January 1, 2010

แวะคิด แวะคุย > สวัสดีปีใหม่ ใจดีสู้เสือ (Happy Year of Tiger)

ในวาระดิถีขึ้นปีเสือ
ขอให้เชื่อเถิดว่าดีกว่าเก่า
อย่ากลัวเสือมันสู้อยู่ที่เรา
ไม่ต้องเศร้าก้าวต่อไปใจทนง
***************************

The MEngMORY ก็ขอสวัสดีปีใหม่ 2553 ทุกท่านที่บังเอิญผ่านมา "แวะคิด แวะคุย" กับเรานะครับ คงไม่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาช่วยอะไรท่านได้ เพราะคนขอเองก็ยังจนปัญญา ตันปัญหาอยู่เช่นกัน และไม่สนับสนุนให้ต้องมาฝันลมๆ แล้งๆ ดังคำสอนของสมเด็จพระพุทธเจ้า "อัตหิ อัตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นั้นดีที่สุดครับ

พูดถึงเนื้อหาที่ว่ากันมาไตรมาสกว่าๆ ก็คงจะคละเคล้ากันไป ถูกใจบ้าง ไม่ต้องใจบ้างก็แนะนำมาได้นะครับ ความตั้งใจที่จะพยายามเขียนให้ได้ทุกสัปดาห์ ก็เริ่มคลาดเคลื่อนไปบ้าง ต้องขออภัยมิตรรักแฟนเพลงมา ณ ที่นี้ ในปีต่อไปก็คงจะตรงเวลาให้มากกว่าเดิม พร้อมกับเนื้อหาที่หลากหลายละกันครับ

ในวันเบาๆ สบายๆ อย่างนี้ (ก่อนที่จะเจอกับวงจรชีิวิตเดิมๆ ในอีก 2 วันข้างหน้านี้) ก็คงจะเล่าให้ฟังถึงมุมมองเกี่ยวกับ "ปีใหม่" กันพอขำๆ ละกันนะครับ

(๑) ดวงของท่า่นในวันปีใหม่
- ในวันปีใหม่นี้ หลายๆ สำนักก็มักจะนำคำทำนายดวงมาให้พิจารณาว่ากันไว้ ทั้งดีและไม่ดี แต่ส่วนใหญ่จะไม่ดีมากกว่า บางคนอ่านแล้วก็คงจะเซ็งและพาลวิตกจริตถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าหยุดคิดสักนิด คำทำนายนั้น บางอย่างเราสามารถกำหนดไ้ด้ เช่น ทายว่าของจะหาย หรือ จะมีปากเสียงกับคนรัก ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ เราสามารถป้องกันได้เลย ดังนั้น เพื่อให้เป็นการดี เราน่าจะ "รับฟัง" สิ่งไม่ดีที่หมอดูเหล่านี้ "ทัก" กันไว้บ้าง ถึงแม้สุดท้ายจะไม่แม่น แต่ก็ดีกว่านะครับ

(๑) ไปรวมกันนับถอยหลัง
- นั่งดูทีวีบรรยากาศการนับถอยหลังหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ ภาพที่เห็นก็น่าจะสนุกสนานกันดีนะครับ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะตามมาหลังเลิกงานบ้าง ทั้งจำนวนฝูงชนที่แย่งกันกลับบ้าน การจราจร ราคาสินค้า บริการที่ขึ้นราคากันน่าเป็นห่วง ฯลฯ อันจะพาลให้หงุดหงิดกันได้
นอกจากนั้นแล้ว เรื่องราวของซานติก้าผับ ที่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ในวันปีใหม่ ก็ยังตามหลอกหลอนฝันร้ายอีกหลายๆ ท่านครับ

(๑) หยุดยาวๆ ไปเที่ยวกันดีกว่า
- นอกเหนือจากพี่น้องชาว ตจว. ที่จะกลับบ้านแล้ว พี่น้องชาวไทยอีกส่วนก็นิยมจะไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ เช่น พัทยา หัวหิน เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ ปัญหาที่ตามมาคือ "ความแออัด" ครับ แ่ย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งกันพักผ่อน เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างเรา ทั้งราคาที่แพงขึ้น คุณภาพสินค้า บริการที่ต่ำกว่าเดิม (เนื่องจากปริมาณลูกค้าที่เกินการจัดการ) และภาพลักษณ์ที่ติดลบ เหล่านี้เจ้าของกิจการเอง ก็ไม่แฮปปี้เท่าไร (แต่น้ำขึ้นละนะ ขอฉันตักหน่อย)

(๑) ฉายารัฐบาล ฉายานักการเมือง
- ทุกสิ้นปี สมาคมนักข่าวฯ จะมีการสรุปข่าว และตั้งฉายาให้กับรัฐบาล นักการเมือง เป็นประจำ ตอนเด็กๆ ผมติดตามอ่านเรื่องเหล่านี้จากหนังสือพิมพ์ต่างๆ ด้วยความสนุกสนาน แต่หลังจากผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากนักการเมืองเหล่านี้ จนทำให้ผมสงสัยว่า "มันจะเสียเวลาหรือเปล่าน้อ"

(๑) ของเก่า เอามาเล่าให้ขำๆ
- นั่งดูทีวีที่บ้าน แทบทุกรายการจะตัดต่อเอาบางตอนที่เคยฉายไปตลอดทั้งปีมา "ยำ" เป็นเมดเลย์ มาฉายเอากำไรกันอีกครั้ง จนแทบเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว อืม มันง่ายไปหรือเปล่าครับ

เหล่านี้ก็เอามาคุยกันให้ฟังพอครึ้มๆ ละกัน อย่างไรก็ดี อยากให้ทุกท่านมีเวลาให้กับตัวเอง ในการทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ลด ละ เลิก อะไรที่ไม่เข้าท่า และหวังว่า ทุกท่านคงจะผ่านปีเสือนี้กันไปอย่างสบายๆ นะครับ

December 26, 2009

เป็นเรื่อง > ห่างกันวันเทศกาล

ตอนสายๆ ในวันลอยกระทง เจนคลิกอีเมล์อ่านข้อความที่แนบมากับ e-card การ์ตูนรูปกระทงตลกๆ ที่ชายหนุ่มสารถีคนล่าสุดส่งมาให้

"... ยิ้มแล้ว วันนี้ไปลอยกระทงด้วยกันนะ ... พี่ป๊อป"

ยิ้มน้อยๆ ตรงกันข้ามกับข้อความที่ตอบกลับไป

" ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไปทำแม่น้ำสกปรก หนูนะกรีนพีชนะคะ สิ้นเดือนเงินเดือนออกแล้วไปแดนซ์ดีกว่า"
********************************************************************


บ่ายของวันที่ 23 ธันวาคม เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น ระหว่างที่พักสายตาจากจอคอมฯ

"ฮัลโหล เจนเหรอ คืนพรุ่งนี้ไปฉลองคริสตมาสกันไหม ผมจองโต๊ะบนลานดาดฟ้าที่โรงแรม xxx นี้แล้ว ผมอยากจะไปกับคนพิเศษอย่างคุณนะ"

"อืม ขอบคุณมากค่ะ แต่เจนติดธุระกับที่บ้านน่ะ โทษทีนะ ไว้คราวหน้าได้ไหม แล้วจะโทรกลับหาแม็คอีกทีนะ"
********************************************************************

เช้า 30 ธันวาคม SMS จากคนคุ้นเคย รอส่งเธอก่อนไปทำงานวันสุดท้าย
"Good Morning ที่รัก ไปเคานท์ดาวน์รับปีเสือที่ลานเซนทรัลเวิลด์กับผมนะครับ จาก พี่ต้อม"

เธอตอบกลับทันที
"ขอบคุณมากค่า แต่ไม่ไหวหรอก คนเยอะอ่ะ ไว้ไปหลังปีใหม่ละกัน แต่อย่าไปเหล่ใครละ"
********************************************************************

13 กุมภาพันธ์ ตอนเย็น โทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน

"เจน พรุ่งนี้ว่างไหม ผมอยากชวนคุณไปดูหนังเรื่อง xxx ที่คุณชอบตอนดูหนังตัวอย่างไง แล้วไปแฮงกันที่เอกมัยต่อนะ ผมไปรับเอง"

"พี่เอกเหรอ พรุ่งนี้ไม่ไปนะ ต้องไปเยี่ยมคุณย่านะ แต่เจนได้รับดอกไม้จากพี่แล้วนะ สวยเชียว ไว้เจนเลี้ยงข้าวพี่ตอนวันเกิดพี่เดือนหน้าละกัน นะ นะ"
********************************************************************

14 กุมภาพันธ์ เจนนั่งเงียบๆ คนเดียวที่บ้านกับอารมณ์ที่หดหู่ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ทั้งจากพี่ป๊อป แม็ค พี่ต้อม และพี่เอก ชายหนุ่มทั้ง 4 คนอยากให้วันนี้เป็นวันพิเศษระหว่างพวกเขาและเธอ โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ ที่ทุกคนต่างใจตรงกัน และเธอเองก็ยังไม่อยากทำให้ใครต้องเสียน้ำใจ ทำให้เธอต้องเลือกที่จะปฏิเสธทุกคำเชิญในทุกๆ วันเทศกาลของความรัก ตั้งแต่ปีใหม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง และคริสตมาส มีเพียงเงาตัวเองกับคนในจอทีวีเป็นเพื่อนเท่านั้น

ในทางกลับกัน เธอให้เวลาเต็มที่กับทุกคนในวันปกติที่ไม่ใ่ช่เทศกาล บริหารเวลาจนน่าจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ เธอพยายามจะหาข้อสรุปให้ได้ว่าใครคือ "คนที่ใช่" สำหรับเธอกันแน่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ฝันร้ายของเธอกับเหตุการณ์รถไฟชนกันตั้งแต่สมัยเรียน ที่หนุ่มสามย่านต้องมีเรื่องกับหนุ่มท่าพระจันทร์ ยังตามมาหลอนเธออยู่เป็นระยะๆ กับสมญานามที่เรียกกันลับหลังว่า "เจ้าชู้ตัวแม่"

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะความเศร้า

"ปิดมือถือเหรอลูก เมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่บ้าน เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนเราชื่อต้อมน่ะ แม่ก็นึกว่าหลับแล้ว เห็นเพลียๆ มีอะไรหรือเปล่า"

แม่เธอเองก็พอจะรู้จักนิสัยของลูกสาวดี ดังนั้นเจนจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง

"อืม ก็สมควรละนะ ที่ทุกคนเขาจะคาดหวังกับเราไว้มากอย่างนี้ จริงๆ แล้วแม่กับพ่อเองก็เคารพความคิด การตัดสินใจของลูกนะ แต่การที่จะมีตัวเลือกหลายๆ คนก็ไม่ผิด ตราบใดที่มันไม่ได้เลยเถิดไปมากกว่าการเป็นแฟนนะ"

"แต่ถ้าจะต้องตัดสินใจ อยู่ที่ว่าทั้งเราทั้งเขาจะอยู่ดูแล และไปด้วยกันได้ในทุกๆ เรื่องหรือเปล่า รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ของทั้งสองฝ่ายด้วย คนไทยนะเวลาแต่งมันก็เหมือนทั้งสองครอบครัวต้องแต่งกันไปด้วยโดยปริยายนะ และในจุดที่แตกต่างกันนั้น ทั้งเราและเขารับกันได้ไหม มันจะมีปัญหาในอนาคตหรือเปล่า เหล่านี้เจนต้องเอามาคิดด้วยนะลูก บางคนนั้นก็ต้องดูกันยาวๆ ช่วงโปรโมชันบางทีมันก็หวือหวาไปอย่างนี้แหละ"

"แล้วกับป๊ะป๋าละ ทำไมแม่ถึงคิดว่าใช่ละ" เธอถามในสิ่งที่ไม่เคยคิดสงสัยมาก่อน

"สำหรับแม่นะ แม่เลือกพ่อเพราะเขาแสดงให้แม่เห็นไง ว่าเขามีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสิ่งที่ได้สัญญาไว้ และการวางแผนอนาคต ก็อ่ะนะ ดูแล้วพ่อเขาไม่ค่อยจะโรแมนติกเท่าไร แต่ก็ไม่ทำให้แม่ต้องเสียดายเวลา 30 ปี ที่เราได้รักกันเลย"

"ส่วนเจนเองน่ะ ถ้าถึงเวลาต้องตัดสินใจก็ต้องทำ อย่าลังเล หรือคิดจะถนอมน้ำใจทุกฝ่ายเลย ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีแค่คนเดียวที่สมหวังเท่านั้น ที่สำคัญ เราคิดว่าเราเองก็มีดีพอสำหรับคนที่จะเขามาหรือเปล่า ดีพอที่เขาจะทุ่มเททุกอย่างให้เราหรือเปล่า หรือแค่ว่าเราเองก็เหมือนๆ สาวๆ คนอื่นๆ ของเขาเหมือนกัน"
********************************************************************

คืนวันวาเลนไทน์นี้ เจนนอนหลับอย่างสบายใจ ความรู้สึกหดหู่ที่ต้องเดียวดายในวันเทศกาลต่างๆ แม้ไม่อาจหายไป แต่ก็บรรเทาลง พรุ่งนี้ สิ่งที่เธอจะต้องทำแต่เช้าก็คือการโทรไปหาใครคนหนึ่งในสี่คนนั้น

December 22, 2009

มองมุมเหม่ง > คับที่อยู่ได้ คับใจก็ไม่ต้องอยู่ (The Best Place to Work)

คับที่พออยู่ได้
อึดอัดใจก็ไม่อยากอยู่
หยั่งรู้ด้วยตัวเอง
******************
ในวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับเพื่อนร่วมงาน ใครบางคนเปรยขึ้นมาถึงผลการสำรวจของนิตยสาร Fortune ที่ทำร่วมกับ สถาบันจัดอันดับสถานที่น่าทำงาน (The Great Places to Work Institute - คนก่อตั้งเข้าใจคิดนะ อยู่ดีๆ ก็ลุกมาหาเรื่องจับบริษัทชาวบ้านมาเทียบกัน แถมได้เงินและกล่องอีก) ถึงข่าวที่นำเสนอบริษัท 100 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่น่าทำงานด้วย โดยใช้ผลการสำรวจจากแบบสอบถาม ซึ่งจะถามเกี่ยวกับนโยบายด้านบุคลากร ค่าจ้างและสวัสดิการ และคำถามแบบเปิดในเรื่องปรัชญา การสื่อสาร และหัวข้ออื่นๆ ประกอบกัน

ผลดีอย่างหนึ่ง นอกเหนือไปจากภาพลักษณ์ (และโอกาสที่แต่ละบริษัท จะหาเรื่องออกข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อบลัฟชาวบ้านแล้ว) การสำรวจนี้ น่าจะใช้เป็นกระจกให้แต่ละบริษัทได้ "ส่อง" ดูตัวเองบ้างว่า เรามีการจัดการบริหารได้เหมือนหรือแตกต่างกับบริษัทอื่นๆ อย่างไรบ้าง อะไรจะเป็นปัจจัยให้พนักงานรู้สึก "ดี" และอยากที่จะ "ทุ่มเท" ให้กับเรายิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งต้องดูให้ดีนะครับ ว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ จำเป็นหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า เห็นช้างขี้แล้วต้องขี้ตามช้าง

อีกประเด็นที่ผมยังไม่เห็นในรายงานพวกนี้ คือเรื่องของการตอบโจทย์ทางธุรกิจ ว่าหลังจากดำเนินมาตรการต่างๆ นี้แล้ว บริษัทเหล่านี้มีผลกำไรมาก น้อยแค่ไหน หรือมีอัตราหมุนเวียนพนักงานเข้า-ออกเป็นอย่างไร แล้วคนที่ลาออกจากบริษัทเหล่านี้นั้น มีสาเหตุจากอะไร ฯลฯ ภาพเหล่านี้ไม่ฉายให้เห็น ไม่วิเคราะห์ให้ดี ก็จะพาลหลงทางกันไปได้ครับ

ซึ่งถ้าอ่านกันลึกๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญ และไม่ยากในการปฏิบัติคือ
- การรับฟังพนักงาน ให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีส่วนร่วม ในการที่จะกำหนดความเป็นไปของบริษัทร่วมกัน
- ให้ความยุติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ คนทำถูกได้รางวัล คนทำผิดต้องรับโทษตามที่ตกลงกันไว้
- เห็นพนักงานเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร มีการกำหนดสวัสดิการที่เหมาะสม คิดถึงพนักงานในมุมอื่นๆ เช่น เรื่องสุขภาพ การพักผ่อน

ส่วนเรื่องการจูงใจแบบอื่นๆ นั้น ผมว่าเป็นลูกเล่นที่จะกำหนดกันขึ้นมามากกว่า แต่ก็น่าสนใจดี

บริษัทที่พนักงานอยาก "อยู่" ด้วยกันนานๆ นั้น บางทีก็ขึ้นกับเหตุผลของแต่ละคน พนักงานต้องรู้ว่า ตนเองเข้ามาในบริษัทนี้ต้องการอะไร ที่สามารถตอบความต้องการของเขาได้ เช่น ใกล้บ้าน งานท้าทาย เงินเดือนดี อบอุ่น มีสาวๆ (หรือหนุ่มๆ) เยอะ ภาพลักษณ์ดี เป็นที่รู้จัก ฯลฯ ถ้าผู้บริหารมัวแต่จะเอาใจทุกๆ คน คงจะบ้าตายกันไปก่อน

เหล่านี้ทำให้ "บริษัทที่น่าอยู่ด้วย" ของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกครับ

นอกจากนั้นแล้ว คนที่เข้ามาใหม่ ก็ต้องมีส่วนร่วมในการทำให้ "น่าอยู่" ด้วยเช่นกัน ถ้าสักแต่ว่าเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ตัวเองอย่างเดียว สุดท้ายมันก็อาจจะ "ไม่น่าอยู่" สำหรับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

December 21, 2009

มองมุมเหม่ง > อยากใกล้แต่ต้องไกล (Far but Close at Heart)

อยากให้เธออยู่ใกล้
ได้ดั่งใจแต่ไม่ได้การ
พาลให้เธอลำบาก
*************

หลายปีที่ผ่านมา ช่วงใกล้ปีใหม่ผมมักจะมีนัดไป "พักร้อน" ในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นประจำ ที่จริงไม่ได้เป็นธรรมเนียมเหมือนตรุษจีน หรือเช็งเม้ง หรือเพราะนัดพยาบาลที่ไหน แต่เพราะหักโหมร่างกายในงานปาร์ตี้กินดื่มจนเกินปกติ เขียนแสดงตัวอย่างนี้ก็ไม่อยากให้ใครเอาเยี่ยงอย่างนะครับ เดินกันทางสาย "พอดี" เป็นดีที่สุด

เวลาที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อนั้น ก็เป็นช่วงทั้งดีทั้งแย่ ที่แย่นอกเหนือไปจากความเจ็บป่วยที่ได้รับ คือ งานต่างๆ ที่ยังไม่เสร็จ ก็จะยังไม่เสร็จต่อไป ทำให้เราป่วยได้อย่างไม่สบายใจ ไม่รวมกับรายจ่ายค่าพยาบาลที่นับวันจะไม่อนุญาตให้เราอ่อนแอได้บ่อยๆ แล้ว

ข้อดีที่เห็นชัดคือ มีเวลาพักได้เต็มที่ ได้หยุดคิดทบทวนกิจกรรมดี กิจกรรมเลวต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะบอกตัวเองไม่ให้ทำมันอีกครั้ง

ข้อดีอีกอย่างคือ ได้มีคนที่ "รัก" เรา "ห่วงใย" เรามาเยี่ยมเยียนให้เรารู้สึกไม่เดียวดายและว่างเปล่าเกินไปนัก ครั้งหนึ่งที่ผมป่วยหนัก เพื่อนๆ มาหากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำให้วันนั้นกลายเป็นงานเลี้ยงรุ่นย่อยๆ ไปเลยทีเดียว

แต่ประเด็นที่ต้องคิดถึงคือ คนป่วยก็อยากให้คนที่รักมาเยี่ยม แต่คนที่มาเยี่ยม แม้ว่าจะมาด้วยใจ ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเองก็มีความเสี่ยงที่จะติดโรคจากเรา หรือคิดโรคอื่นๆ จากโรงพยาบาล ซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วเป็นที่รวมสรรพโรคเลยทีเดียว

ก็น่าลำบากใจไม่น้อยนะครับ ที่บางครั้งเราต้อง "จำใจ" ให้คนที่รักเราอยู่ไกลๆ เราดีกว่า

ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นหรือลงเอยอย่างนี้ ก็มองกันให้เข้าใจ ใช้เทคโนโลยีเขามาสื่อสารกัน คงช่วยบรรเทากันได้บ้าง

หายดีแล้ว ก็กลับมา "รัก" กันเหมือนเดิมนะครับ

December 13, 2009

มองมุมเหม่ง > คนที่เหมือนกับเรา (Whom We Are Looking For??)

เสาะหาตั้งตารอ
แค่ขอมีที่ใจตรงกัน
เพียงพอเท่านั้นหรือ??
**************************

บางทฏษฏีของความรักเคยบอกว่า "เรามักมองหาคนที่เหมือนกับเรา" ทั้งในแง่การคบหาหรือคนรัก ซึ่งผมเองก็เคยเชื่อในเรื่องนี้เหมือนกัน คิดไปเองว่า การได้เจอคนที่เหมือนกับเรา คิดคล้ายๆ กัน มีรสนิยมเหมือนๆ กัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดี คุยกันรู้เรื่องไม่ต้องปวดหัวมาก
ถึงกับเพ้อไปว่า ถ้าการโคลนนิ่งแพร่หลายและมีราคาถูกกว่านี้ อาจจะไปโคลนตัวเองเอาไว้มาช่วยทำงานสักหน่อย แล้วตัวต้นแบบอย่างเราก็หลบไปพักซะบ้าง เหมือนกับที่ฮอลลีวูดเคยฝันมาเป็นหนังหลายๆ เรื่อง เช่นจับ ไมเคิล คีตัน (แบทแมนภาค 1) มาวุ่นวายกับตัวเองแบบขำๆ ในเรื่อง Multiplicity หรือเอาซีเรียสหน่อยก็น้าอาร์โนลด์ที่โดนก็อปปี้ตัวเองในเรื่อง The 6th Day เป็นต้น
แต่ไม่นานนี้ คนสนิทของผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยอีกครั้ง ว่าถ้าหากมีคนที่เหมือนเราจริงๆ แล้ว เรายังจะแฮปปี้ดีใจไอเลิฟยู อย่างที่ว่ามาหรือไม่
มองในมุมแรก เราทั้งสองคนอาจจะมีความคิดที่คล้ายๆ กัน ถ้าหากมันเป็นความคิดที่ดีที่นำไปสู่ความสำเร็จก็คงไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นในทางกลับกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นดี เห็นงามกับสิ่งที่ไม่เข้าท่า ก็พลันจะพาเข้ารกเข้าพงจนหาทางออกกันไม่ได้ นี่ประการหนึ่ง
ถัดมาคงเป็นเรื่องนิสัยที่ไม่ดีที่เราต่างก็มีกันทุกคน ถ้าแค่คนเดียว คนรอบข้างก็เหนื่อยกันแล้ว ดันมาจับคู่คูณสองกันเป็นแฝดนรกก็คงดูไม่จืดเป็นแน่
สุดท้ายคงเป็นเรื่องของพัฒนาการ ที่ถ้าหากมีแต่สิ่งที่เหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างที่จะคอยสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ก็คงต้องถอยหลังลงคลองรอวันดับอย่างแน่นอน รวมไปถึงความน่าเบื่ออย่างสุดๆ ด้วย
ดังนั้น ถ้าจะมองหา คนที่เหมือนเรา จริงๆ ก็ควรให้พอประมาณ มีส่วนคล้ายในหลักใหญ่ให้ชื่นใจไปกันได้ แต่ก็ยอมรับในความแตกต่างของอีกฝ่าย มองในมุมของการสร้างสรรไม่ใช่เน้นความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว
ชีวิตคู่ก็คงมีอะไรชื่นใจอีกเยอะ

December 3, 2009

มองมุมเหม่ง > โลกที่ไม่พร้อม (Never Ready World)

มัวแต่นั่งคอยรอ
หวังว่าทุกอย่างจะพอดี
ไม่มีที่ไหนพร้อม
********************

วันหนึ่งไม่นานมา ระหว่างการติดตามความคืบหน้าในงานที่มอบหมายไว้ ทีมงานของผมอ้างถึง "ความไม่พร้อม" เป็นนัยๆ ถึงความล่าช้าที่ปรากฏ ทำให้ต้องย้อนกลับมามองว่าสิ่งที่ไม่พร้อมนั้น มันจริงหรือไม่อย่างไร

ประเด็นแรกเลย คือถ้าทุกอย่าง "พร้อม" แล้วจะทำงานได้สำเร็จตามที่คิดหรือไม่ หรือแค่เป็นเพียงความคาดหวังว่า ถ้าทุกอย่างมันพร้อม เราก็เดินไปกดสวิทช์ให้มันทำงานได้อัตโนมัติ มันจะไม่มีอุปสรรคอื่นๆ เลยหรือไร เรามีแผนสองที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดอย่างไรบ้าง

ถัดมาเป็นมุมมองต่อความพร้อมนั้นๆ ว่า คนสองคนจะมีระดับ "ความต้องการ" ความพร้อมนั้นเท่าไร พ่อครัวคนแรกอาจจะมองว่า แค่วัตถุดิบครบก็พร้อมที่จะปรุงอาหารรสเลิศแล้ว ในขณะที่อีกคนต้องรอปัจจัยเสริมอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งสองคนนี้ไม่มีใครผิดที่จะคิด อยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้ายใครจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ากันเท่านั้น

เวลาก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่บ่งบอกถึงความพร้อม
ลูกค้าหลายๆ รายไม่เข้าใจในประเด็นนี้ มักจะคาดหวังว่าผลงานที่ใช้เวลา 5 วันต้องดีกว่าหรือเท่ากับงานที่มีเส้นตายแค่ 3 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดความขัดเคืองที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งหลายครั้งจำเป็นต้องชี้แจงอย่างหนักแน่นถึงคุณภาพที่สัมพันธ์กับเวลาอย่างนี้

สุดท้ายคงเป็นเรื่องมุมมองของ "วิกฤตและโอกาส" ซึ่งในความไม่พร้อมนั้น วิกฤตเป็นสิ่งที่คนทั่วไปย่อมเห็นแน่นอน แต่โอกาสล่ะ มีใครสังเกตและสามารถฉวยมันมาเป็นประโยชน์หรือไม่ ตัวอย่างที่คลาสสิคคือ องค์กรที่ไร้ผู้นำ คนส่วนใหญ่คิดว่าแย่แน่ๆ แต่โอกาสก็คือ คนทำงานระดับรองๆ ลงไป สามารถที่จะฉายแสงให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมาได้ หรือเป็นจังหวะที่จะได้ผู้นำที่สร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ให้กับหน่วยงานเรา

มันเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีอะไรพร้อม หรือสมบูรณ์ที่สุด ขึ้นกับว่ามุมมองหรือทัศนคติของเราจะมองเรื่องเหล่านี้ให้ "สร้างสรร" และพลิกกลับมาให้เป็นประโยชน์อย่างไร ขอให้ใจเย็นๆ ถอยออกมาสักก้าวแล้วลองมองดูอีกครั้งครับ

November 26, 2009

มองมุมเหม่ง > ระหว่างปลายเส้นของหลักการและอารมณ์ (Inbetween Logic & Emotion)

ถูกต้องหรือใช่ไหม
เหตุผลและอารมณ์อย่างไร
ขึ้นกับใครกำหนด
******************

บนทางเดินของความสัมพันธ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเพศตรงข้าม หรือเพศข้างๆ หลายครั้งที่มีเรื่องราวที่เห็นต่าง ที่ไม่ลงรอยกัน แต่ลงเอยด้วยการทะเลาะกัน

กลับมาคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะต่างฝ่ายต่าง "ยืน" ในมุมของตัวเองแล้วมองออกมา เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทั้งสองฝ่ายหลุดจากจุดเดิมของตนที่จากที่ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อผลที่สร้างสรร กลับกลายเป็นโต้แย้งเพื่อเอาชนะกัน

หลายครั้งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนเงียบและปล่อยให้เรื่องราวจบลงไปโดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน

หลายปีที่ผ่านมา มีหนังสือโด่งดังขายดี พูดถึงมนุษย์ดาวอังคารและดาวศุกร์ เทียบกับฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เพื่อให้เข้าใจฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น แต่เท่าที่เห็น คนเขียนรวย แต่คนซื้ออีกมากมายยังมีปัญหากับคู่ของตนเองเหมือนเดิม

ผมเริ่มประเด็นนี้ด้วยคำติติงกึ่งคำถามที่ว่า ผมเป็นชาวดาวอังคารอพยพมาจริงๆ หรือเปล่า เมื่อเทียบกับแนวคิดในการทำงาน การใช้ชีวิตที่ว่า "ทุกอย่าง ทุกการกระทำของมนุษย์ มีเหตุผลและแรงขับดันเสมอ" นั่นเป็นสิ่งที่คนรอบข้างรู้สึกได้ถึงทุกอย่างที่เป็นผลลัพธ์ออกไป

คนใกล้ชิดให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มันไม่ใช่ทุกอย่างหรอกนะ ที่จะคิดได้อย่างนี้ บางทีก็เป็นเรื่องของความรู้สึกเท่านั้น

ผมเห็นด้วยกับเธอบางส่วน แม้ว่าจะไม่ค่อยเข้าใจหลักคิดของเธอเองก็ตาม

ผู้หญิง มักจะมีอะไรให้เราแปลกใจเสมอ อย่างเช่น เมื่อเริ่มต้นในความสัมพันธ์ เมื่อผมถามว่า อยากให้ผมทำอะไรสักอย่างให้เธอไหม?? เธอตอบทันทีว่าไม่ เพราะเธอเกรงใจ

ด้วยความเคารพ ผมหยุดอย่างที่เธอต้องการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอว่า ผมใจไม้ไส้ระกำ ไม่เข้าใจ และไม่เห็นใจเธอเลย

คำติติงบอกผมว่า บางเรื่องผมต้องปล่อยให้มุมของอารมณ์เป็นตัวชี้ทางเราบ้าง ผมแย้งเธอว่า อารมณ์บนสัณชาตญาณ และความเสี่ยงดอกหรือ

หยุดแค่นี้ก่อน เพราะผมว่ามันคงยังไม่มีข้อสรุปในเร็ววัน และผมคงไม่ใช่คนแรกที่เปิดประเด็นนี้ มองให้กว้างกว่าความสัมพันธ์ของคน ในเรื่องงานละ ใช่เนื้อหาเดียวกันหรือไม่

ครั้งหนึ่งในชั้นเรียนวิชาการตลาด กลุ่มของเราตั้งใจจะทำแผนธุรกิจเกี่ยวกับรถแท็กซี่ ที่มีระบบนำทางและบริการอัตโนมัติ ผมเค้นหัวอยู่หลายวันจนได้ชื่อว่า MITR (Metropolitan Intelligent Taxi Reservation) ชื่อภาษาไทยฟังดูก็อบอุ่นดีนะเนี่ย "มิตร"

เมื่อนำเสนอให้กับกลุ่ม ทุกคนส่ายหัวอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย สุดท้ายจบด้วยชื่อเรียบง่ายของพี่ที่เป็นสถาปนิก Red Cab (Cab ศัพท์แสลงอเมริกันที่เรียกแท็กซี่) อืม ผมเข้าท่ากว่าไอ้ชื่อเมื่อกี้ตั้งเยอะ

อันนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้คิดว่า บางอาชีพ อารมณ์ก็สำคัญมาก ทั้งศิลปิน ครีเอทีฟ นักแสดง แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องของเหตุผลจะไม่สำคัญ ยิ่งถ้าคุณเป็นวิศวกร นักบัญชี นักการเงิน หรือผู้บริหาร เรื่องหลักการเหตุผลเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

ความยากอยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับเรื่องทั้งสองอย่างนี้ ในคนๆ เดียวได้อย่างไร ซึ่งย้อนไปถึงพัฒนาการของสมองทั้งสองด้านตั้งแต่เด็กด้วย งานอดิเรก หรือ การเล่นเกมส์ ก็คงจะช่วยได้บ้าง

อยู่ที่เราแล้วละครับ ว่าจะเลือกให้เกิดสมดุลของทั้งสองฝั่ง หรือจะเน้นให้เชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่งไปเลย ทั้งสองทางเลือกก็มีต้นทุนและสิ่งที่ต้องจ่ายออกไปเช่นกัน

แต่ถ้าถามผม เลี้ยงไว้ทั้งสองอย่างดีกว่าครับ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่อะไรเพียงอย่างเดียว เปิดทางให้กับชีวิตหลายๆ ทางจะดีกว่าครับ

November 24, 2009

มองมุมเหม่ง > นิทานก่อนนอน (Bed Time Story)

เทวดานางฟ้า

บินมาอวยพรนอนฝันดี

เติบใหญ่ใจงดงาม

********************

ถ้าพูดถึงการเล่านิทานก่อนนอนแล้ว ไม่แน่ใจว่าเด็กสมัยนี้จะรู้เรื่องกันบ้างหรือเปล่า เพราะว่าเป็นความบันเทิงแบบดั้งเดิมที่พ่ายแพ้ให้แก่ทีวี กระทั่งถึงอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีความพยายามของพ่อแม่ยุคใหม่ และผลการวิจัยว่าสามารถทำให้เด็กเล็ก (ตั้งแต่ในท้องจนกระทั่ง 6 ขวบ) ได้มีโอกาสสัมผัสคำว่า อัจฉริยะ กับเขาบ้าง

ผลการวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ความเข้าใจเดิมที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอน เพื่อให้ลูกๆ ได้ซึมซับการใช้ภาษา สร้างเสริมจินตนาการนั้น อาจจะยังไม่ "ดี" พออย่างที่คิด


กลุ่มนักวิจัยจาก UCLA แนะนำว่า พ่อแม่สามารถพัฒนาลูกๆ ได้มากกว่านั้น โดยการที่ให้ลูกๆ ได้มีส่วนร่วมในการพูดคุยกับพ่อแม่ด้วย ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของเขาเร็วขึ้นกว่าเดิม


งั้นเราลองมาดูกันไหมครับ ว่าจะทำอย่างไรกันได้บ้าง เริ่มจากนิทานทั่วๆ ไป เช่น เทพนิยายกริมส์ (หนูน้อยหมวกแดง, ซินเดอเรลล่า, สโนว์ไวท์) หรือ เอาแบบไทยๆ ก็ได้ (ถ้าพ่อแม่ยังพอจำได้อยู่) เช่น โสนน้อยเรือนงาม, ปลาบู่ทอง


เมื่อเราเล่าไปแล้ว อาจจะหยุดเป็นระยะ แล้วลองตั้งคำถามเพื่อสอดแทรกแนวคิดอื่นๆ หรือดูความเข้าใจของเขา เช่น


- "เราคิดว่าหนูน้อยหมวกแดง เดินไปในป่าคนเดียวจะดีไหมคะ" (ระมัดระวังในการเดินทาง)

- "สโนว์ไวท์ รับแอปเปิ้ลจากคนแปลกหน้าได้หรือเปล่าเอ่ย" (รับของจากคนแปลกหน้า)


การที่เราอ้างอิงจากนิทานที่มีอยู่แล้ว ก็สะดวกสำหรับพ่อแม่ และดึงความสนใจได้ดีกว่าเพราะเป็นสิ่งที่ "รู้ๆ" กันแล้ว แต่กรณีถัดมา เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่ "แนว" และมีพลังจินตนาการเหลือเฟือ โดยนิทานที่เล่านั้นจะแต่งขึ้นมาเอง อาจจะเป็นเรื่องหลุดโลก แฟนตาซี หรือ พ่อกับแม่นำเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาผูกเรื่องเล่าเป็นนิทานให้ลูกฟัง เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจการใช้ชีวิตและโลกของผู้ใหญ่มากขึ้น โดยอาจลดทอนให้เรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งจินตนการที่ต้องการ


หรือจะท้าทายกว่านั้น ให้การเล่านิทานของเรา เป็นเกมส์อีกอย่างหนึ่งระหว่างพ่อแม่และลูกก่อนนอน เช่น ให้ลูกกำหนดคำขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วให้พ่อแม่ผูกเป็นเรื่องขึ้นมา โดยให้เขาได้มีส่วนร่วมในการกำหนด "ชะตากรรม" ของเรื่องนี้ด้วย ซึ่ง ก็มีหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นหนังสือ "เบสท์เซลล์เลอร์" ไปในที่สุด เช่นเรื่อง "ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว" (Pippi Longstocking) ของ แอสทริด ลินด์เทรน ที่มียอดจำหน่ายกว่า 15 ล้านเล่ม หรือ "ช้างน้อย บาบาร์" (Babar The Elephant) ของ เซซิล เดอบรันฮอฟฟ์ ที่กลายเป็นภาพยนต์ในที่สุด สดกว่านั้น ก็กรณีของ ไคลฟ์ วู้ดดอล ที่เขียนนิทานก่อนนอนเพื่อเล่าให้ลูกฟัง เรื่อง "บินสุ่ฝัน" (One for Sorrow, Two for Joy) ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนกพันธุ์ต่างๆ จนติดอันดับหนังสือขายดีของอเมซอน และตอนนี้ไปรอเป็นหนังของวอลต์ ดิสนีย์ ด้วยราคาลิขสิทธิ์ 1 ล้านเหรียญแล้ว


ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เพื่อพัฒนาการของลูกเรา ที่พ่อแม่ต้องทุ่มเทและเอาใจใส่ ปัญหาอย่างเดียวที่นึกออกตอนนี้ก็คือ...


นิทานสนุกซะจนไม่ได้นอนกันทั้งพ่อแม่ลูกก็เท่านั้น


November 11, 2009

เป็นเรื่อง > หลงรักเลขาฯ (Fall In Love with My Secretary)

กริ๊ง !!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นแต่เช้า ผมงัวเงียคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่รอให้ขี้ตาหลุด เสียงใสๆ ตามมาทันที

"สวัสดีค่ะ เจ้านาย วันนี้มีประชุมพร้อมมื้อเช้าที่โรงแรมคอนราดนะคะ ถ้าไม่ออกจากบ้านก่อน 7 โมง จะมาไม่ทัน 8 โมงครึ่งนะคะ"

"อืมๆๆ ขอบใจมาก อิส"

*********************************************

ผลการประชุมเป็นไปด้วยดี หลังการประชุมประมาณ 10 นาที เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง

"เจ้านายคะ ระหว่างที่ประชุม มีโทรศัพท์โทรมา 3 สายค่ะ สายแรก คุณผู้หญิงโทรมาเตือนเรื่องดินเนอร์เย็นนี้ ดิฉันจองโต๊ะไว้เรียบร้อยแล้วนะคะ ที่โรงแรมมาริออท สายที่สอง คุณไมเคิล นัดประชุมวันศุกร์นี้ เช็คตารางแล้ว นายไม่ว่างค่ะ แต่สรุปว่า เลื่อนเป็นวันจันทร์หน้าตอนเช้าแทน ส่วนสายสุดท้าย คุณริชาร์ดโทรมาถามว่าได้รับเอกสารที่ส่งมาทางอีเมล์หรือยัง ดิฉันคอนเฟิร์มไปแล้วค่ะ ว่าได้รับเรียบร้อย"

"ดีมาก อิส เดี๋ยวผมจะเข้าออฟฟิศแล้ว แต่ช่วยส่งรถไปรับลูกผมที่โรงเรียนด้วยนะ"

"โทรติดต่อ ให้แท็กซี่ไปรับเรียบร้อยตามที่นายสั่งไว้แล้วคะ"

*********************************************

ที่ทำงาน หลังจากประชุมกับทีมฝ่ายขาย ผมกดปุ่มโทรภายในถึงอิสอีกครั้ง

"วันนี้มีเมล์อะไรด่วนไหม"

"35 เมล์หลังจากกรองสแปม (อีเมล์ขยะ) ไปแล้วค่ะ 30 เมล์เพื่อทราบ 5 เมล์จากสำนักงานใหญ่และสาขาค่ะ จะให้อ่านเมล์ด่วนก่อนไหมค่ะ"

"อืม เอาเลย"

*********************************************

คืนนั้น หลังมื้อเย็นที่โรงแรม ผมกลับมาบ้าน มึนๆ นิดหน่อย ถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ แวะชั่งน้ำหนักตัวที่หน้าห้องน้ำ ระหว่างที่รอน้ำให้เต็มอ่าง เสียงอิสดังขึ้นผ่านโทรศัพท์ภายใน

"นายค่ะ ขอโทษที่รบกวนค่ะ ตอนนี้น้ำหนักนายเริ่มเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ ระดับน้ำตาลก็สูงกว่าเกณฑ์แล้ว ต้องระวังนิดนึงนะคะ แล้วจะให้ดิฉันนัดคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำเดือนหรือเปล่า ตอนนี้ทั้งนายและคุณหมอเดวิดว่างพรุ่งนี้ตอนเย็น จะให้นัดเลยไหมคะ"

"เหรอ เอาสิ ดีเหมือนกัน"

"อ้อ อีกเรื่องค่ะ พรุ่งนี้วันเกิดคุณแองเจลล่า นายจะให้เตรียมอะไรไหมคะ"

"อะไรดีละ"

"ปีที่แล้วเราส่งช่อดอกไม้ไปคะ ปีนี้ดิฉันคิดว่าเป็นกระเช้าผลไม้ดีไหม เพราะนัดทานข้าวคราวที่แล้ว เธอบอกว่าเธอเป็นมังสวิรัติคะ"

"เพอร์เฟคที่สุดเลย อิส คุณนี่เยี่ยมจริงๆ"

*********************************************

ผมได้อิสมาทำงานกับผมราวๆ 3 ปีแล้ว เทียบกับสิ่งที่เธอดูแลผม ก็นับว่าไม่แพงเลยกับค่าใช้จ่ายของเธอ กับงานแทบจะ 24 ชั่วโมงนี้ คุณคงเห็นแล้วละสิว่า เธอดูแลผมดีแค่ไหน เธอดูแลผมตั้งแต่ "ก่อน" ตื่นนอน จนกระทั่งหัวถึงหมอนอีกครั้ง ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว จนกระทั่งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ จนถึงความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตผมดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งรายละเอียดของผมบางอย่างภรรยาผมยังจำไม่ได้เลย



นอกจากนี้ เธอยังดูแลเผื่อแผ่ไปยังภรรยา และลูกๆ ผมในบางเรื่องด้วย แม้ว่าจะต้องใช้เวลา และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นก็ตาม



ผมไม่รู้ว่าเธอจะคิดกับครอบครัวของเราอย่างไร เพราะเธอไม่เคยที่บ่น หรือเหนื่อยกับงานที่ได้รับไปเลย ผมเริ่มผูกพันกับเธอมากขึ้น มากขึ้นจนบางครั้ง ผมเองก็กลัวขึ้นมา



กลัวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะมากไปกว่าการเป็นเจ้านายและเลขา



ถ้าไม่ติดว่า "อิส" เธอเป็นแค่ "หุ่นยนต์" เท่านั้น

*********************************************

จินตนาการเรื่องสั้นข้างต้น เกิดขึ้นในวันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า เทคโนโลยีในปัจจุบันมันสามารถที่จะช่วยเราบริหารจัดการงานต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น อิส (IS: Intelligent Secretary) เป็นระบบที่ผมคาดว่าจะเป็นจริงได้ในอนาคต

บนเทคโนโลยีปัจจุบัน เรามีโปรแกรมที่จะแจ้งเตือนเมื่อมีอีเมล์ใหม่ๆ เข้ามา เรามีระบบแจ้งเตือนนัดหมายล่วงหน้า เรามีระบบ voice recognition ที่สามารถจดจำและแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ ระบบอ่านเอกสารเป็นเสียงคน พร้อมกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย หรือระบบ Unified Communication System ที่เชื่อมโยงระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ ฯลฯ จนไปถึงระบบการตรวจวัดสุขภาพผ่านเครื่องมือ หรือเซนเซอร์ในบ้าน เป็นต้น

ผมจินตนการว่า ถ้าทุกอย่างถูกรวมเข้าด้วยกันกับชีวิตประจำวันดังว่า "อิส" อาจจะเริ่มด้วยระบบเสียงที่สามารถสื่อสารกับเจ้าของผ่านโทรศัพท์แบบต่างๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาต่อมาเป็นหุ่นยนต์แบบง่ายๆ หรือสุดท้ายเป็นหุ่นที่เหมือน "คน" จริงๆ ตามภาพยนต์หรือนิยายวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคย

ถึงเวลานั้นแล้ว ปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีแล้วละ

อยู่ที่ว่า "อิส" จะรู้สึกอย่างไรกับนายของหล่อนก็เท่านั้น

November 6, 2009

มองมุมเหม่ง > คนที่ใช่ ในที่ที่ถูกต้อง (The Right Man in The Right Place)

พญาเหยี่ยวบนฟ้า
ถ้าต้องลงมาอยู่ในน้ำ
สู้เต่าน้อยมิได้
*******************

เร็วๆ นี้ได้มีโอกาสพบรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอกันนาน นอกจากสารทุกข์สุกดิบแล้ว ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องงาน ซึ่งหน่วยงานใหม่ที่พี่เขาต้องย้ายไปดูแลนั้น มีทีมงานเหลือเพียง 4-5 คน กับสินค้าต้นน้ำที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม ลูกค้ามีไม่กี่ราย ซ้ำแล้วสินค้าเองก็ได้พัฒนามาถึงจุดที่เรียกได้ว่า ถ้าจะไปต่อกว่านี้ก็ต้องเปลี่ยนเทคโนโลยีเลยทีเดียว

เมื่อเทียบกับงานเดิม แม้ว่าจะตำแหน่งเล็กกว่า แต่มีสินค้าหลากหลาย ได้เจอลูกค้ามากมาย อาจจะดูวุ่นวายกว่า แต่ก็สนุกไม่น้อย เอาละ รายได้มากกว่าเดิม งานยุ่งน้อยลง เทียบเป็นสัดส่วนแล้วน่าจะพอใจ แม้ว่าความมันส์จะหายไปบ้างก็ตาม

พี่เขาก็ว่า ดีเหมือนกัน งานน้อยเลยมีเวลากลับมามองทีมงานที่ทำอยู่ อยากจะพัฒนาให้ดีกว่านี้ แต่ดูเหมือนว่า เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยอดทน มักจะคิดการใหญ่กันเกินตัว แล้วก็มั่นใจตัวเองสูง

ซึ่งประเด็นนี้ ก็เห็นด้วย แต่จะว่าไป ต้องยอมรับว่า สิ่งแวดล้อมที่เขาโตมาเป็นแบบนี้จริงๆ ถามว่า วันนี้มีสักกี่คนที่จะไปห้องสมุดแล้วค่อยๆ ละเลียดหนังสือทีละเล่ม เปิดเทียบแล้วจด (หรือก็อปปี้) ทุกวันนี้ แม้กระทั่งผมเอง สงสัยอะไรก็เปิดคอม ถามพี่กูรู แปปเดียวคำตอบมีเป็นร้อยๆ หน้า ก็อปกันไปแล้วก็ปรับนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นผลงานเราแล้ว ถูกผิดไม่ต้องถาม เอามาจากเว็บ เชื่อถือได้แน่นอน

ก็เขาโตมากับเทคโนโลยีแบบนี้ จะไม่ให้ใจร้อนได้ไง ถ้าช้านัก ไม่จับเปลี่ยนซีพียู ก็ให้พ่อไปเพิ่มสปีดเน็ตให้แรงขึ้นก็ได้ซะงั้น ประกอบกับบ้านเราไม่เน้นเนื้อหา แต่เน้นรูปแบบ เน้นปริญญา วันนี้ปริญญาโทเกลื่อนไปหมด ถามใครต่อใครก็จบ MBA ฟังดูเมืองไทยน่าจะยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่ว่าคุณภาพมันอยู่ตรงไหน หลายๆ คนได้ปริญญาโทมา ยังไม่รู้เลยว่ามันจะมีผลบวก หรือจะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเราให้ดีขึ้นอย่างไร แต่จะว่าเขาก็ไม่ได้ เพราะจบแค่ปริญญาตรี วันนี้ก็อ้างว้างแล้ว เพราะสังคมผลักดันกันไปเอง ทำให้เรียนจบนึกอะไรไม่ออก ก็ไปเรียนพิเศษต่อเพื่อรอปริญญาโท

ดังนั้นแล้ว คนรุ่นกลางๆ อย่างเราต้องเข้าใจสิ่งที่เขาโต เขาเป็นมา แล้วมาฝึกเขาให้ทำงานกันให้ได้ดีกว่าครับ

อย่างแรกเลย ให้แยกคนที่ไฟแรง กับคนที่เรื่อยเฉื่อยออกจากกัน เพราะคนที่ไฟแรงส่วนหนึ่ง เขาจะมี (หรือพยายามที่จะมี) เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ว่าต่อไปจะเติบโตอย่างไร ในสาขาไหน แล้วต้องทำอะไรบ้าง กลุ่มนี้ต้องคุยกับเขาตรงๆ มอบงานที่ท้าทาย และเป็นผู้นำความคิดเขาให้ได้ เพราะเขาเองก็มองหาคนที่จะเป็นต้นแบบ หรือผู้นำเขาเช่นกัน ถ้าเราไม่สามารถทำให้เขายอมรับได้แล้ว ถ้าไม่ลาออก ก็จะทำงานแบบซังกะตาย รอโอกาสบริษัทอื่นมาสอยไปซะ

ส่วนอีกพวกนั้น ต้องลองคุยกันก่อน ว่าที่ทำงานเรื่อยเฉื่อยอย่างนี้ เพราะจุดหมายหลักในชีวิตอาจจะเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น มีครอบครัวที่อบอุ่น มีเวลาให้กับงานอดิเรก อื่นๆ อีกมากมาย งานที่ทำก็แค่พอ "สอบผ่าน" รับเงินเดือนไปเป็นเดือนๆ เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นแล้ว หัวหน้าต้องอธิบายให้เข้าใจว่า ทุกสิ่งมันเชื่อมโยงอยู่ การประสบความสำเร็จในการงาน ก็สามารถส่งเสริมเป้าหมายหลักของเขาได้เช่นกัน หรือบางทีเอง เขาอาจจะเป็น "ยักษ์" ที่หลับอยู่ก็ได้

แต่ถ้าทั้งปั้น ทั้งปั่นกันไม่ขึ้นแล้ว และบริษัทไม่มีโครงการให้ไปอยู่บ้านให้เต็มอุ่นกับครอบครัว ก็ให้เขาทำตรงนั้นให้ดีที่สุดไป ในเนื้องานที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะในเมื่อไม่เป็นบวก ก็อย่าทำตัวเป็นภาระละกัน

นอกจากเรื่องคนแล้ว อีกข้อสังเกตหนึ่งที่คุยกับพี่เขาคือ ลักษณะของงาน หรือของบริษัทนั้น มันเอื้อต่อคนเก่งๆ หรือเปล่า เพราะถ้าเป็นงานหรือสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมบริษัท ที่พวกดาวรุ่งคิดว่าไม่สนุก ไม่ท้าทายแล้ว สุดท้าย เขาก็จะเบื่อและพาลหมดไฟไปเสีียเปล่า คนเป็นหัวหน้าก็ต้องค้นหา หรือ สร้างความท้าทายใหม่ๆ ให้กับเนื้องานตรงนี้เพื่อให้เขาได้เต็มที่กับมัน แต่ต้องเข้าใจสภาพรวมของบริษัทด้วย ถ้าวัฒนธรรมเป็นอย่างนี้แล้ว สุดท้ายเขาก็ต้องจากไปอยู่ดี

ดังนั้นแล้ว ในฐานะหัวหน้า แค่คนที่ "ใช่" ยังไม่พอครับ ที่ตรงนั้นมัน "ถูกต้อง" ด้วยหรือเปล่าเช่นกัน