August 12, 2011

มองมุมเหม่ง > เรื่องเวียนหัวของที่ปรึกษา (Don't Ask Jeeves)

ต้องการมาตรฐาน
การจัดการประสานทุกสิ่ง
แท้จริงใครตรวจสอบ
****************************

มูลเหตุที่เขียนเรื่องนี้ นอกเหนือจากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ๆ ในวงการที่ปรึกษาแล้ว ยังเนื่องมาจากงานประจำที่ขยายขอบเขตจากเดิมที่ขายตัวสินค้า หรือระบบต่างๆ มาเป็นการให้คำปรึกษา วางแผน ซึ่งเป็นแนวโน้มการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น เพราะเหนือไปจาก คุณภาพ และ ราคาแล้ว คุณจะต้อง "เข้าใจ" และมองทะลุถึงปัญหาของลูกค้าได้ลึกกว่าเดิม ถึงจะอยู่ได้

กลับมาเรื่องของการให้คำปรึกษาอีกครั้ง ที่ยุคหลังเริ่มทวีความสำคัญ เพราะความซับซ้อนที่มากกว่าเดิม ทั้งในด้านเทคโนโลยี กฏหมาย มาตรฐาน และการตลาด ทำให้จากที่ปรึกษาทั่วๆ ไป ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่า จะเป็นที่ปรึกษาเฉพาะเรื่องอะไร ตรงนี้ก็จะสะท้อนกลับไปยัง มาตรฐานการศึกษา ละครับ ว่าทางภาครัฐได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง ซึ่งคำตอบก็รู้ๆ กันอยู่ว่า มีข้อจำกัดกันแค่ไหน

ขั้นตอนคร่าวๆ ในการทำงานของที่ปรึกษาทางวิศวกรรมนั้น เริ่มตั้งแต่ (ที่ยังไม่มีอะไรเลยน่ะ)
- การวางกรอบแนวคิดหลัก (Conceptual Design) ว่าภาพรวมต้องมีอะไร ยังไงบ้าง แล้วพัฒนาต่อมาเป็น
- แบบรายละเอียดเบื้องต้น (Preliminary Design) ซึ่งก็จะเห็นภาพชัดขึ้น ถึงองค์ประกอบต่างๆ รวมไปถึงงบประมาณที่ต้องใช้ แล้ว ในลำดับต่อไปก็จะเป็น
- การลงรายละเอียด (Detail Design) ของแต่ละส่วน รวมไปถึงแบบ หรือ บางทีกำหนดถึงยี่ห้อสินค้าเลย และสุดท้ายเมื่อโครงร่างทางเทคนิคทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็จะเพิ่มเติมส่วนอื่นๆ เช่นข้อกำหนด กฏหมาย เงื่อนไขต่างๆ กำหนดเป็น เอกสารสำหรับการประกวดราคา (Term of Reference - TOR) ในท้ายที่สุด

จากการทำงานข้างต้น จะเห็นได้ว่า ต้องใช้องค์ความรู้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้น แทบจะหาตัวจริงในวงการมิได้เลย รวมไปถึงขอบเขตที่ต้องรู้ ซึ่งบางทีการเรียนในหลักสูตรก็ไม่มี เช่น เรื่องของข้อกำหนด กฏหมาย กับนักเรียนวิศวกรรม แต่ก็จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด จะเอาไว้กันหมากัด หรือรู้ไว้เพื่อประโยชน์สุขของลูกค้าก็ได้ เหล่านี้ ทางบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำจริงๆ ก็จะมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญกันหลายคน ซึ่งเมื่อคนมากขึ้น ความยาก ซับซ้อนมากขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาค่าตัว ค่าสมอง และประสบการณ์

ซึ่งในปัจจุบัน โชคดีที่ลูกค้าหลายๆ รายเริ่มเข้าใจ และยอมจ่ายมากขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีตที่จะขอกันฟรีๆ ซะมากกว่า

แต่ปัญหาที่ปวดหัวกว่านั้น คือ "การตรวจสอบ" ครับ ว่าข้อเสนอแนะ หรือ รายงานที่เราได้รับจากที่ปรึกษานั้นน่ะ มันเชื่อถือได้อีกหรือเปล่า ต้องอ้างอิงอะไรจากที่ไหน

จนบางที ก็มีการตั้ง "ที่ปรึกษา" ซ้อน "ที่ปรึกษา" เป็นชั้นๆ ขึ้นมาอีกเพื่อตรวจสอบกันไป หรือแม้จะตกลงกันว่าต่อไปว่าให้อ้างอิง มาตรฐาน หรือ ข้อกำหนด แต่ก็ต้องปวดหัวกันอีกว่า จะเอาของประเทศไหน เพราะมาตรฐานความรู้ของที่ปรึกษาแต่ละประเทศนั้น ก็แตกต่างกันไป จะค่ายยุโรป หรือ อเมริกา (2 ค่ายเท่านั้น เพราะประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ยังไม่ได้รับการยอมรับ แม้ว่าบางทีเราจะมีดีกว่าก็ตาม)

ก็เป็นเรื่องที่ตลกดีนะครับ มัวแต่คิดในเชิง "จับผิด" เชิง "ป้องกัน" จนกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาแทน ซึ่งก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าแต่ละกรณีจะหักล้างโต้แย้ง หรือ รอมชอมกันอย่างไร แต่แนวโน้มที่น่าจะเป็น ก็คง หาระบบมาตรฐานอะไรสักอย่างมาอ้างอิง

ซึ่งก็จะเป็นเกมของคนที่กำหนดกติกา ว่าจะกำหนดให้ฝ่ายตนเองได้เปรียบยังไงกันมากกว่า

เหล่าผู้บริโภค หรือ คนที่ต้องซื้อเทคโนโลยีมาใช้ ก็ก้มหน้ากันต่อไป

ถือว่าเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งละกันนะครับ

เรียนจากหนัง > The Scam - วิถีของความโลภ


วันหยุดยาวๆ อย่างนี้ ได้โอกาสที่จะเอาหนังที่ซื้อๆ ไว้มานั่งดู The Scam (2009) ในชื่อภาษาไทยไร้ลีลาว่า "จอมตุ๋น แก๊งค์อัจฉริยะ เจ๋งเป้ง" ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การลงทุนในตลาดหุ้น มาเฟีย และชั้นเชิงในการหักหลัง ซ้อนแผน เพื่อผลประโยชน์ของแต่ละคน ก็เป็นอีกหนึ่งหนังแนะนำ โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่านักลงทุนครับ

นิยามของการลงทุนหุ้นตามที่รู้ๆ กันนั้น คือ "ซื้อถูก ขายแพง" เลือกซื้อบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง มีการบริหารที่มีธรรมาภิบาล (คำเท่ๆ อีกคำที่จะหายไปในไม่ช้า) ฯลฯ ตามแต่จะว่ากันไป เพื่อดึงดูดให้มด แมลง แมงเม่าทั้งหลาย นำเงินที่เก็บออมมาลงทุนในบ่อนถูกกฏหมายระดับชาติแห่งนี้

หนังโฟกัสไปที่ตัวแทนชนชั้นกลาง ฮอนซู (Kang Hyeon-soo) ผู้ซึ่งหมดตัวกับหุ้นยุคดอตคอม ทำให้เขาต้องเรียนรู้และทุ่มเทกับการเล่นหุ้นอย่างจริงจัง เพื่อที่จะเป็นมหาเศรษฐีให้ได้ หนังเล่นสัญลักษณ์ไปที่รถยุโรปหรูๆ ซึ่งแสดงถึงความร่ำรวยเป็นเป้าหมายของเขา

วันหนึ่งโชคก็เป็นของเขา จากความรู้และการวิเคราะห์ด้านเทคนิคที่ฝึกฝนมากว่า 5 ปี เขาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้เงินก้อนใหญ่ในที่สุด แต่สิ่งที่ตามมาคือ มด (ไม่ยักเรียกแมงเม่าเหมือนคนไทย) อย่างเขาได้ไปขวางแผนของมาเฟีย ฮวาง จองกู (Hwang Jong-goo) ที่กำลังจะปั่นราคาหุ้นตัวนี้ ให้สะดุดลง ด้วยการแพร่ข่าวการวิเคราะห์ของเขาไปยังเพื่อน และอย่างที่หนังว่า "อย่าบอกใครนะ" เป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้ข่าวต่างๆ แพร่หลายได้เร็วที่สุด

ดังนั้น ฮอนซู จึงเข้ามาเป็นหมากตัวหนึ่งของ จองกู และเพื่อนๆ ที่ประกอบด้วย เจ้าของบริษัทที่จะปั่นราคา, โบรกเกอร์ขาใหญ่, นักวิเคราะห์ทางทีวี, ผู้จัดการกองทุน และ สาวสวยที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวนักการเมือง โดยที่จะทำการปั่นราคาแล้วเมื่อถึงจุดที่ต้องการก็ขายซะ โดยที่ไม่ต้องสนใจปัจจัยอะไรต่างๆ เกริ่นไว้ข้างต้นเลย เราจะเห็นว่า ความสัมพันธ์, ข้อมูลที่ดูแล้วน่าเชื่อถือ และความเชื่อของคน นั้นต่างหากครับ ที่จะทำให้ราคาหุ้นมันวิ่งขึ้นไป

ถ้าทุกคนเคารพในสิ่งที่ตกลงกันไว้ หนังเรื่องนี้คงจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ "ความโลภ" ทำให้ไปไกลกว่านั้น การหักหลัง การซ้อนแผน และการแก้เกมถูกงัดมาใช้จากตัวละครทุกคน ตามแต่ที่จะถนัด ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรง เล่ห์ ราคะ หรือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งสุดท้าย คนที่จะรอดจากหายนะมาได้ คือคนที่ยอมรับว่า "พอ" แล้วเท่านั้น

นอกจากเราจะเรียนรู้ได้ว่า การลงทุนในตลาดไม่ใช่การเสี่ยงดวง ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ แล้ว หนังยังย้อนกลับไปที่พื้นฐานการลงทุนที่ถูกต้อง คือการเลือกบริษัทที่ดี สามารถทำรายได้ให้เราในระยะยาว หรือที่เราเรียกกันว่า Value Investor ซึ่งมีตัวอย่างบุคคลมากมาย วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นต้นครับ

มุมสุดท้ายที่สังเกตเห็นคือ ความเชื่อถือ หรือ เครดิต ครับ ที่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในโลกที่ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสาร และเวลาที่จะศึกษาอะไรต่อมิอะไรน้อยลงไป เราอาจจะจำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับคนที่ท่านเชื่อถือได้นะครับ ซึ่งไม่ใช่ว่า ความดีของเขาในอดีต จะเป็นตัวรับประกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนะครับ ดังนั้นก็ขอให้พิจารณาให้ถ้วนถี่ด้วย

ก็หวังว่า ถ้าหากท่านใดคิดจะเข้าสู่โลกของการลงทุน หนังเรื่องนี้คงจะมีประโยชน์กับทุกท่านบ้างนะครับ

*******************************
หมายเหตุ
คงเป็นเรื่องบังเอิญ ที่ผมมาดูหนังเรื่องนี้ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของพระเอก ปาร์ค ยองฮา ในบทฮอนซู ครับ แต่ว่า ยองฮาเอง ได้ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอไปตั้งแต่ 30 มิถุนา ปีที่แล้ว ก็น่าเสียดายดารา นักร้องฝีมือดีๆ อีกคนในวงการครับ (อ้างอิง http://movie.mthai.com/movie-news/68153.html)

June 22, 2011

มองมุมเหม่ง > เพราะเรานั้นคู่กรรม (Sin City)


แปลกใจใครกำหนด
เขียนบทคดเคี้ยวเลี้ยวมาพบ
ตอนจบแล้วแต่กรรม
******************************

เคยแปลกใจกับสิ่งที่ผ่านไปในชีวิตของเรากันไหมครับ ว่าอะไรหนอที่กำหนดให้เรามาเจอใครต่อใคร พบคนที่เป็นใคร "สักคน" ของเรา หรือเราไปเป็นใคร "บางคน" ของเขา สร้างความเวียนหัวและเรื่องราวพันพัวมากมาย กลายเป็นความวุ่นวายในโลกใบนี้ นักคิด นักปรัชญาหลายๆ คนเลยโยนให้พระพรหมเป็นแพะไป ว่าเป็นต้นเหตุทั้งปวง เกิดเป็นเพลง สร้างเป็นหนังให้บันเทิงกันอีกแน่ะ

แต่ถ้ามองในมุมของพุทธศาสนา ในเรื่องของ "กรรม" ที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น มันมีสาเหตุที่มาที่ไปจากในอดีต ทั้งด้านดี ด้านชั่ว ซึ่งถ้าพิจารณาต่อยอด สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันมาเกี่ยวพันกัน อธิบายได้ด้วยเงื่อนไข 6 ประการดังนี้

"ความดี" หรือ "ความเลว" - กับคนบางคนมาเจอกันเพราะมีวาระ หรือสถานการณ์ให้มาพบกัน ในเงื่อนไขของเรื่องดีๆ เช่น ไปทำบุญ (อันนี้ออกจะทฤษฏีไปหน่อย) ไปงานแต่งงานเพื่อน หรือ ไปเจอในที่ฝึกอบรม หรือเรียนปริญญาโท สถานการณ์เหล่านี้ มักจะคัดกรองคนมาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้มาเจอกันแล้วมีแต่เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นต่อไป

ในทางกลับกัน กับบางคน แม้ไม่เกี่ยวกับหน้าตา แต่กรรมก็กำหนดให้มาเจอในเรื่อง "เลวร้าย" ด้วยกัน บางคนอาจจะคิดว่า "ทำไมมาเจอไอ้นี่ แล้วเราซวยอย่างนี้หนอ" ทั้งเวลาที่ไม่เหมาะสม สถานที่อโคจร ก่อให้เกิดความซวย หรือกรรมที่ต้องมาชดใช้กัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเรา ว่าจะเข้าใจและรู้เท่าทันเพื่อไม่ให้ถลำตัวไปกว่านี้ อย่างน้อยความลำบากต่างๆ มันก็จะสิ้นสุดกันในชาตินี้เป็นต้น

ต่อไปก็เป็นเรื่องปัจจัยด้านเวลาครับ ว่าที่เรามาเจอคนๆ นั้น มัน "ช้า" หรือ "เร็ว" - อันนี้หมายถึงช่วงอายุที่มาเจอกัน บางครั้งเราก็พบกันตั้งแต่ยังเด็ก ยังวัยรุ่นอยู่ หรือ บางคนก็มาเจอตอนอายุมากแล้ว ที่เขาถึงพูดกันไงครับ "พบไม้งามยามขวานบิ่น" "คู่แล้วไม่แคล้วกัน" "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" ฯลฯ ซึ่งมันก็มีผลพอสมควรนะครับ เช่น ถ้าเจอคนไม่ดีตอนที่เรายังเด็ก ก็ยังมีเวลาที่จะกลับตัว หรืออาจจะเสียหายไม่มาก (ตัวอย่างดาราเยอะแยะไปหมด) แต่ถ้าเจอคนดีๆ แล้ว ด้วยความเป็นเด็ก ทำอะไรวู่วาม ก็อาจจะรักษาเขาให้อยู่กับเราไม่ได้เช่นกัน (เฮ้อ)

ปัจจัยสองข้อสุดท้ายก็เป็นเรื่องของระยะเวลาเหมือนกันครับ ว่ามัน "มาก" หรือ "น้อย" แค่ไหน - บางคนเราอาจจะทำบุญร่วมกันมาเพียงแค่นี้ ดังนั้น ช่วงเวลาแห่งความสุขระหว่างเราสอง มันอาจจะน้อยกว่าที่คิด หรือบางคู่นั้น อาจจะต้องอยู่ร่วมเวร ร่วมกรรม มีทุกข์กันไปตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

เหล่านี้ก็เป็นปัจจัยที่อยากจะฝากให้พิจารณากันครับ เพราะเมื่อถึงจุดที่กรรมมันหมดลง หรือชำระบัญชีกันอย่างเรียบร้อยแล้ว เรื่องราว หรือ บุคคล ทั้งดีๆ ทั้งร้ายๆ ก็จะออกไปจากชีวิตของเราเอง ขึ้นอยู่กับว่า เราจะดันทุรัง ก่อเวร สร้างกรรมใหม่ ให้มันเวียนวนเป็นวัฏจักรกันต่อไปไม่รู้จบ หรือจะอโหสิกรรมต่อกันให้แล้วๆ ไปหรือเปล่าเท่านั้นครับ

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแต่สุภาพชนทุกคนครับ


June 15, 2011

เป็นเรื่อง > นอนไม่หลับ (Sleepless Society)



.... กี่โมงแล้วว่ะเนี่ย .. กลิ้งไปกลิ้งมาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่หลับซะทีว่ะ ...

วุธ ลุกขึ้นมา เอื้อมมือไปคลำๆ เปิดไฟเล็กๆ หัวเตียง แสงสะท้อนจากนาฬิกาปลุกเรือนเล็กๆ บอกเวลาตี 1 กว่าแล้ว

... เฮ้อ วันนี้งานแม่งก็โครตเยอะ ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่วุ่นไปหมด อยากพักเร็วๆ ก็นอนไม่หลับอีก...

หลังจากอดทนนอนอยู่บนฟูกราคาถูกขนาด 3 ฟุต ในห้องเช่าเล็กๆ ได้ไม่ถึงอึดใจ ความอดทนก็ตอนอวสาน เขาลุกขึ้นมาเปิดไฟกลางห้อง หยิบหนังสือมาอ่าน แต่ความกังวลเรื่องนอนไม่หลับก็ยังกวนใจเขาอยู่

... ถ้าพรุ่งนี้ตื่นไปทำงานสาย ซวยแน่เลย ไอ้บ้านั่นมันต้องเล่นงานเราแน่ๆ ...

"ไอ้บ้า" ที่ว่านั้น คือหัวหน้าที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่แผนกนี้ เนื่องจากกิติศัพท์จากความ "แรง" ของเขานั่นเอง

... ยังไงๆ ก็นอนไม่หลับ กินยาสักเม็ดล่ะกัน อ่ะ สองดีกว่า ชัวร์ดี ...

ยานอนหลับสองเม็ดไหลลงลำคอ พร้อมๆ กับละลายความว้าวุ่นใจไปได้บางส่วน เผยให้สติได้ปรากฏตัวอีกครั้ง

... เออ เสียงตึงๆๆ ข้างนอกนี่อะไรว่ะ ดึกแล้วไม่ยอมนอน มึงจะรื้อบ้านกันตอนตี 1 เนี่ยนะ เฮอะ เอาวะ เดี๋ยวยาออกฤทธิ์ กูก็สบายแล้ว ...

หลังจากปิดไฟ เปิดพัดลมไล่อากาศที่อบอ้าว เอนหลังลงไปบนที่นอน น่าจะราวๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป

... อะไรว่ะ ตาแม่งยังค้างอยุ่เลย เมื่อเย็นกินอะไรผิดไปหรือเปล่า เออว่ะ ตอนเย็นกูกินอะไรไปว่ะ เฮ้ย ทำไมนึกไม่ออกเนี่ย นอนไม่หลับแถมยังความจำเสื่อมอีกเร๊อะ หรือว่าเราแม่งกินยาเยอะไปแล้ว ...

เมื่อความสงสัยก่อตัว วุธลุกขึ้นมาอีกครั้ง หยิบขวดยานอนหลับมาอ่านฉลากให้หายข้องใจ

... เวรแล้วไหมล่ะ แม่งหมดอายุไปแล้วนี่หว่า กูจะตายไหมเนี่ย มิน่า ถึงนอนไม่ค่อยหลับ จำอะไรก็ไม่ได้อีก...

เดินไปค้นๆ ถุงใส่ยาเก่ายาใหม่ที่รวมๆ ไว้บนหลังตู้เย็น เหลือบเห็นซองมาม่าที่ฉีกไว้ในถังขยะข้างๆ

... อ้อ ต้มมาม่ากินนี่เอง อ้าว เจอแล้ว นี่ไง ยาขวดใหม่ ยังไม่หมดอายุด้วยแฮะ ...

เขาเปิดขวดเทยาออกมา คราวนี้ล่อไป 3 เม็ด แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอานาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาไว้ 6 โมงเช้าเป๊ะ ไปวางไว้หลังตู้เย็น มั่นใจได้ว่า เสียงนาฬิกาต้องลากเขาลุกจากเตียงจนได้ เดินไปปิดไฟ ล้มตัวนอนลง เลิกคิดถึงแกะที่เข้าแถวให้นับ ยิ้มกริ่มในใจกับยาที่กำลังจะออกฤทธิ์ในไม่ช้า

... ... ... ... ??? ... !!! ... เฮ้ย เมื่อไรจะหลับวะ กี่โมงแล้วเนี่ย ตี 2 กว่า โอ๊ย กูจะบ้าตาย แล้วห้องข้างๆ เมื่อไรมันจะเงียบสักที เอากันอยู่หรือไงวะนั่น ...

ตั้งใจจะลุกขึ้นมาครั้งสุดท้าย ไม่งั้นต้องส่ง SMS ฝากเพื่อนลางานวันพรุ่งนี้แน่ๆ รู้ทั้งรู้ว่าร่างกายมันล้าๆ อยากพักผ่อน แต่ดันนอนไม่หลับ ลุกขึ้น ฝืนใจ ก้มหน้าวิดพื้นไปอีก 3 เซต ยืนกระโดดตบ ชกลมให้มันเหนื่อยสุดๆ จนมานั่งเหงื่อซึมตากพัดลมริมที่นอนอีกครั้ง

... คราวนี้ถ้าไม่หลับก็จี้แล้ว กูเอาแรงออกซะขนาดนี้ เออ ตบยาอีกสัก 3-4 เม็ดดีกว่า ให้แม่งสลบไปเลย ...

รอบนี้เขาเพิ่มความมั่นใจ ด้วยการอดทนเคี้ยวยาให้ละเอียด เพื่อเร่งการดูดซึมให้เร็วยิ่งขึ้น ถอดเสื้อเพื่อให้ร่างกายให้เย็นสบายที่สุด เอาแถบคาดตามาปิดเพื่อไม่ให้แสงสว่างใดๆ ลอดเขามาได้ พร้อมหูฟังเพลงโปรดที่เปิดเวียนไปไม่รู้จบ

... ... ... ... ??? ... !!! ... เวร เอ๊ย แม่งไม่หลับว่ะ คราวนี้เอาไงดีว่ะเนี่ย ...



**********************************************



"เอาไงดีครับจ่า ทุบตั้งนานแล้ว ไม่มีใครมาเปิดเลย" ชายฉกรรจ์ 2-3 คนในชุดกู้ภัยเอ่ยถามเจ้าหน้าที่เวร เหมือนจะขออนุญาตเพื่อทำการที่รุนแรงยิ่งขึ้น

"งั้นก็พังเข้าไปเลย" เขาตัดสินใจอย่างไม่เกรงใจเจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่ยืนข้างๆ เมื่อเทียบกับสภาพของห้องเช่าราคาถูกๆ แบบนี้

กลิ่นเน่าฉุนกึกลอยสวนออกมาเต็มรูจมูก เมื่อบานประตูข้างหน้าล้มลงด้วยแรงถีบจากทีมกู้ภัย เจ๊เจ้าของอพาร์ตเมนต์ถึงกับสะดุ้งกับภาพที่เห็น ร่างของวุธที่ปกติผอมเกร็งกลับกลายเป็นคนละคน บวมฉุแทบจะทุกส่วน เสื้อก็ไม่ใส่ แถบปิดตาปริตึงด้วยแรงดันภายใต้ใบหน้าของเขา ของเหลวสีเหลืองสีแดง ไหลออกจากปากและจมูกจนที่นอนกาบมะพร้าวถึงกับชุ่มโชก




**********************************************

... เออ เมื่อกี้ยานอนหลับมันเหลืออีกกี่เม็ดว่ะนั่น ...

June 10, 2011

มองมุมเหม่ง > ต้องรอให้ขาดก่อนหรือ?? (No Excuses)

หลังจากลืมไปว่าทุกวันพฤหัสฯ ต้องตามดูเจาะใจ เมื่อวานก็เปิดมาเจอโดยบังเอิญ (โชคดีๆๆ) เป็นเทปทอล์คโชว์ The Moment 2 - โดย พระมหาสมปอง (ไม่ต้องพูดถึง เทศน์ฮาๆ มีสาระ) และ Kyle Maynard (นักมวยปล้ำ, นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล แต่เกิดมา มีแขนแค่ศอก มีขาแค่หัวเข่า ทำได้ไง -- ลองหาดูนะครับ มีเยอะมาก ตัวอย่าง http://www.youtube.com/watch?v=Kfu4k0iTZHs) หรือดูรูปที่ผมหามาเป็นตัวอย่างความน่าทึ่งละกันครับ

Kyle มาแชร์ประสบการณ์ที่สร้าง "พลัง" และกู้ "กำลังใจ" ให้เราได้มาก ว่าเขาทำได้อย่างไร ในการฝ่าฟันสิ่งต่างๆ ที่เรามองเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเขานั้นไม่ ทำให้ต้องมองย้อนกลับมาดูตัวเองอีกครั้ง ว่าเรา "ลืม" หรือ "ยอมแพ้" กับความฝันของเราไปหรือยัง อย่างที่จั่วหัวไว้ No Excuses (อย่าแก้ตัวว่า...) หรือตามหนังสือที่ไปสืบค้นมาให้นะครับ

ในระหว่างที่ดูนั้น Kyle เล่าให้ฟังว่า ใครๆ ต่างเห็นใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือเขา ซึ่งเป็นสิ่งดี แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความสงสารและเวทนา!!



*********************************************

ในแวบนั้น ผมนึกถึงคนที่ผม "รักและห่วงใย" ที่เราเต็มใจที่จะมอบความปรารถนาดีๆ ให้ ซึ่งบางครั้งเขาทำตัวงอแง ทำให้เราหงุดหงิดอารมณ์เสีย บานปลายกลายเป็นความผิดหวัง จนเราไม่อยากที่จะอินังขังขอบอะไรอีกต่อไป แต่ก็ถามตัวเองต่อว่า ถ้าเขาอยู่ในภาวะที่ต่างจากเรา พิการ ไม่มีแขน ไม่มีขา หรืออยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ทิฐิที่เกิดขึ้นนั้น ผมยังจะไม่สนใจ ปล่อยไปอย่างที่คิดไว้ตอนแรกหรือไม่

คำตอบก็คือ ไม่ ผมคงต้องพยายามเข้าใจ และเห็นใจเขามากขึ้น ขีดจำกัดความอดทนผมคงมากกว่าปกติ ซึ่งสิ่งที่คิดต่อมาก็คือ แล้วผมต้องรอให้คนที่ผมรักเหล่านี้ พิการ หรือ อยู่ในวาระสุดท้ายก่อนหรือ?? แล้วผมถึงจะเห็นใจ ถึงจะยกโทษให้กับการกระทำของเขา

นาทีนี้ ผมหันไปมองคนที่ผมรักอีกครั้ง คงไม่ต้องอธิบายหรือสะท้อนความโกรธ ความหงุดหงิดกลับไป แต่เพียงเพราะเขาเป็นคนที่ผมรักมากต่างหาก ผมไม่ต้องรอเวลาเพื่อที่จะบอกรักพวกเขาอีกครั้ง

..เพราะมันอาจจะสายเกินไป..

May 29, 2011

มองมุมเหม่ง > เรื่องของผม (Dirty Hariy)



ลดละตัดกิเลส

โดยเจตนารักษาศีล

กลับกังวลเกินการ

******************
การโกนหัว (ผม) ตามพระวินัย เพื่อให้ละจากความคิดที่ยังยึดติดในเรื่องความสวย ความงาม นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นการรักษาอนามัย ความสะอาด การระบายความร้อน ทั้งยังลดเวลาในการดูแล บำรุงรักษาให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วด้วย ดังนี้แล้ว ภิกษุสงฆ์ไม่ต้องพะวักพะวง ตั้งใจในการศึกษาธรรมมากขึ้น

ซึ่งในขณะที่บวชนั้น บอกตรงๆ ว่าแฮปปี้กับการโกนหัวมาก แม้ว่าเมื่อโกนใหม่ๆ แล้วมันจะแสบๆ วูบวาบๆ รวมถึงเป็นผื่นแดงหน่อยๆ ก็ตาม อาบน้ำเสร็จแล้ว เอาขมิ้นทาบางๆ หรือแป้งเย็นทาเพื่อลดผดผื่นคัน ก็สบายดี (แต่ทั้งนี้ห้ามทาเพื่อความสวยงาม จะผิดศีลได้ครับ)

หลังจากสึกแล้ว ผมก็คิดว่าจะไว้ผมสั้นๆ เกรียนๆ อย่างนี้ไปสักพัก ไม่คิดว่ามันจะมีประเด็น ซึ่งแทนที่จะทำให้เราปล่อยวาง แต่กลับเพิ่มความกังวลให้มากขึ้น นับตั้งแต่ เราโกนหัวแล้ว ผมมันจะขึ้นมาตามปกติหรือเปล่านะ เพราะเคยมีรุ่นพี่คนนึง หลังจากสึกมาแล้ว กลายเป็นคนหัวล้านไปเลย

หรือ เราจะไว้ผมสั้นนานแค่ไหนดี แล้วจะโกนให้หัวเหม่งสมชื่อ หรือจะแค่ให้มีผมสั้นๆ รำไรๆ เป็นเงาะเยาวชน แล้วถ้าเบื่อจะกลับไปไว้ผมยาวละ จะทำยังไง มันจะยาวแบบหนามทุเรียนหรือเปล่า หรือว่า จะตัดผมแบบ UnderCut (ตัดแบบเลาะเป็นแถบๆ แบบงานศิลปะ) ที่กำลังฮิตไหม คงเท่เกินวัย และคุณวุฒิแน่นอน

นอกจากนั้นแล้ว คนอื่นๆ ก็มักจะถาม (เมื่อเห็นหัว) สึกมานานหรือยัง, ไปบวชไม่เรียกเลยนะ (มันคงเหมือนกับเรียกกินข้าวอ่ะนะ) ผมยังไม่ขึ้นเหรอ หัวล้านหรือเปล่า, แดดจ้าๆ อย่างนี้ร้อนเหม่งไหม ไม่หาหมวกมาใส่ละ ฯลฯ เยอะนะครับ กลับทำให้พะวงกับเรื่องหัวเข้าไปอีก จนตัดสินใจได้ว่า เอาละ ในเมื่อเริ่มยาวแล้ว ไปร้านประจำเลยละกัน

พอไปถึงร้าน เราก็พาซื่อบอกช่างไปว่า ตัดผมให้หน่อย เอาแบบสั้นๆ นี่แหละ ช่างถามกลับว่า สั้นแบบเบอร์อะไร (???) เอาสิ รู้แต่ว่าทรงนักเรียน ทรงลานบิน ทรงอเมริกัน กับโกนหัวเท่านั้น มีเบอร์ด้วยเหรอ

เลยได้ความรู้ใหม่ ว่าปัตตาเลี่ยนนั้น เขาจะมีแผ่นรองเพื่อยกระดับใบมีดตั้งแต่เบอร์ 1-4 (บางสุด ไปหนาสุด) เพื่อเพิ่มระยะความยาวของเส้นผม และปัตตาเลี่ยนสมัยนี้ใบมีดก็มีแบบ "เซรามิค" ที่ไม่เป็นสนิมด้วยนะครับ

ตัดเสร็จแล้ว (ราคาเท่ากับตอนปกติ เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ) มานั่งนึกๆ ดู แม้ว่าพระพุทธองค์จะสอนให้เราไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้

แต่กลายเป็นว่า ยิ่งพยายามที่จะละ จะปลงเท่าไร ก็ยิ่งกังวลกับมันมากขึ้นเท่านั้น

May 15, 2011

เรียนจากหนัง > Brooklyn's Finest ตำรวจระห่ำพล่านเขย่าเมือง (2009)


ถ้าจะว่ากันจริงๆ
พล็อตหนังแนวหนึ่งที่มัีกจะได้รับความนิยม และถูกนำเสนอมาอย่างเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เบื่อนั้น ย่อมต้องมีเรื่องราวของเหล่า "ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์" อยู่ในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน ขึ้นกับว่าผู้กำกับ หรือ คนเขียนบท จะพลิกแพลงตะแคงดิ้นกันไปอย่างไรบ้าง

Brooklyn's Finest ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แม้เนื้อหาจะเกี่ยวกับชีวิตตำรวจ แต่ก็นำเสนอได้อย่างมีลูกเล่นและสีสัน เป็นอีกผลงานกำกับของ อังตวน ฟูกัว (Antoine Fuqua - สร้างชื่อจากกำกับมิวสิควิดีโอ จนถึง Shooter, Training Day) เขียนบทโดย ไมเคิล มาร์ติน (Michael C. Martin) นำเสนอชีวิตตำรวจ 3 คน ในเมืองบรุคลิน ที่อยู่คนละแผนก เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็เชื่อมโยงกัน (ยังไง??) ผ่านเรื่องราวแวดล้อม ปัญหา การตัดสินใจถึงหนทางที่แต่ละคนเลือกเดิน

Sal (Ethan Hawke) ตำรวจหน่วยพิเศษ ผู้ยึดมั่นในศาสนา แต่กำลังจะเสื่อมศรัทธาในพระเจ้า เนื่องจากต้องการเิงินก้อนใหญ่เพื่อบ้านหลังใหม่ ที่จะรองรับเมีย และลูกๆ (4+2 คน ในท้อง) กับทางเลือกที่จะต้องเป็นตำรวจ "กังฉิน"

Eddie (Richard Gere) สายตรวจที่กำลังจะเกษียณอีก 7 วัน กับไฟทำงานที่มอดไปนานให้เพื่อนๆ ร่วมงานได้ดูแคลน เขาไม่มีครอบครัว ไม่มีอะไรให้อาวรณ์ คนที่เขาพอจะสนิทสนมได้มีเพียงโสเภณีคนหนึ่งเท่านั้น

Tango (Don Cheadle) สายสืบที่แฝงตัวเข้าไปในแกงค์ค้ายาเสพติด เขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตตำรวจตามเดิมพร้อมกับตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้ภรรยาที่กำลังจะขอหย่ากลับมาคืนดี

เหตุการณ์ต่างๆ ขมวดปมเข้มข้นขึ้น เมื่อมีคดีที่ตำรวจทำร้ายผู้บริสุทธิ์ การประท้วงของชาวบ้าน และการระบาดของยาเสพติด ที่ต้องกระตุ้นให้กรมตำรวจต้องรีบกู้ภาพลักษณ์ และศรัทธาคืนมาจากประชาชน

แกนเรื่องดังกล่าว แตกรายละเอียดไปยังตัวละครทั้ง 3 คน ที่ต้องผ่านการทดสอบในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Sal ที่ต้องเผชิญกับโลภะ (ความโลภ) และเย้ายวนของเิงินของกลาง กับแรงกดดันและความพยายามที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวในอุดมคติ

ส่วน Tango เอง ก็ต้องรับมือระหว่าง ความรับผิดชอบในหน้าที่ กับ คุณธรรมน้ำมิตรของเพื่อนในแกงค์ ว่าจะระงับโทสะ (ความโกรธ) ของตนเองได้หรือไม่ หรือจะลืมไปไหมว่าตอนนี้เขากำลัง "เล่น" ในบทบาทไหนกันแน่

และสุดท้าย สำหรับ Eddie เองแล้ว เขาจะจัดการกับโมหะ (ความหลง) ของเขาที่มีต่อหญิงโสเภณี ที่เสมือนกับภรรยาของเขาได้อย่างไร นอกจากนั้นแล้ว โมหะของ Eddie อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความหลงต่อตำแหน่งหน้าที่ของเขา เขาไม่รู้ว่าแรงบันดาลใจในการเป็นตำรวจของเขา ท้ายที่สุดแล้วคืออะไร ใช่การถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับตำรวจหน้าใหม่หรือไม่ หรือว่าการทำหน้าที่ตำรวจแค่เพียงใน "เวลางาน" เท่านั้น เขาจะเข้าใจในสิ่งที่หัวหน้าเขาบอกหรือไม่ว่า "ให้ทำสิ่งดีๆ แม้ว่าเวลา (ทำงาน) ใกล้จะหมดแล้วก็ตาม"

หนังได้นำเสนอว่า สำหรับคนที่ไม่สามารถอดทน อดกลั้น และพ่ายแพ้ต่อตัณหาดังกล่าว ก็จะประสบชะตากรรมที่แตกต่างกันออกไป ผมคงบอกไม่ไ้ด้นะครับ ว่าตัวละครทั้ง 3 คนจะมีจุดจบอย่างไรบ้าง แต่คนที่สามารถตั้งสติ และ อดทนกับปัญหา ยึดมั่นในคุณธรรมที่ถูกต้อง จะเป็นคนที่หลุดพ้นได้ในที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งที่จะ "สนุก" สำหรับคนช่างคิดก็คือ สัญลักษณ์ "สีขาว" ในหนัง ที่ Caz (Wesley Snipes) เพื่อนร่วมแกงค์ของ Tango ที่ต้องแต่งตัวในชุด "สีขาว" เสมอ ในขณะที่ Tango เองแต่งแต่ชุด "สีดำ" แต่เมื่อตัว Tango เริ่มถลำลึกกับงานนอกกฏหมาย เสื้อผ้าของเขาก็เริ่มมี "สีขาว" สอดแทรกเข้ามาเหมือนเพื่อนของเขาเช่นกัน

หรือ "ตราประจำตัว" ที่ตำรวจแต่ละคนหวงนักหวงหนา เมื่อถึงเวลาเกษียณแล้ว มันก็แค่เศษโลหะที่ถูกโยนทิ้งอย่างง่ายๆ สะท้อนถึงการ "ยึดมั่น ถือมั่น" ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง

หลังจากดูจบแล้ว ผมกลับมาคิดถึงพล็อตหนัง กับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตจริง พลางคิดว่า สักวันหนึ่ง หนังแนวนี้น่าจะหมดความนิยมไป เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริง นั้นยิ่งกว่าภาพ หรือเหนือกว่าจินตนการที่ผู้เขียนบท หรือ ผู้กำกับจะนำเสนอเสียอีก

อย่างไรแล้ว ตำรวจก็เป็น "คน" เช่นเราท่าน มีเพียงเครื่องแบบ กฏหมาย และ จิตสำนึก ที่จะยกพวกเขาให้ต่างกับอาชญากรอื่นๆ เท่านั้น

แล้วเจอกันใหม่ในหนังเรื่องต่อไปครับ

March 20, 2011

มองมุมเหม่ง > ระหว่างทางกับการขาย..(On The Road 2)

ขายได้หรือขายเก่ง
ต้องเพ่งไปที่ผลกำไร
ไม่ใช่ปริมาณ
**************************

ระหว่างที่คิดถึงเรื่องแบรนด์ไทยกับฝรั่งๆ เพลินๆ นั้น (มองมุมเหม่ง > ระหว่างทางกับการสร้างแบรนด์..(On The Road 1)) เด็กเสริฟเดินมาบอกว่า กระดูกหมูอ่อนหมด กำลังต้มอยู่ ถ้าพี่จะรอ ก็อีก 10-15 นาทีนะ

เอาละสิ ทำไงดี เมนูมุ่งหวังเสียด้วย ไม่ได้เผื่อจานอื่นๆ เลย แต่เอาก็เอา ไม่ได้อยากนั่งรอนานๆ ก็เลยสั่งเป็นหมูสับธรรมดาไป

ก็ให้นึกเสียดายนิดหน่อย (ที่อดกิน) แต่ด้วยวิญญาณนักขาย มันจะเป็นยังไงนะถ้าหากว่า บทสนทนามันเปลี่ยนไปเป็น

เด็กเสริฟ - พี่ครับ กระดูกอ่อนมันหมดนะครับ กำลังต้ัมอยู่ ถ้าจะรอก็ประมาณ 10 นาทีครับ
ลูกค้า - เอ่อ เอาไงดี ผมตั้งใจมากินเลยนะเนี่ย
เด็กเสริฟ - เอางี้่ไหมครับพี่ พี่สั่งอย่างอื่นมากินไปก่อน แล้วถ้ากระดูกหมูอ่อนต้มเสร็จ ผมจะทำมาให้พี่อีกชาม แต่ชามนี้ เนื่องจากผมให้พี่ต้องเสียเวลาคอย ผมลดให้พี่ 10 บาทครับ

คำถาม 1) ถ้าเป็นคุณ คุณจะรับข้อเสนอนี้ไหมครับ

สมมติว่าผมรับ เล็กน้ำหมูสับ ชามแรกมาถึงแล้ว ผมทานทันที ไม่นานเกินรอ ต้มยำกระดูกหมูอ่อนก็มาถึง
ลูกค้า - เออ น้อง ชามนี้มันพิเศษหรือเปล่า
เด็กเสริฟ - (พี่นี่ช่างถามนักนะ) เปล่าครับ ราคาธรรมดา แต่ผมให้พี่เยอะกว่าปกตินะครับ เห็นพี่รอนาน น่าจะหิว

คำถาม 2) คุณจะรู้สึกยังไงกับสิทธิพิเศษนี้ครับ

คุณเดินออกมาจากร้าน เจอขนมทองม้วนสดที่แม่ค้านั่งขายอยู่ แปะป้ายราคา ห่อละ 20 แต่ 3 ห่อ 50 คุณดูแล้วยังลังเล ไม่อยากกินถึง 3 ห่อ มองสบตาแม่ค้าไปๆ มาๆ
แม่ค้า - รับสัก 3 ห่อไหมคะ ห่อละ 20 แต่ 3 ห่อ 50
ลูกค้า - อืม เยอะไปนะ ทานไม่หมด

ทางเลือก 1) งั้นถ้าซื้อ 3 ห่อ ป้าแถม ขนมจากให้ 5 ชิ้นนะ
ทางเลือก 2) ถ้าทานไม่หมด เอาไป 2 ห่อแล้ว ลดให้ 5 บาทละกัน

คุณจะเลือกทางไหนครับ??

**************************
ครับ ทั้งหลายทั้่งปวงเหล่านี้ ก็เป็นเคล็ดเกร็ดการค้าแบบทั่วๆ ไป แต่สิ่งที่อยากจะชี้คือ เราสามารถเพิ่มยอดขายของเราได้ตลอดเวลา ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพิ่ม แล้วได้ส่วนลด ของแถม หรือการโน้มน้าวเพื่อปิดการขาย ในกรณีที่ลูกค้ายังลังเล เพราะสินค้าของเราไม่ได้แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ มากนัก

ก็ฝากไว้เป็นไอเดียนักการตลาด การขายทุกท่าน ที่เอาไว้ฝึกสมองเพื่อให้การเดินทางพอจะมีสีสันขึ้นบ้าง หรือจะเอาสนุกๆ ไว้คุยกับแม่ค้่าก็ได้ครับ

**************************
หลังเหม่งมอง
- เราจำเป็นต้องทานมากกว่าปกติ เพราะส่วนลดหรือเปล่าครับ
- ส่วนลดที่ได้ สุดท้ายเราต้องจ่ายเงินเพิ่มกว่างบประมาณใช่ไหมครับ
- ก๋วยเตี๋ยวชามที่ 2 ไม่ได้เยอะครับ แต่ชามแรกน้อยกว่าปกติ
- ส่วนลด 5 บาทของขนม ก็ประมาณเท่ากับที่เขาลดตามปกติแล้ว แต่อย่างน้อยก็ไม่มีของเหลือ

มองมุมเหม่ง > ระหว่างทางกับการสร้างแบรนด์..(On The Road 1)

ขวาได้ซ้ายก็ดี
ไม่ได้สักที ดีทั้งคู่
แล้วจะอยู่ยังไง
***********************************

เคยเขียนถึงร้านค้าที่จุดแวะพัก บนถนนมอเตอร์เวย์ไปครั้งหนึ่ง แต่ยังมีอะไรให้เราได้สังเกต ได้พิเคราะห์อีกเยอะ ระหว่างการเดินทางไปเส้นตะวันออกครั้งนี้ ขากลับ ผมตัดสินใจที่จะฝากท้องไว้ ณ จุดแวะพักที่มีร้านอาหารทั้งคาวหวาน ของฝาก และผู้คนมากมายเดินกันให้ครึกครื้น

เลือกไม่ถูกว่าจะเอาร้านไหน ตัดสินใจเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวที่ในอดีตเคยเป็น "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" ถึงรสชาติเผ็ดร้อนและรูปแบบก๋วยเตี๋ยวในเอกลักษณ์ของตนเอง หวังว่าคงจะรื้นฟื้นความจำดีๆ และความอร่อยที่ไม่ได้เจอกันตั้งนาน

แต่เมื่อถึงหน้าร้าน ผมเริ่มงงเล็กน้อย กับแผงอาหารที่วางเรียงราย ตรงหน้าร้าน ด้านขวาเจอกับแผงข้าวแกงเป็นอย่างแรก ซ้ายมือถัดไป ในตู้ เป็ดพะโล้และไก่ต้มแขวนคอคุยกันอย่างออกรส ก๋วยเตี๋ยวที่เป็นชื่อเป็นเสียงของร้าน โดนลากไปหลบมุมอยู่ที่ด้านซ้ายสุด ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่า ณ ตอนนี้ ผมควรสั่งอะไรดี โชคยังดี ที่ผนังของร้านยังติดเมนูก๋วยเตี๋ยวเด่นๆ ให้เลือกหลากหลายเหมือนเคย ผมเลือกต้มยำกระดูกหมูอ่อนเป็นประเดิม

ระหว่างที่รอ ผมนั่งคิดถึงวิชาการตลาด ในเรื่อง "แบรนด์ดิ้ง - Branding การสร้างตราสินค้า" ที่เคยเรียนมา ร้านนี้เคยมีชื่อเสียงที่ีโ่ด่งดังด้านก๋วยเตี๋ยว แต่เหตุใดกันเล่า จึงให้ข้าวแกง หรือ เป็ดพะโล้ มามีบทบาทในร้านตัวเองเสียได้ ทำให้ลูกค้าสับสน เหมือนกับร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ชื่อดังแถวบ้านที่บางกระบือ หรือ ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่พัทยา ไม่รู้ว่า เจ้าของร้านเสียดายพื้นที่ หรืออยากตอบสนองลูกค้าจนต้องเพิ่มเมนูอื่นๆ ให้มากขึ้น มากขึ้่นเสียจนลูกค้าลืมไปแล้วว่า ตูจะมากินอะไร ร้านนี้มีชื่อเสียงจากอะไร แถมพอต้องทำหลายๆ อย่าง ที่ไม่ได้ดีสักอย่าง พาลให้อาหารจานเด่นไม่มีการปรับปรุงและ ความเป็นตำนานหรือรสชาติที่แตกต่างกลายหายไปในที่สุด

ก็คงเป็นเรื่องของการเลือกที่จะเป็น ว่าจะยอมอดทนกับ "จุดขาย" ที่เลือกแล้ว หรือ มุ่งหวังกำไรเฉพาะหน้า ให้คุ้มค่าเช่าไปวันๆ นี่เลยเป็นประเด็นที่ว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่ ถึงสร้าง "แบรนด์" กันไม่ค่อยเป็น เพราะเรามองอะไรที่มันสั้นๆ ใกล้ๆ ตัว ไม่กล้าที่จะคิดใหญ่ เอาปลอดภัยไว้ก่อน สุดท้าย พอกระแสเรื่องแบรนด์ดัง ต่างชาติมันกลับมาหาเงินกับเราในเรื่องนี้กันอีกต่อหนึ่ง

ครับ ก๋วยเตี๋ยวยังไม่มา ทานน้ำรอไปก่อนนะครับ เรื่องนี้ยังมีต่อ...

March 7, 2011

เป็นเรื่อง > เป็นห่วง (..Nervous...)


ด้วยความเคารพและนับถือ คอลัมน์ "นาฏกรรมเมืองหลวง" โดย "หลวงเมือง" (สำราญ ทรัพย์นิรันดร์) นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ อาวุโสเครือมติชน จึงขอทดลองเขียนเรื่องนี้ในแนวทางรูปแบบเดียวกัน เพื่อเป็นการบูชาครู และงานทดลองครับ



************************************************
คุณอาทรอยู่ในวัยที่เลยเกษียณมานานแล้ว อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่สร้างมานานจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ลูกหลานก็ต่างคนต่างอยู่ในห้องหับส่วนตัวที่แยกกันเป็นสัดส่วน นานๆ ถึงจะมารวมตัวกันตามวันสำคัญในเทศกาลต่างๆ

แม้จะเงียบเหงาต่างจากเมื่อก่อน แต่คุณอาทรเองก็ยอมรับได้ในความเปลี่ยนแปลง และความเป็นไปของโลกยุคนี้ ทั้งอินเตอร์เน็ต ทีวีสามมิติที่ตัวละครโดดออกมาได้ แต่ละครหลังข่าวก็ยังเหมือนเดิม ซึ่งก็เ็ป็นสิ่งที่สำราญใจพอสมควร คุณอาทรไม่ได้มีหน้าที่หลักต้องรับผิดชอบอะไร นอกเสียจากเวลาเช้า ลูกหลานบางคน ก็มากราบลาไปเีรียนไปทำงาน ตัวแกเองก็ได้แต่อวยพรให้โชคดี แคล้วคลาดปลอดภัย จากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ถึงแม้จะไม่ได้ไปไหน แต่คุณอาทรก็รู้ดีว่าเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็เสี่ยงเหมือนๆ กับตอนที่แกเป็นเด็กแล้วกระโดดขึ้นรถรางรอบเมือง
ที่เลิกกิจการไปเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง

คืนหนึ่งในต้นเดือนมีนาคม ฝนตกลงมาอย่างหนักกลางดึก แบบที่คนเก่าคนแก่เรียกว่าฟ้าั่รั่ว แม้จะเห็นเค้าลางมาตั้งแต่ตอนเย็น แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักเสียจนไม่ได้ยินเสียงอื่นนอกจากฝนกระทบหลังคา แม้ว่าจะช่วยลดความอบอ้าวของต้นฤดูร้อนไปได้บ้างก็ตาม แต่คุณอาทรเองก็ยังอดกังวลไม่ได้ เนื่องด้วยประสบการณ์ตอนเด็กสมัยที่อยู่บ้านหลังเก่านั้น ได้มีขโมยปีนเข้าบ้านมาลักทรัพย์ถึงสองครั้ง แม้ว่าจะได้อะไรไปไม่มาก แต่การไม่มีทีวี กับ จักรเย็บผ้าก็สร้างความลำบากให้กับเด็กชายอาทรไม่ใช่น้อยเช่นกัน

ฝนตกอากาศเย็นๆ อย่างนี้ คนในบ้านก็พากันหลับอย่างสบาย ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัย แกเดินไปตามห้องหับต่างๆ ตรวจดูกลอนประตูว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ จนกระทั่งเดินมาทางด้านหลังบ้าน บริเวณที่ติดกับบ้านอีกหลัง คุณอาทรได้ยินคนใช้คุยกันว่า เจ้าของซึ่งเป็นชาวต่างชาติไม่อยู่หลายวัน มองเห็นเงาตะคุ่มๆ สองคนที่ไม่น่าใช่คนในบ้านโน้น เดินวนเวียนมาทางบ้านของแกเองหลายครั้ง

ยังไม่ทันจะคิดอะไรออก เงาดังกล่าวนั้นก็กระโดดโผงข้ามรั้วมาที่ลานหลังบ้าน คุณอาทรได้แต่นึกในใจว่า คิดไว้แล้วว่าตรงนี้มันต้องไม่ปลอดภัย น่าเสียดายที่ไม่ได้เสริมรั้วให้สูงกว่านี้อีกหน่อย แกหันไปมองซ้ายมองขวา คิดว่าจะหยิบจับอะไรดี เงาทั้งสองนั้้น ก็เริ่มไขกุญแจเข้ามาในบ้าน

วันรุ่งขึ้น ตำรวจมากดกริ่งที่บ้านแต่เช้า คุณอำนวยลูกชายคุณอาทรเป็นคนไปเปิดประตูด้วยตนเอง ตำรวจพาโจรสองคนเข้ามาด้วย เพื่อทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เพราะว่าบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่โจรกลุ่มนี้เข้ามาเมื่อคืน แม้ว่าจะไม่ได้อะไรไป ก็ต้องมาทำรายละเอียดให้ครบตามหลักการสอบสวนที่ดี

พอเดินผ่านห้องรับแขก
ตรงหน้าหิ้งพระ โจรทั้งสองคนต่างหน้าถอดสีโดยมิได้นัดหมาย คุกเข่าก้มกราบขออโหสิกันเป็นพัลวัน พลอยให้ตำรวจที่เดินคุมตัวมา ต้องยกมือไหว้ที่แท่นบูชารูปถ่ายของคุณอาทรอย่างงงงง