คนที่ได้ยินเกินครึ่งที่ตกใจ ครึ่งของที่เหลือหัวเราะขำๆ ครึ่งหลังจากครึ่งของที่เหลือทำหน้างงงง เหมือนท่านผู้อ่านในตอนนี้ที่เวีียนหัวกับสำนวนการเขียนของผม

ครับ ไม่ต้องแปลกใจไป แก่ (เลยวัยที่จะเรียกว่าโตไปแล้ว) จนปูนนี้ เพิ่งมาคิดเรื่อง "บวช" ในวาระมงคลวันมาฆบูชาที่มาถึง บทความชุดนี้ (มีหลายตอน) ก็ขอว่ากันถึงเรื่องศาสนาในมุมมองของเหม่งนะครับ

สารภาพตามตรง สมัยเด็กๆ ผมไม่ค่อยศรัทธากับแก้วดวงที่ ๓ ในพระรัตนตรัยเท่าไร (พระสงฆ์ - นั่นแหละ ไม่รู้จะเขียนให้งงอีกทำไม) อาจจะเป็นเพราะโลกที่มองยังไม่กว้าง แถมยังไปเจอตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมเสียอีก แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์หลายๆ อย่างทำให้เริ่มกลับมาศึกษาเรื่องศาสนาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้าในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การปรับไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และตั้งใจไว้ว่าปีนี้ (๒๕๕๔) ต้องบวชให้ได้ เพราะประเมินแล้ว ปีนี้ชีวิตทางโลกก็ลงตัวกว่าปีที่ผ่า่นๆ มา ความพร้อมและสิ่งที่ไม่คาดฝัน ถ้ามีก็น่าจะรับมือไหว และกอปรกับสถิติชีิวิต (ดวง) ที่ผ่านมา ปีนี้ก็น่าจะเป็นรอบของการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ซึ่งก็ขอให้มันเป็นเรื่องดีๆ จะดีกว่า

โชคดีที่พอเริ่มสนใจ ก็ได้คนรอบข้างเป็นกำลังใจและให้คำแนะนำ แต่ก็โชคร้ายที่ว่า เมื่อเราศึกษาหาความรู้มากๆ ขึ้น ผมกลับพบว่า ผมยิ่งสับสนและมีคำถามมากเท่าหลายทวี เริ่มจากคำถามง่ายๆ เช่น

- พระต้องมุ่งเน้นการปลีกวิเวก เพื่อทำวิปัสสนากรรมฐาน หรือว่า ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาสังคมส่วนรวม
- การบวชแค่ครั้งเดียวในชีวิต เพียงพอแล้วหรือ ทำไมศาสนาอิสลามถึงต้องถือศีลอดทุกปี ศาสนาคริสต์ต้องเข้าโบสถ์ทุำกอาทิตย์
- เราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า จำเป็นต้องท่องจำคำบาลี สันสกฤต ทุกคำทุกสำนวนหรือไม่ แล้วคำเหล่านั้น มันแปลว่าอะไรกันบ้าง
- โลกเราเปลี่ยนไปทุกวัน คำสอน หรือวัตรปฏิบัติ และข้อห้ามต่างๆ ต้องปรับไปด้วยหรือไม่
- พิธีกรรมต่างๆ จำเป็นหรือไม่ แค่ไหนถึงเรียกว่าเหมาะสม
ฯลฯ ไปยาลใหญ่ ไปกันใหญ่....

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมออกเดินทางไปยังวัดต่างๆ เพื่อค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง หาคำตอบที่ตัวเองต้องการ ว่าตูจะบวชไปเพื่ออะไร ความมั่นใจที่เคยคิดว่ารู้มาก เพราะอ่านมากนั้น ก็เริ่มสั่นคลอน เพราะนอกจากเราไม่รู้ว่ามันใช่หรือไม่แล้ว หลักคิดบางอย่างในชีวิตทางโลกก็เอามาเป็นกรอบไม่ได้เช่นกัน

ผ่านไปหลายวัด ความชัดเจนเริ่มปรากฏ ผมไม่นิยมวัดที่เน้นวัตถุจนเกินไป วัดที่เน้นขายของ เอิกเิกริกกันครื้นเครง หรือวัดที่เคร่งเครียดเน้นกฏกติกามารยาทจนอึดอัด

สิ่งที่ผมมองหาคือ ผมต้องการที่จะฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ด้วยวิถีของพุทธ ศึกษาหลักธรรมที่มุ่งเน้นการปรับประยุกต์ใช้ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ผมคงไม่สามารถที่จะอุทิศตนเป็นพระนักพัฒนาเพื่อชุมชน หรือสังคมได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าแค่พัฒนาตนเอง เวลาแค่ ๑ เดือนที่มี ก็น่าจะพอไหว ซึ่งหลังจากนั้น เมื่อเราพัฒนาตนเองได้ดีในระดับหนึ่ง มันก็น่าจะเผื่อแผ่ไปยังคนรอบๆ ได้

ยังมีอีกหลายอย่างที่ตอนนี้ ผมต้องเปิดหู เปิดใจ รับฟัง ค่อยๆ คิด พึงพินิจกันต่อไป เพราะเราเองก็ยังเป็น "คนนอก - คนดิบ" ยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก ที่เหมาะสม เหมือนอย่างที่น้องชายผม ผู้ได้ผ่านการบวชเรียนแล้ว ได้แนะนำผมในฐานะว่าที่รุ่นน้องว่า "ฟังทุกสิ่ง ดูทุกอย่าง อย่าเพิ่งโต้แย้ง เก็บข้อมูลให้มาก แล้วเมื่อเราได้ปฏิบัติแล้ว ถึงตอนนั้น เราอาจจะเข้าใจได้เอง"

นี่เป็นแค่อารัมบทเกริ่นนำเท่านั้น สิ่งที่จะผ่านเข้ามาและดำเนินต่อไป คงจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง มองกันหลายๆ ด้านอีกครั้ง

กำหนดการโดยประมาณ: อุปสมบท ต้นเดือน เมษายน ๒๕๕๔ วัดอุทยาน นนทบุรี

(ขอบคุณรูปภาพสวยๆ จาก http://www.oknation.net/blog/konhinsmile ครับ)

February 17, 2011

เรียนจากหนัง > The Goods: Live Hard, Sell Hard (กลยุทธ์ผู้ชาย พันธุ์ขายแหลก - 2009)


ถ้าวันนั้นไม่ได้มีธุระไปที่โรงพยาบาล และไม่ได้แก้เซ็งด้วยการกดรีโมตไล่ช่องทีวีไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นนิสัยย้ำคิดย้ำทำอย่างหนึ่งแล้ว ผมคงไม่ได้เจอะเจอกับหนังเรื่องนี้แน่นอน

ไม่ต้องพูดถึงความนิยม หรือดาราในหนังเรื่องนี้ คะแนนเพียง 5.8 จาก imdb.com และคำโปรยเชื้อเชิญด้านบนโปสเตอร์ที่อ่านแล้วถึงกับขำ ตัวผมเองก็คงจะมองข้ามไปเช่นกัน แต่ด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับ การกอบกู้สถานการณ์ด้วยทักษะการบริหารทีมขาย และไอเดียทางด้านการตลาด ทำให้กิจกรรมกดรีโมตต้องหยุดไป 89 นาที (ความยาวหนัง)

เนื้อเรื่องแบบสั้นๆ กล่าวถึง ความตกต่ำของเต๊นท์ขายรถมือสองแห่งหนึ่ง ทำให้เจ้าของ Ben Selleck ตกลงว่าจ้าง Don "The Good" Ready และทีมงานเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายระหว่างช่วงเทศกาลวันชาติ โดยมีเวลาจำกัดเพียง 3 วัน (ศุกร์-อาทิตย์) และรถยนต์ที่มากกว่า 200 คันที่จอดรอพิสูจน์ฝีมือ

ในระหว่างการเดินเรื่อง พล็อตรองเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน การไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรื่องราวในอดีตของตัวละครหลักๆ และความรักที่น่าจะต้องห้าม ก็ถูกเสริมเข้ามาตามขนบ ซึ่งคอหนังแนวๆ นี้ก็คงคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ถ้าจะให้เน้นๆ ว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นอะไรน่าสนใจบ้างก็คงแยกได้ดังนี้

เกี่ยวกับการขาย การตลาด - เราจะเห็นได้ว่า การวางแผนเพื่อพิชิตยอดขายนั้น ต้องมีเหลี่ยมการขาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาสูง แล้วลดแบบเหลือเชื่อเพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจ, หรือการโน้มน้าว เล่าเรื่อง เชื้อเชิญ เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขาดไม่ได้, หรือเทคนิคด้านการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหน้าร้าน การตั้งบูธดีเจเปิดเพลงเพื่อเร้าอารมณ์การซื้อ, พริตตี้ที่จ้างมาเชียร์ลูกค้าหนุ่มๆ, การปรับโปรโมชันแบบฉับพลันให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม หรือการทำพีอาร์แบบแหวกๆ ด้วยการเล่นกับความผูกพันของคนในเมืองนั้นๆ เหล่านี้เป็นไอเดียตัวอย่างที่นักขาย นักการตลาดควรจะเข้าใจ แม้ว่าบางทีอาจจะรู้สึกว่ามันเว่อร์ไปบ้างก็ตาม

พูดถึงเทคนิคการขาย การตลาดแล้ว จะไม่พูดถึงการบริหารทีมขายก็คงไม่ได้ - พระเอกแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่ตอนรับงาน การเตรียมตัวหาข้อมูล การรู้จักจุดเด่น หรือข้อจำกัดของตัวเองและทีมงาน แม้เมื่อมาเจอทีมขายเดิมของเจ้าของที่ต่างก็หดหู่กับความตกต่ำ และอนาคตที่ไม่เห็นแสงสว่าง ก็ต้องมีการปลุกใจทีมขาย ให้แข็งขัน การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ (หรือน่าสงสาร) ของพนักงานขาย หรือแม้การใช้ระฆังเป็นตัวแทนความสำเร็จในการขาย แม้กระทั่ง ในเรื่องส่วนตัว ที่อาจจะมีผลต่อผลงาน เหล่านี้ ผู้จัดการฝ่ายขายที่ดี ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นข้อผิดพลาดขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า - เราไม่มีทางรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เต็มที่เราอาจจะได้แค่คาดเดาจากประสบการณ์ที่เคยเจอ แต่ 3 วันของการขาย เราจะเห็นกรณีต่างๆ ที่ไม่คาดคิด ตั้งแต่ นักร้องที่จะเอามาเรียกแขกเกิดเบี้ยวเฉยๆ จนความไม่พอใจกลายเป็นจราจล ปัญหาการเทคโอเวอร์จากคู่แข่ง หรือปัญหาความน่าเชื่อถือจากลูกค้า หรือผู้ว่าจ้างก็ตาม ต่างต้องการสติที่มั่นคงในการตัดสินใจ (ในหนังแปลงตรงนี้ให้เป็นเรื่องอัศจรรย์ไปซะ)

อย่างที่บอก ถ้าข้ามเรื่องความดังของดาราแล้ว หนังเรื่องนี้สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนที่อยู่ในวงการการขาย การตลาดได้อย่างดี แม้ว่าอาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกประเด็นก็ตาม

ข้อสรุปสุดท้าย ที่ผมเองได้จากหนังเรื่องนี้คือ บางทีสิ่งที่เรามองหา มันอาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ต้องการ ไม่นิยม หรืออาจจะอยู่ในเปลือกหีบห่อที่ไม่สวยงามก็เป็นได้ครับ

January 6, 2011

มองมุมเหม่ง > เธอไม่รักฉันแล้วหรือไร?? (Stop Loving You)

เคยรักเคยคักคึก
วัีนนี้แค่นึกไม่อยากเจอ
ความรักจางไปหรือ
***********************
ในบรรยากาศต้นหนาวที่ผ่านไปไม่นาน เรื่องราวเดิมๆ ของปมปัญหาความรักผ่านเข้ามาให้ได้ขบคิดอีกครั้ง

ญ - "ที่ผ่านมายุ่งๆ เหรอ ไม่ค่อยได้เจอกันเลย โทรไปก็คุยได้แปปเดียว"
ช - "อืม นิดนึง งั่มๆๆ " (เคี้ยวข้าวอยู่)
ญ - "ทีเมื่อก่อนก็ยุ่ง แล้วทำไมมาเจอได้ ทำไมโทรได้ตั้งนาน"
ช - "ก็มันยุ่งกว่าเดิมน่ะ งั่มๆๆ " (คราวนี้เคี้ยวหมูย่าง)
ญ - "รู้ไหม เราไม่ค่อยเจอกัน เค้าเสียใจแค่ไหน ตัวเองคงไม่รู้หรอกนะ ดูสิ เอาแต่กินๆๆๆ ไม่สนใจกันเลย ปล่อยให้เขาเสียใจฝ่ายเดียว...(บลา บลา เบลอ)"

ทีแรกที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ผมปล่อยผ่านให้มันเป็นเรื่องการตัดพ้อ รำพัน ถึงความรู้สึกทั้งสองฝ่าย ของชายชาวอังคาร กับ นางฟ้าดาวศุกร์ แต่คงเพราะอาหารไม่อร่อย หรือเบียร์ไม่ย่อย ทำให้กลับมาคิดกันจริงๆ จังๆ ว่า ใครกันแน่ที่เสียใจ

นั่นสินะ ดูเผินๆ เหมือนฝ่ายหญิงปิ่มว่าจะขาดใจ ฝ่ายชายเองก็นิ่งเบลอเสร่อแป๊ะไป

ถ้ามองอย่างคนเรียน MBA ถึงหลักการดีลธุรกิจกับหุ้นส่วน หรือ Partner ว่า มันควรจะเป็น Win-win solution บ่แม้น Win-lost หรือ Lost-lost

สถานการณ์แบบนี้ แม้ว่าคำให้การของฝ่ายหญิงจะเหมือนว่า เธอตกเป็นผู้เสียหาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เธอไม่ได้เจอฝ่ายชาย ในทางกลับกัน ฝ่ายชายก็ไม่ได้เจอเธอด้วยเช่นกัน

บนสมมติฐานว่าทั้ง 2 ยังรักกันอย่างนี้ การที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สมหวัง (ที่จะเจอกัน) จึงเป็น Lost-lost อย่างจริงแท้แน่นอน

ดังนั้นแล้ว ถ้าคู่รักทุกคู่เข้าใจในข้อเท็จจริงนี้ ก็ขอให้หันหน้าเข้าหากัน ทำความเข้าใจอีกฝ่าย ถึงความต้องการ ข้อจำกัดที่อีกฝ่ายมี หาทางออกที่เป็นไปได้ เพื่อที่จะได้เอวัง สมหวัง Win-win ด้วยประการฉะนี้

ไม่ใช่ว่าฟังแล้ว ไปโกรธฝ่ายชาย ร้องไห้กับฝ่ายหญิง เหมือนละครก่อนข่าวดึกที่นิยมกัน

มองมุมเหม่ง > คืนเปลี่ยนปี เราต่างเปลี่ยนไป (Happy New Year 2011)


.. ปีนี้เป็นอีกปีที่ผมรู้สึกว่าการฉลองปีใหม่ไม่คึกคักเหมือนเคย
คงเป็นเพราะเวลาที่เวียนผ่าน กับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับเด็กๆ ในบ้านที่ใจจดจ่อรองานนับถอยหลังในที่ต่างๆ
จะมีบ้างกับเพื่อนบางคนที่มีคนรู้ใจต่างวัยกัน..

ไม่อยากนึกเลยว่าเราแก่ไปอีกแล้วเหรอ เราเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำหรือเปล่า หรืออะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

เลยพาลนึกไปถึง The Bucket List (2007) ที่ลุงสองคน (มอร์แกน ฟรีแมน / แจ็ค นิโคลสัน) ในวาระสุดท้ายของชีวิต เลือกที่จะทำ "อะไรๆ" ที่อยากจะทำก่อนตาย

ครับก็กลายมาเป็นหนังแนว Road Trip ที่ดูสนุกๆ อีกเรื่องหนึ่ง พร้อมกับเตือนใจเราว่า "จะทำอะไรก็รีบๆ เน้อ รอวันรุ่ง วันพรุ่ง คงไม่ทัน"

นอกจากงานฉลองแล้ว ปีนี้ผมก็มีโอกาสได้ "คุย" กับตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ค่อยได้ทำเท่าไร (มัวแต่ไปคุยกับคนอื่นซะเยอะ)

ถามตัวเองว่า ปีที่ผ่านไป
- ภูมิใจกับอะไรที่ทำหรือตัดสินใจบ้าง
- เสียใจกับสิ่งที่ทำไป หรืออยากขอโทษใครบ้าง
- เสียดายกับเรื่องอะไรที่ไม่ได้ทำ เพราะลังเล เพราะอะไรต่อมิอะไรบ้าง
- แล้วอะไรที่จะไม่ทำอีก อะไรที่ต้องรีบทำ

ที่ทำแบบนี้ เพราะว่าบางทีไปขอความเห็น หรือ คอมเมนต์ จากใครๆ เขา บ้างก็เกรงใจไม่บอกเราตรงๆ บ้างก็กลัวว่าเราจะสวนกลับ ต่างๆ เหล่านี้ก็พลอยทำให้เรามองตัวเองบิดเบือนไปบ้าง

ตัวเรานี่แหละ มองย้อนกลับไป พึงพินิจด้วยใจเป็นกลาง จะด่าตัวเองก็ทำได้เต็มที่ แปลกดีที่ไม่โกรธเหมือนคนอื่นมาด่าเรา เพราะถ้าโกรธแล้วจะเขกกบาลตัวเองก็คงเจ็บ

คุยกับตัวเองเสร็จ ก็ไปสวดมนต์ไหว้พระปีใหม่กับแม่ แล้วก็เข้่านอนเหมือนวันปกติทั่วไป

สวัสดีปีใหม่ครับ


November 21, 2010

มองมุมเหม่ง > วันลอยกระทง

วันนี้วันลอยกระทง มีงานหลายอย่างที่ต้องกระทำ เริ่มจากทอดไข่นกกระทา กินแล้วก็อย่าลืมล้างกระทะ จากนั้นเปิดคอมนั่งตั้งกระทู้ แล้วดูหุ้นกระทิง ตอนเย็นก็นัดสาวกระทบไหล่ จนกระทั่งค่ำก็ไปเที่ยว แต่อย่าเปรี้ยวไปกระทุ้งกระแทกใคร ให้โดนกระทืบ น่วมเป็นกระท้อน แล้วต้องมานอนซมในกระท่อม เพราะเนื่องมาจากวันลอยกระทง

(ขอขอบคุณ พจนานุกรม ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน และวันลอยกระทงที่ผมไม่เคยให้ึความสำคัญ)

October 6, 2010

เป็นเรื่อง > สยองโหดดีเจสาว (Hey DJ, I Will Kill You)



เมย์ (สเตซี่ เฉิน) เป็นดีเจรายการวิทยุภาคดึก เธอมีรูปแบบการจัดรายการที่แตกต่างจากดีเจคนอื่นๆ โดยที่จะเน้นการพูดคุย และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักจากผู้ฟังทางบ้าน ซึ่งเป็นรายการที่ได้รับความนิยมมาก

วันหนึ่ง มีสายจากผู้ฟังโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาส่วนตัวที่แฟนหนุ่ม มีพฤติกรรมนอกใจ จะหนีไปมีผู้หญิงอื่น

(ทางเลือกที่ 1) เมย์ เลือกที่จะให้ใช้ไม้นวมเพื่อดึงให้แฟนหนุ่มอยู่ แทนที่จะใช้ความรุนแรง และจบลงด้วยการหย่าร้าง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอเองในอดีต

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้หญิงคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้หญิงคนนั้นคือ แมกกี้ (วิิิเวียน หว่อง) คนที่เธอให้คำแนะนำไปนั่นเอง แมกกี้โทษว่า เพราะคำแนะนำของเมย์ ทำให้แผนการกักขัง ไมเคิล (อเล็ก คิว) ให้อยู่กับเธอตลอดไปนั้นล้มเหลว ไมเคิลหนีไปได้ และกำลังจะแจ้งตำรวจให้มาจับเธอ เธอจึงคิดที่จะฆ่าเมย์เพราะเป็นต้นเหตุ

(ทางเลือกที่ 2) เมย์ เลือกที่จะให้ผู้ฟังใช้ความเด็ดขาดกับแฟนหนุ่ม เพื่อเป็นการกำหราบ เธอแนะนำวิธีการต่างๆ อย่างสนุนสนาน เพราะคิดว่าผู้ฟังไม่น่าจะจริงจังกับความคิดเห็นของเธอ

หลายวันต่อมา ขณะที่เมย์กำลังจะกลับบ้านนั้น ปรากฏว่าเธอโดนผู้ชายคนหนึ่งตามมาฆ่า ซึ่งผู้ชายคนนั้นคือ ไมเคิล (อเล็ก คิว) แฟนของคนที่เธอให้คำแนะนำไป, แมกกี้ (วิเวียน หว่อง) จริงจังกับวิธีการของเมย์ ทำให้เลือกที่จะทรมาน และตัดขาของไมเคิล เพื่อให้เขาอยู่กับเธอตลอดไป แต่ไมเคิลกลับฆ่าแมกกี้ และหนีออกมาได้ เขาคิดว่า เป็นเพราะเมย์ที่ทำให้เขาต้องเป็นอย่างนี้ เขาจึงตามมาล้างแค้นเธอ

แล้วสุดท้าย ใครล่ะที่จะมาช่วยเมย์ให้รอด???

********************************************************
บทสรุป
- การให้คำปรึกษาในแนวทางจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน ผู้ให้คำปรึกษาต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และข้อมูลเบื้องหลังของผู้รับการรักษา การพูดคุยเพียง 2-3 นาที ทั้งยังไม่ได้เห็นหน้ากัน ไม่เพียงพอที่จะแนะนำแนวทางใดๆ ได้ อาจจะส่งผลเลวร้ายซึ่งเกินกว่าผู้ให้คำปรึกษาจะรับผิดชอบได้
- แต่สังคมไทย มักจะอายที่จะไปหาจิตแพทย์ จึงมักปรึกษากับเพื่อนฝูง หรือ ผู้ที่อาวุโสกว่า จึงอาจจะไม่ได้แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้อง

********************************************************
หมายเหตุ
1) พล็อตเรื่องเป็นแนวหนังทริลเลอร์ ฮ่องกง ซึ่งเคยได้รับความนิยมเมื่อประมาณยุคปี 90
2) แรงบันดาลใจจากรูปแบบการจัดรายการวิทยุ ที่มีการแข่งขันกันสูง สถานีต้องนำเสนอสิ่งอื่นๆ ที่มากกว่าเสียงเพลง และข่าวสาร
3) หนังเรื่องนี้ และรายชื่อนักแสดง ไม่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องไปเสิร์ช หรือหามาดู เป็นเพียงการสมมติของเจ้าของบล็อกเท่านั้นครับ