July 8, 2016

มองมุมเหม่ง - My JUMC is NEXT

 
โครงการ JUMC NEXT รุ่นที่ 11 ปิดฉากไป 7 วันแล้ว น้องๆ พี่ๆ ทั้งหลาย ก็คงปรับชีวิตไปอยู่ในวงจรปกติเช่นกาลก่อน แต่ทางผมเองก็มีบางอย่างที่อยากจะบันทึกไว้บ้าง (ท่าน ผอ. โตสิต ทวงมา)

ก่อนอื่น ต้องขอบใจน้องๆ ทุกคนครับ ที่เตรียม friendship เล่มนี้พร้อมกับความคิดถึง แม้จะไม่ครบทุกคน แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพวกเรา ขอบคุณนะครับ และขอโทษที ที่ภาพประกอบบันทึกนี้ ไม่สามารถเอามาลงได่้ทุกคน และขออภัยด้วยที่ทั้งโครงการ พี่ไปเจอพวกเราได้ 3-4 ครั้งเอง (อ๊าย..อาย เป็นถึง JUMC#0 แท้ๆ)

หลายสิ่งที่เป็นเบื้องหลังของ JUMC NEXT ต่างๆ นั้น หลายคนคงทราบไปบ้างแล้ว ก็ขอพูดถึงแนวคิดที่มาของ NEXT นี้ ซึ่งคงมี JUMC รุ่นอื่นๆ ยังสงสัยอยู่บ้าง

อย่างที่ทราบ JUMC เดินทางมาครบ 10 ปี พี่โตสิตก็มีความคิดที่ว่า เราต้องเปลี่ยนเพื่อหนีความสำเร็จของเราเอง ไม่ใช่อยู่กับที่เพื่อถอยหลัง หรือ รอให้คนอื่นๆ มาเปลี่ยน ซึ่งที่นี้คำว่า NEXT ก็มา

ในแง่ของ Branding, เรายกให้ JUMC เป็น Umbrella brand โดยมี NEXT, WoW เป็น brand ย่อย และจะง่ายต่อโปรแกรมอื่นๆ ที่จะมาอีกในอนาคต (ในมุมนึงก็มีความท้าทายที่ต้องทำให้ NEXT และ WoW เป็นที่รับรู้ของตลาด โดยไม่สับสนกับ JUMC เดิมในอดีต / ขอบใจทีม PR มากครับ ที่ทำตรงนี้ได้ดีทีเดียว)

ในแง่ของความต่าง เรากลับไปมอง concept เดิมที่เราเริ่มทำตั้งแต่วันแรก - ความรู้และเข้าใจเรื่อง MBA, DNA ของชาว JUMC (ที่ตกผลึกในรุ่นที่ 4-5) ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ และ กิจกรรมในรุ่น เราว่า เราทำได้ดีในระดับนึงแล้ว ซึ่งเมื่อทวนถามกับรุ่นหลัง การคัดเลือกยังคงเป็นการสอบ online เหมือนเช่นที่ทำตั้งแต่รุ่นที่ 1 

ตรงนี้ ที่เราแปลกใจมาก เพราะเมื่อถามให้ละเอียดแล้ว กรรมการหลายๆ รุ่นบอกว่า การสอบออนไลน์ มันดูไฮเทค ทันสมัย และง่ายในการคัดเลือก และเป็นเรื่องที่ทำต่อๆ กันมา 

ซึ่งเราต้องเฉลยให้น้องเข้าใจว่า ในยุครุ่น 1 นั้น JUMC เริ่มที่คน 3 คน เราจำเป็นต้องสมัคร Online เพื่อที่จะทำงานให้ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด แต่วันนี้เรามีน้องๆ มาช่วยมากกว่าเป็นสิบเท่า การคัดเลือกจึงต้องเพิ่มการสอบข้อเขียนเข้ามาอีกทางหนึ่ง เพื่อให้การคัดกรองเข้มข้นตาม DNA JUMC กว่าเดิม (และต้องการให้เห็นภาพของผู้สมัครที่แตะ 800 คน ว่าภาพจริงๆ มันอลังการแค่ไหน) แล้วก็เป็นส่วนของการสัมภาษณ์ที่เรากลับมาเน้นที่กรรมการ หัวข้อที่จะสอบถาม เพื่อให้มั่นใจว่า เราได้คนที่เหมาะสมจริงๆ

ในเรื่องของเนื้อหา หรือ การทำ Project เราก็เน้นและลงรายละเอียดกันทุกจุด เพื่อให้น้องๆ ได้สนุก และ เรียนรู้ไปด้วยกัน (ขอบใจน้องๆ กรรมการที่อดทน ต่อ comment ของพี่ๆ นะครับ)

ผลลัพธ์คือพวกน้องๆ JUMC NEXT#11 นี่ไงครับ

แต่ฝากถึงน้องๆ อีก 700 กว่าคนที่ไม่ได้มาเป็น NEXT#11 นะครับ (จริงๆ อยากรับหมดนะ 555) พวกเราไม่ได้ด้อยกว่า 88 คนนี้ เพียงแต่พวกเราอาจจะเตรียมตัวมาน้อยกว่า และบางมุมก็อาจจะยังไม่พร้อม ปีหน้าลองมาดูอีกทีนะ พี่จะรอ

หลังจากปิดโครงการแล้ว ผมเองในฐานะที่ปรึกษา และ คนนึงที่ได้เห็นโครงการนี้คลอดออกมา ก็มั่นใจว่า JUMC NEXT จะเดินทางไปต่อได้ (ขออีกทศวรรษละกัน) แล้วก็สนุกที่ต้องมาดูว่ามันจะเติบโตเป็นอย่างไร

สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณคณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาฯ, สมาคมนิสิตเก่า MBA, อาจารย์สมเกียรติ เอี่ยมกาญจนาลัย, กรรมการทุกท่าน และพี่โตสิต วิสาลเสสถ์ ที่ให้โอกาสผมในโครงการนี้ รวมถึงการสนับสนุนทุกๆ อย่างครับ

และที่ขาดไม่ได้ พวกเราไง JUMCers ตั้งแต่ รุ่น 1 ถึงรุ่น 11 ที่เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกัน

แล้วพบกันใหม่ เมื่อชาติต้องการ

May 31, 2015

แวะคิด แวะคุย > ขอลาอุปสมบทครับ


ถึงพี่ๆ น้องๆ เพื่อนฝูง และมิตรรักนักอ่านทุกท่าน

เนื่องด้วย กระผม นายบริคุณ ล้ำเลิศประเสริฐ (เหม่ง) มีศรัทธาที่จะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ณ วัดอุทยาน ถนน นครอินทร์-พระราม ๕ อำเภอ บางกรวย จังหวัด นนทบุรี ตั้งแต่ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๔ จนถึง ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔

การอุปสมบทครั้งนี้ เพื่อทดแทนคุณบิดามารดาและผู้มีคุณทั้งหลาย ทั้งขัดเกลากิเลสให้เบาบาง มีนิพพานเป็นที่สุด โดยกระผมจะตั้งใจปฎิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กระผมจึงขออนุญาตกราบลาอุปสมบทต่อทุกท่าน ด้วยความเคารพและจริงใจมา ณ ที่นี้

หากที่ผ่านมา มีสิ่งใดที่บังเอิญได้ประมาทพลาดพลั้ง กระทำลงไป ทั้้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทั้งโดยเจตนา และไม่เจตนา ล่วงเกินต่อท่านทั้งหลาย กระผมขออโหสิกรรมในการกระทำทั้งปวงนั้น ด้วยจิตสำนึกและความบริสุทธิ์ใจ จึงขอทุกท่านอโหสิกรรมให้แก่กระผมด้วยเถิด

กุศลใดที่เกิดจากการอุปสมบทในครั้งนี้ ขอทุกท่านได้อนุโมทนาผลบุญกุศล และขอจงดลบันดาลให้ผลบุญนั้น ส่งไปยังทุกท่าน รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรทุกผู้ทุกนามในสากลโลก ขอจงมีความสุขความเจริญโดยถ้วนหน้ากันเทอญ

กำหนดการอุปสมบท วันจันทร์ที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๔ (โดยประมาณ)
*************************************************************
๐๗.๐๐ - ปลงผมนาค
๐๙.๐๐ - เข้าอุโบสถ นำนาคไปอุปสมบท
๑๑.๐๐ - เสร็จพิธี ถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์
๑๒.๐๐ - แขกและเจ้าภาพรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (โต๊ะจีน)
************************************************************

พร้อมกันนี้ กระผมขอแนบแผนที่เส้นทางไปยังวัดอุทยาน มาด้วยแล้ว
จึงขอเรีียนเชิญทุกท่านมาร่วมทำบุญในวันงานด้วยกันครับ

January 14, 2015

วันพ่อของผม - 14 มกราคม



ผมเองก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกับหลายๆ คนในประเทศนี้ที่รับทราบและร่วมเฉลิมฉลองวันพ่อ ในเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยก็เตือนให้เรานึกถึงคุณความดีของพ่อเราที่ผ่านมา

แต่เมื่อผมโตขึ้นและเริ่มการถางทางสร้างครอบครัวของเราเอง ทำให้มุมมองความเป็นพ่อเริ่มเปลี่ยนไป

14 มกราคม 2551 - มันเป็นวันจันทร์ปกติที่ผมต้องไปประชุมแผนธุรกิจที่ต่างประเทศ ทิ้งภรรยาที่รักกับลูกน้อยในท้องอายุ 8 เดือนกว่าๆ ไว้โดยไม่คิดอะไร เพราะวันเสาร์ที่ 12 คุณหมอเพิ่งบอกว่ากำหนดคลอดน่าจะประมาณปลายเดือน

4 โมงกว่าๆ มีสายจากประเทศไทยว่า ภรรยาคลอดเรียบร้อยแล้ว เด็กแข็งแรงดี เป็นผู้หญิงหน้าตาเหมือนผมเด๊ะๆ เรามอบชื่อ "ฮานะ" ให้เธอด้วยความภาคภูมิใจ

น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ทั้งเขาและแม่ในตอนที่เขาออกมาดูโลก และกำหนดการเดินทางก็อีกสัปดาห์กว่าจะได้กลับเมืองไทย ใช่เลย...มันเป็นความทรมานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลย

แต่เวลาก็ดำเนินไปตามปกติของมัน ผมกับภรรยาก็เฝ้าเลี้ยงดู "เจ๊ฮา" ให้เติบโตขึ้นมาด้วยความตั้งใจและพยายามที่สุด จนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น "พ่อที่ดี" หรือยัง

อย่างนึงที่กล้าพูดได้เลยคือ ผมได้เรียนรู้ "การเป็นพ่อ" จากเธอเยอะมาก เรียนรู้ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งความคิดและการกระทำ เรียนรู้ที่จะเป็นทั้งพ่อ พี่ เพื่อน หรือในบางครั้ง ก็ต้องเป็น "ลูกมือ" ของเธอในการทำโปรเจคต่างๆ ที่เธอสนใจ

วันนี้ การเรียนรู้ก็ยังไม่สิ้นสุด แต่อย่างน้อยผมก็ชัดเจนในความหมายของการเป็น "พ่อ" และพูดได้เลยว่า สำหรับผมแล้ว "วันพ่อ" ของผม..

มันเริ่มต้นเมื่อ 14 มกราคม 2551 ที่ผ่านมานี่เอง

สุขสันต์วันเกิดนะครับ ลูกรัก ขอให้จดจำสิ่งต่างๆ ที่ป่าป๊าได้แนะนำไว้ และนำไปใช้เพื่อให้เราได้อยู่อย่างมีความสุข เป็นที่พึ่งและที่รักของคนรอบข้างนะครับ

ขอบคุณทั้งเราและม่าม้าเราอีกครั้ง

ป่าป๊าเหม่ง


December 22, 2013

มองมุมเหม่ง > บนถนนของมืออาชีพ - การจัดการกับความขัดแย้ง

(ถ้าชาติที่แล้วมีจริง ผมเองอาจจะเคยเกิดเป็นกรรมการห้ามมวยมาก่อน กรรมการห้ามมวยที่คอยเข้าไปแยกฝ่ายแดง ฝ่ายน้ำเงิน พร้อมกับคำแนะนำที่รับได้ทั้งสองฝ่าย แถมมากับลูกหลงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยที่ไม่สามารถคิดค่าใช้จ่ายกับฝ่ายใดได้)

ประสบการณ์ที่อยู่ระหว่างความขัดแย้งต่างๆ นั้น ถ้าจะถามว่า ถ้าเราได้รับเลือกให้เป็นคนกลางดังกล่าว เราจะบริหารจัดการกันอย่างไร ซึ่งถ้าจะพูดถึงสิ่งที่เจอมา ก็พอจะสรุปได้ว่า

- การเก็บข้อมูล > ข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ถึงที่มาที่ไปของปัญหา อย่ามองข้ามประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะมองข้าม เพราะในความขัดแย้งนั้น บางทีเป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีหลักการและเหตุผลต่างๆ มาบังหน้า และ ข้อมูลต่างๆ ดังกล่าวที่รวบรวมมา ต้องระวังอย่าให้ความคิดเห็นส่วนตัวมาทำให้เราไขว้เขวด้วย

- การวิเคราะห์ > เมื่อได้ข้อมูลแล้ว (ไม่มีทางที่คุณจะได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนหรอกครับ แค่มากที่สุดเท่าที่เวลา ความสามารถจะอำนวยก็ดีแล้ว) คุณอาจจะต้องใช้เวลาเรียบเรียง ทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไป ตัวละครทั้งหมด ข้อขัดแย้ง และ ความต้องการของแต่ละฝ่าย

- แนวทางหาข้อสรุป > เมื่อมาถึงขั้นตอนนี้ อาจจะต้องมีการเผชิญหน้ากัน ซึ่งในฐานะคนกลางอย่างคุณ การรักษาบรรยากาศอย่างเป็นกันเอง ถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการที่จะจัดการกับความขัดแย้ง และเมื่อการหารือเริ่มต้น คุณอาจจะเริ่มจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเป็นมาคร่าวๆ และแนวทางที่จะสรุป ซึ่งทางออกที่เลือกนั้น ต้องให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างก็ Win-win ซึ่งเป็นจุดที่ท้าทายคนกลางอยางยิ่ง ทักษะต่างๆ ทั้งการเปลี่ยนมุมมอง ความคิดสร้างสรร ฯลฯ เหล่านี้จะต้องมีการฝึกฝนเพื่อนำออกมาใช้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด การฝึกฝนดังกล่าวยังขึ้นกับบุคลิกภาพภายนอกของคุณด้วยครับ

- การติดตาม > เมื่อได้ข้อสรุป แนวทางที่จะตัดสินปัญหาแล้ว บทบาทคนกลางในการติดตามผลให้เป็นไปตามข้อตกลงอาจจะต้องมีอยู่ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

- บทบาทของคนกลาง > บางครั้ง การเป็นคนกลางก็มีแต่เสมอตัวกับโดนด่า ซึ่งต้องขอบใจทุกท่านที่เสียสละเพื่อลดความขัดแย้ง (อันมีมากมายในโลกนี้) ซึ่งถ้าจบแบบไม่แฮปปี้ เนื่องจากการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ต่างๆ ไม่ถูกต้อง ความขัดแย้งก็ยังอยู่ ซึ่งการเจรจาครั้งใหม่นั้น จะยากยิ่งกว่าเดิม หรือ คุณอาจจะไม่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นคนกลางอีกครั้ง ดังนั้น ถ้าคุณได้รับเลือกให้เป็นคนกลาง คุณต้องมั่นใจว่าคุณ "เป็นกลาง" จริงๆ และไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับทั้งสองฝ่าย

เส้นทางนี้ อาจจะไม่ราบรื่น และต้องเจอปัญหาต่างๆ มากมาย อย่างไรก็ดี บางครั้งผลที่เราจะได้รับ อาจจะไม่ใช่ผลตอบแทนในรูปเงินทอง แต่เป็น "ความนับถือ" หรือ "การยอมรับ" ที่มีค่ามากกว่ายิ่งนัก

December 4, 2013

พรุ่งนี้วันพ่อ - บางอย่างที่ทำได้เพื่อลูก

พรุ่งนี้วันพ่อ - ตอนนี้เรามีลูกเป็นของเราเองแล้ว ระหว่างที่เฝ้าดูเขาเติบโตขึ้นมา หลายสิ่งหลายอย่างมันอดเปรียบเทียบกันไม่ได้ เรื่องการเรียนก็เหมือนกัน

พ่อโตมากับ มานี ชูใจ มานะ ปิติ เขาเป็นเพื่อนที่ดีของพ่อจนถึง ป.6 ทำให้พ่อหน้าจีนคนนี้ พูดไทย อ่านไทย ได้ชัดเจน ทำให้พ่อได้รู้จักและเข้าใจความหมายของคำว่าเพื่อน เข้าใจโลกกว้าง ต่างจังหวัด ฯลฯ ที่ไม่มีในกรุงเทพฯ บ้านเรา

ซึ่งเสียดายที่พวกเขาต้องหายไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 แต่โชคดีที่วันนี้พ่อตามหาพวกเขาเจอแล้ว ไม่เปลี่ยนกันไปเลย ผิวพวกเขาอาจจะคล้ำไปบ้างตามกาลเวลา

พ่ออยากให้ลูกได้รู้จักเขาบ้างนะ ให้โอกาสเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเพื่อนๆ ชาวต่างชาติของลูก แนะนำให้เขารู้จักกับ คิดตี้ เบนเท็น เทเลทัปปี้ โดเรมอน มินนี่ มิกกี้ ฯลฯ และได้เรียนรู้ ได้สนุกด้วยกัน

ขอบคุณ คุณครูเชียงรายดอทเน็ต มากๆ ครับ

ลองดูกันนะ

จาก พ่อ..ที่อยากดีกว่านี้

ดาวน์โหลด หนังสือเรียนภาษาไทย มานะ มานี ปิติ ชูใจ ทั้ง 12 เล่ม ฟรี

July 1, 2013

มองมุมเหม่ง > คน ค้น คน (Human Resource Management)




ช่วงชีวิตของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เริ่มจากลูกน้องตัวเล็กๆ หัวหน้าตัวกลางๆ จนมาถึงหัวเรือตัวท้วมๆ อย่างทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า "ไม่ง่าย" ในชีวิตมืออาชีพ คือ การบริหารจัดการ "คน" ครับ

ในวันที่เราเป็นหัวหน้า เป็นผู้นำ ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของคนอีกหลายๆ คนที่เต็มใจ (และตกกระใจพลอยโจน) มาทำตามสิ่งที่เราต้องการนั้น ก็จะมีเรื่องที่ต้องมองกันต่ออีกหลายกรณีดังนี้

กรณีแรก คือ การบริหารจัดการคนที่มีอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาอาจจะอยู่กันมานานก่อนที่เราเข้ามา ซึ่งเราคงต้องมาวิเคราะห์ ประเมินคนเหล่านี้ก่อนว่า พื้นฐานความรู้ ความสามารถของเขาแต่ละคนเป็นอย่างไร สอดคล้อง ส่งเสริมเป้าหมายของบริษัทหรือไม่ แตกต่างจากคนอื่นๆ หรือเปล่า ควรจะเก็บไว้หรือปล่อยไปดี

เมื่อประเมินฝีมือกันแล้ว ก็มาดูในเรื่องของ EQ กันต่อว่าเขามีทักษะร่วมงานกับคนอื่นๆ เป็นอย่างไร ถึงขั้นนี้แล้ว เราก็จะเริ่มปวดหัว เพราะพวกฝีมือดีๆ หลายคนอาจจะทำงานขัดใจกับคนอื่นๆ ส่วนคนที่ใครๆ ก็รักนั้น มักจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเรา การวิเคราะห์ตรงนี้จะช่วยเราในการวางแผนการจัดสรรงานให้ทีมเบื้องต้นได้ครับ

หลังจากนั้น สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ เราจะพัฒนาทีมของเราต่อไปอย่างไร อนาคตปีหน้า, 3 ปี, 5 ปี พวกเขาจะเติบโต รับผิดชอบอะไรกันบ้าง ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าต้องวางแผน “ร่วม” กับเขานะครับ (เคยมองมุมนี้เกี่ยวกับการเป็นหัวหน้าในตอน “คนที่ใช่ ในที่ที่ถูกต้อง”
 http://mengmory.blogspot.com/2009/11/right-man-in-right-place.html) ช่วยให้เขามีอนาคตที่ดีในแบบที่เขาต้องการ แต่ก็เป็นแนวทางที่บริษัทจะไปด้วย อย่างนี้ถึงจะเรียกได้ว่าหัวหน้าคนนั้น “สอบผ่าน” ครับ

กรณีที่สอง คือ การหาคน “ใหม่” มาเสริมทีมครับ เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ไม่ยาก จะว่ายากก็ไม่ง่าย หลายๆ บริษัทมักโบ้ยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคล แต่ที่จริงแล้ว ตัวหัวหน้าเองควรจะมีส่วนมากถึงมากที่สุดครับ เพราะผลลัพธ์ของเขา ก็คือผลงานของท่านนั่นเอง

การหาคนใหม่นั้น ง่ายที่สุดคืออ้างอิงรายละเอียดงานที่ต้องรับผิดชอบ จะเรียกกันว่า Job Description, Job Specification หรืออะไรก็ตาม ที่น่าแปลกใจคือบางบริษัทไม่มี หรือ ที่มีก็เป็นการลอกเขามา เขียนให้กว้างๆ เข้าไว้ ทำให้ฝ่ายบุคคลเองก็ทำงานลำบาก และ เสียเวลาในการหาคนที่ใช่จริงๆ ดังนั้น ตัวหัวหน้าเองจะต้องเป็นคนกำหนดรายละเอียดตรงนี้ให้ชัดเจนที่สุด

หลังจากนั้น เมื่อมีผู้สมัครเข้ามาให้เราคัดเลือก ตรงนี้ก็ไม่ง่ายอีกที่เราจะอ่านใครๆ ภายในเวลา 30-60 นาที (เวลาโดยเฉลี่ยในการสัมภาษณ์งาน) ถ้าเจอผู้สมัครที่เก๋าเกมส์หน่อย เขาสามารถตอบคำถามเพื่อสร้างความประทับใจลวงตาได้ไม่ยาก ตรงจุดนี้ ก็ขึ้นกับความเก่ง หรือ ประสบการณ์ของผู้สัมภาษณ์เองที่จะอ่านได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อหรือไม่ หลายๆ แห่งเอง ไม่เคยมีการอบรม “ทักษะการสัมภาษณ์” เหล่านี้ให้กับพวกหัวหน้างานเหล่านั้นเลย จะว่ามันไม่มีหรือไม่สนใจก็แล้วแต่ ปล่อยไปตามยถากรรมที่สร้างมาของแต่ละคน ซึ่งก่อนสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ก็ควรจะเตรียมตัวกันก่อน ว่าคนที่เราต้องการนั้น ควรจะมีคุณสมบัติอย่างไร องค์ประกอบอื่นๆ ด้านชีวิตส่วนตัว ประสบการณ์ในอดีต ที่จะเสริมให้งานก้าวหน้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหล่านี้ต้องมีโครงคำถามไว้คร่าวๆ แล้ว ยิ่งถ้าเป็นระดับผู้บริหารด้วยแล้ว ทักษะบางอย่าง เช่น การเป็นผู้นำ การวิเคราะห์ปัญหา ทัศนคติการมองปัญหา ฯลฯ ก็จำเป็นมากขึ้นไปอีก

เมื่อเจอคนที่คิดว่าใช่แล้ว ถัดมาก็เป็นเรื่องการเตรียมตัวพนักงานใหม่ให้เขาอยู่กับเราให้ได้ ซึ่งก็ขึ้นกับความชัดเจนของงานที่จะให้เขารับผิดชอบ สิ่งที่บริษัทคาดหวัง รวมถึงผลตอบแทนต่างๆ ที่เขาจะได้ เหล่านี้ต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เริ่มงานกันอย่างเต็มที่และสบายใจ

หวังว่ามุมมองเหล่านี้ น่าจะพอเป็นประโยชน์ให้กับหัวหน้างานทั้งหลายให้ประสบความสำเร็จกันทุกคนครับ


June 27, 2013

เป็นเรื่อง > แกะขาว / แกะดำ (Black or White)

(กลอน 6 คะเมน)

  • หมู่บ้านนี้มีแต่แกะ มองไปไหนก็เจอแกะ
  • เพราะเป็นหมู่บ้านของแกะ ใครไปมาก็ชมแกะ
  • แกะเยอะแกะแยะหลายแกะ แกะขาวแกะดำก็แกะ 


  • แกะน้อยสองตัวเป็นเพื่อน สำลีสีนิลสองแกะ
  • สำลีอดีตพ่อรวย จนได้ก็เพราะเล่นหวย
  • สีนิลพ่อแม่ขยัน ทำงานทั้งวันไม่บ่น


  • สำลีโตมาไม่มี สีนิลมีกินเหลือเฟือ
  • สำลีอดทนคำเยาะ สีนิลเสนาะคำยอ
  • อนาคตกำหนดเอง ไม่กลัวไม่เกรงอะไร


  • ทำงานสำลีทำงาน อยู่บ้านสีนิลอยู่บ้าน
  • ตากแดดสำลีตากแดด นอนแอร์สีนิลนอนแอร์
  • อนาคตกำหนดเอง บรรเลงจังหวะของตน


  • ตากแดดสำลีตากแดด สั่งงานแกะขาวกลางแดด
  • นอนแอร์สีนิลนอนแอร์ ลอกผิวผลัดขนจนขาว
  • สำลีตัวดำร่ำรวย สีนิลผิวสวยเคยรวย


  • เวลาผ่านเวียนหมุนเปลี่ยน ขาวกลับดำคล้ำกลับขาว
  • สีนิลออกบ้านหน้าเชิด ตะลึงพรึงเพริดทุกแกะ
  • ทั้งเมืองล้วนแต่แกะดำ ทำไมเจ้าขาวผิดแกะ
***********************************************
เรื่องราวของแกะขาว / แกะดำ ต้อนรับการกลับมาของ THE "MEngMORY" หลังจากหายไป 1 ครรภ์คน จะว่านี่คือ "สำลีกับสีนิล ภาค 2" ก็ว่าได้ อยากจะลองมองมุมเหม่ง ที่แกะขาวทำงานจนกลายเป็นแกะดำ และ แกะดำอยู่สบายจนกลายเป็นแกะขาว หักมุมสุดท้ายที่มันกลายเป็นแกะขาวตัวสุดท้ายในโลก ซึ่งทั้งแกะขาวก็ไม่แปลก แกะดำก็ไม่ผิด อยู่ที่การเลือกทางเดินชีวิตกับความสุขของใครของมัน

กลอน 6 คะเมน ก็ไม่มีนะครับ หนูๆ ทั้งหลายอย่าเอาไปอ้างอิงกับคุณครูภาษาไทยที่ไหนน้อ

ขอบคุณที่ยังติดตาม และคิดถึงกัน

THE "MEngMORY"

September 30, 2012

มองมุมเหม่ง > คำคิด คำคม



 
Everyone hears what you say. 
Friends listen to what you say. 
Best friends listen to what you don't say. 

(Anonymous)

***************************************
พูดไปใครก็รู้
แต่เพื่อนเข้าใจเมื่อได้ฟัง
มิตรแท้ ไม่ต้องเอ่ย

(ไฮกุ - 30 กันยายน 2555)

***************************************

Only a minute to like someone,
Just an hour to have a crush on someone 
Only a day to love someone, 
But it takes a lifetime to forget someone.

(Anonymous)

ชอบทันทีที่เห็นเจ้าคนงาม 
แค่ชั่วยามผันผ่านพาลแอบฝัน
รักลงลึกสุดใจในข้ามวัน
แต่ลืมกันไม่ลงตราบจนตาย

แค่นาทีก็รู้ว่าเริ่มชอบ
กับคำตอบมอบใจในชั่วยาม
แค่วันเดียวรักได้ไม่ต้องถาม
อยากลืมนามตราบตายก็ไม่ลืม

 (กลอนแปด - 30 กันยายน 2555)


***************************************

August 2, 2012

เป็นเรื่อง > ระยะห่าง ระหว่างใจ (Between Us)


เย็นวันหนึ่งของต้นฤดูฝน ณ ร้านกาแฟชื่อฝรั่งสัญชาติไทย กลางใจเมือง บาริสต้าวัยกลาง 30 มองไปรอบๆ ร้าน ปลายเดือนอย่างนี้ กลับมีลูกค้าเพียง 2-3 โต๊ะเท่านั้น โต๊ะอื่นๆ ก็เป็นไปตามปกติ เพียงโต๊ะคู่รักมุมร้านที่ดูเหมือนเวลารอบๆ ตัวทั้ง 2 จะหยุดมาชั่วขณะแล้ว

************************************************************

"กลับมากรุงเทพฯ คราวนี้ ไม่คิดจะเจอกันเลยเหรอ" หญิงสาวถามขึ้นมาเสียงตัดพ้อ
"เปล่า ก็ยังยุ่งๆ อยู่น่ะ เที่ยวนี้งานเยอะ" ชายหนุ่มตอบพลางหลบสายตา หยิบกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง

"แม้แต่โทร ก็ไม่มี ดุล คิดว่าตอนนี้ระหว่างเรามันเป็นยังไง" 
"ก็บอกแล้วไง ว่าผมยังยุ่งๆ อยู่ ตั้งแต่ย้ายงานมา ก็มีปัญหาตลอด ผมเองก็ต้องการเวลา "ส่วนตัว" ของผมบ้างสิ"

เงียบกันไปชั่วขณะ แววตาของหญิงสาวที่จ้องมองชายหนุ่ม เหมือนไม่คล้ายคนที่เคยรักกันมา ผู้ชายคนนี้นะเหรอ ที่เธอเคยคิดที่จะสร้างอนาคตไว้ด้วยกัน คนที่เคยคุยกันได้อย่างไม่รู้เบื่อทั้งวันทั้งคืน แต่ตอนนี้คนที่นั่งต่อหน้าเธอ เหมือนใครที่เธอไม่เคยรู้จักเขาเลย

เงียบกันไปชั่วขณะ แววตาของชายหนุ่มที่เหลือบมองหญิงสาว หญิงสาวที่เขาคิดว่ารู้จักดีที่สุด ผู้หญิงคนนี้นะเหรอ ที่เขาจะไว้ใจ เป็นคู่คิด เป็นที่ปรึกษาในยามที่เขาต้องมุ่งมั่นบากบั่นไปข้างหน้า หลายเดือนที่ผ่านมามันทำให้เขาไม่แน่ใจ ว่าที่เห็นมานั้น เป็นสิ่งที่เธอเป็น หรือ แค่การแสดงฉากนึง

"ดุลบอกแอนมาตรงๆ เลยได้ไหม ว่า ดุลจะเอายังไง" เธอพยายามที่จะเลี่ยงไม่พูดถึงคำๆ นั้น

เขาถอนหายใจ เหมือนจะพยายามไตร่ตรองทุกคำพูดอย่างดีที่สุด "อืม ผมคิดว่าเราน่าจะห่างกันสักพัก เพื่อต่างคนต่างจะได้ทบทวนอนาคตของเรากันอีกที"

เหมือนจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ปลิวมาโดนจุดระเบิดของอารมณ์ หญิงสาวถึงกับขึ้นเสียงสูง "ทบทวน ทบทวนอะไรอีกล่่ะ ดุล นี่เราคบกันมาจะ 5 ปีแล้วนะ แอนยังไม่รู้เลยว่า ดุลวางแผนในอนาคตไว้ยังไง เราจะแต่งงานกันเมื่อไร แล้วเรื่องบ้านล่ะ ดุลจะคบกันไปแบบนี้เรื่อยๆ เหรอ เห็นแก่ตัวมากเลยนะ" 

เช่นเดียวกับหญิงสาว เมื่อความพยายามที่จะรอมชอมไม่เป็นผลสำเร็จ ความรู้สึกที่แท้จริงจึงได้พุ่งสวนออกมาเช่นกัน "เห็นแก่ตัวอะไรเล่า แล้วสิ่งที่คุณทำหลายๆ เดือนที่ผ่านมาเนี่ย คุณคิดว่าผมไม่รู้เรื่องเหรอ ที่ทุกวันนี้ผมต้องลำบากกว่าเมื่อก่อน ก็เพราะเรื่องงานของคุณ กับไอ้แก่หัวงูนั่นแหละ"

หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งกับคำพูดของฝ่ายชาย อ๋อ นี่เองเหรอ สาเหตุที่เขาเปลี่ยนไป ทำไมเขาถึงคิดไปได้ขนาดนั้นนะ รู้มั้ย ชั้นยอมลำบากย้ายงานมาที่นี่ก็เพื่อจะเข้าใจเขา เก็บเงินสร้างอนาคตด้วยกัน แต่ก็คุยกันเคลียร์แล้วนี่ ว่าถึงบริษัทจะเป็นคู่แข่ง แต่ก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องระหว่างเรา ทำไมดุลไม่พยายามเข้าใจสิ่งที่เราทำเลยนะ

ชายหนุ่มได้แต่นิ่ง หลังจากที่ได้พูดออกไปแล้ว อืม ดันพูดไปจนได้ ว่าจะไม่พูดแล้วเชียว ตอนแรกก็บอกว่าเรื่องงานจะไม่มีผล ไม่คุยกัน แล้วไอ้ยอดขายที่ถล่มทลายเนี่ย ไม่ใช่เพราะว่าข้อมูล หรือคำแนะนำจากเราเหรอ แถมไอ้แก่หัวหน้าเธอดันเป็นคู่แค้นเก่าเราอีก เข้าข้างกันชัดๆ แล้วที่ผ่านมาเราก็ทุ่มเทให้เธอตลอดเลยเนี่ยนะ

"ฮึ ก็แค่อิจฉาใช่ไหม แล้วนี่ดุลคิดอะไรไปถึงไหนแล้วนี่ ทุเรศมากเลยนะ"
"ไม่ใช่อิจฉาหรอก แค่ผิดหวังกับคนที่เคยไว้ใจที่สุดน่ะ ไม่คิดว่าผลประโยชน์แค่นี้ จะหักหลังกันได้ มิน่าเล่า แอนถึงพยายามจะวิ่งออกจากชีวิตผม เพราะเงินจากไอ้แก่หัวหน้าเธอนั่นเอง"

"คิดว่าแอนวิ่งหนีดุลเพราะเรื่องแค่นี้เหรอ จำไว้นะ ชั้นไม่ได้วิ่งหนีจากชีวิตคุณ แต่ตัวคุณเองต่างหากที่วิ่งถอยหลังไปจากความรักของเรา ที่ผ่านมามีแต่ชั้่นที่ทุ่มเทให้คุณตลอด แต่คุณล่ะ"

น่าแปลกที่ สายตาของหญิงสาวที่มองฝ่ายตรงข้าม ไม่เหลือเค้าของความรักที่เคยดูดดื่ม เหมือนอีเมล์ หรือ SMS ที่เคยส่งถึงกัน เธอคิดว่า ถ้าที่เขาพูดมาคือเรื่องจริง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องเกรงใจอะไรกันอีก แกทำงานห่วยเอง แถมยังมาโทษคนอื่น ที่ผ่านมาถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียชั้น แกจะมาได้ถึงขั้นนี้เหรอ

น่าแปลกที่ สายตาของชายหนุ่มที่มองกลับไปที่หญิงสาวมีแต่ความว่างเปล่า ใช่แล้ว เธอไม่ปฏิเสธเรื่องที่ร่วมมือกับหัวหน้าเธอเพื่อแว้งกัดเรา แถมยังพูดยกตัวเองให้ดูดีมีหลักการอีกเช่นเคย

"งั้น คุณก็คิดง่ายๆ ละกัน เหตุผลที่คนเราวิ่งหนีฝ่ายตรงข้ามเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะว่า "ความเกลียด" หรือ "ความกลัว" ซึ่งเรื่องระหว่างเรานั้น ผมไม่จำเป็นต้องกลัวคุณอยู่แล้ว แต่คุณไปคิดเองละกัน ว่าที่ผ่านมาทำอะไรเลวๆ ลงไปบ้าง"

"ก็ได้ ชั้นจะจำไว้ ว่าสิ่งที่คุณทำมันเพราะ "ความเกลียด" บนความอิจฉา ใจแคบ ของคุณที่รับมันไม่ได้ แล้วชั้นก็ไม่เคยคิดนะ ว่าทำอะไรเลวๆ ลงไป มันก็แค่งานเท่านั้น"

************************************************************
สิ่งที่บาริสต้่า เจ้าของร้านเห็น คือภาพของผู้ชายที่นั่งหน้าเครียด ต่อหน้าหญิงสาวที่นั่งน้ำตาคลอ ทั้ง 2 ฝ่ายไม่มีใครพูดอะไร หลายปีที่ผ่านมาชายหญิงคู่นี้เป็นลูกค้าประจำที่ร้าน ทั้ง 2 มักจะมานั่งคุยกันเรื่องงาน ให้คำแนะนำ กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้ง 2 เคยถามเขาเล่นๆ ว่า จะขอมาถ่ายรูปคู่แต่งงานในบรรยากาศคลาสสิคๆ ของร้านเขาได้หรือไม่

แต่ตอนนี้ บรรยากาศชวนหดหู่ยิ่งกว่าข้างนอกร้าน ที่ฝนเริ่มซาเม็ดแล้ว เขาเอื้อมมือไปเปิดดีวีดี เผื่อว่าบรรยากาศโดยรวมมันจะดีขึ้นบ้าง

ภาพบนจอเป็นการ์ตูนคลาสสิคเรื่ิอง ทอม แอนด์ เจอร์รี่ ที่เจ้าแมวทอม พยายามวิ่งไล่ เจ้าหนูเจอร์รี่ อย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อให้ไ้ด้แผนที่กรุสมบัติที่ซ่อนคลังอาหารอีกส่วนหนึ่งไว้ ซึ่งเป็นไปตามขนบของการ์ตูนแนวนี้ ที่ต่างก็วิ่งกันป่าราบไปข้าง

เด็กเสริฟกาแฟชาวพม่า ถือโอกาสลูกค้าไม่ค่อยมี มานั่งผสมโรงดูการ์ตูนด้วยนั้น หัวเราะเสียงดังกับภาพที่เห็น "ทำไมมันโง่ อย่างนี้น่ะ คนนึงวิ่งไล่ อีกคนวิ่งหนี ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย แล้วเมื่อไรมันจะได้เจอสมบัติกันซะทีเนี่ย ถ้ามันฉลาดๆ หน่อยนะ มันหันหน้ามาคุยกันตรงๆ ร่วมมือกัน เอาแผนที่มารวมกัน แค่นี้มันก็สบายแล้ว"

"แม่นนะมึง" บาริสต้า หัวเราะหึๆ กับความคิดของเด็กเสริฟ ซึ่งอีกไม่กี่นาทีถัดไป ทอม กับ เจอร์รี่ ก็จะหันหน้ามาร่วมมือกันอย่างที่เขาว่าจริงๆ คงมีแต่ในการ์ตูนเท่านั้น ที่แมวจะรักและร่วมมือกับหนูได้

แต่เขาก็ยังหวังว่า ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่ได้ยินที่เด็กเสริฟพูด เขาอยากให้คนอื่นๆ ในร้านด้วยเช่นกัน



มองมุมเหม่ง > เหตุผลของนักช้อป (Confessions of a Shopaholic)


สำหรับคนที่สนใจในความเป็นมาของเศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยาผู้บริโภค คงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ "เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม" (Behavioral Economics) ที่มุ่งให้ความสนใจพฤติกรรม การตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และเศรษฐศาสตร์ในภาพเล็ก และภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจซื้อ ขาย สินค้า หรือแม้กระทั่งการลงทุนต่างๆ

(ในเมืองไทยที่ผมได้ยินคำนี้แรกๆ จาก ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ครับ หรือถ้าจะหาหนังสืออ่านก็ขอแนะนำ Predictably Irrational แปลเป็นไทย โดย คุณ พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ ครับ)

โดยปกติแล้ว เราจะพบว่า มนุษย์ทั้งหลายพยายามจะอ้างว่า การตัดสินใจของตนเองทั้งหลายทั้งปวงนั้น อยู่บน "หลักการ" ของการใช้เหตุผล ที่ผ่านการวิเคราะห์ ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว

แต่ก็มีหลายๆ เหตุการณ์ที่พอวิเคราะห์ลึกๆ ไปแล้ว กลับหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ตามหลักการของเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม แต่กลับกลายเป็นการซื้อ หรือ จับจ่ายไปด้วยเรื่องของอารมณ์แท้ๆ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินซื้อของบางอย่างเพื่อที่จะ "ประชด" คนขาย ให้รู้ว่า "กูก็มีเงินนะโว้ย" หรือ จ่ายเงินเพื่อความสงสารให้กับเด็กน้อยที่มาขอทาน โดยที่ไม่รู้เลยว่า มันเป็นอาชีพการแสดงประเภทหนึ่งเท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น

มองในแง่การจับจ่าย ช้อปปิ้งกันบ้าง เชื่อว่าหลายๆ คน (แม้กระทั่งผมเองก็ตาม) ที่มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ "ป้ายลดราคา" เป็นอย่างยิ่ง เจอทีไร ถึงกับอ่อนแรง โดนดึงดูดไปโดยไม่ีรู้่ตัว (อันเนื่องมาจากจิตวิทยาอันชาญฉลาดของคนขาย ในการออกแบบ การใช้สีสัน หรือ ตัวเลขที่มาจูงใจ) แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ต้องมานั่งเซ็งตัวเองว่า "กูซื้อมาทำไมว่ะเนี่ย ของเก่ายังเหลือเพียบ" บางครั้ง กลายเป็นปัญหาครอบครัวก็ว่าได้

ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะความรู้สึกเสียดายโอกาสที่จะพลาดของ (ที่คิดว่า) ถูก ครับ เพราะคนเรามักจะคิดว่า ครั้งหน้าอาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จึงทำให้ตัดสินใจอย่างนั้น

หรืออีกประเด็นหนึ่งก็คือ การซื้อของที่ "ยังไม่เคยมี" อาจจะเพราะในอดีต เรายังไม่พร้อมที่จะซื้อ (เงินน้อย) แต่พูดตรงๆ คือ มันเป็นเรื่อง "คาใจ" ดังนั้น พอมีโอกาสแล้ว ก็จะซื้อไปโดยไม่ไตร่ตรองเลย เช่น การซื้อเครื่องประดับราคาแพง หรือ การจ่ายค่าอาหารบางมื้อ เพื่อสนองความอยากในอดีต เป็นต้น

เชื่อไหมละครับ ถ้าไปถามทุกคนตามตัวอย่างข้างต้นนี้ ร้อยทั้งล้านจะตอบว่าตัวเองได้ตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน และรอบคอบทุกคนครับ

แต่อย่างนึงที่อาจจะลืมคิดกันไปคือ มัน "จำเป็น" หรือเปล่า

เราซื้อไปแล้ว จะได้ใช้เลยหรือไม่ ซื้อเพราะความกลัว แล้วทำให้รกห้องเก็บของเราเปล่าๆ ปลี้ๆ หรือไม่

เรามีตัวเลือกอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้หรือเปล่า เพื่อที่ว่าเราจะได้เอาเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่นๆ ได้ต่อไป

ครับ ส่วนใหญ่มาคิดได้ ก็ตอนกลับบ้าน เอาของออกจากถุง ตอนนั้นแหละ

แต่ไม่ผิดหรอกครับ เพราะด้วยความยั่วยวนของสภาพแวดล้อมร้านค้า คำพูดโอ้โลมปฏิโลมของคนขาย ถ้าใจไม่แข็งจริงก็ยากที่จะปฏิเสธ

แต่หวังว่าครั้งต่อไป ทุกท่านคงมีสติและไม่พลาดท่าเสียทีต้องมานั่งเสียใจอีกต่อไป

ขอให้ทุกท่าานมีความสุข และ สติกับการใช้เงินที่เราต่างหามาครับ