จะเอาอะไรให้เธอได้
ว่าแต่เข้าใจไหม
*********************
ขณะที่ความงงยังวิ่งขึ้นสู่แกนสมอง ฟอเวิร์ดเมล์เรื่องหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมๆ กัน
คิดว่าหลายๆ คนคงจะได้อ่านเรื่องนี้มาบ้างแล้ว วัดจากความถึ่ที่ผมได้รับ ประมาณ 2-3 ครั้ง แต่ขอทวนอีกทีละกันนะครับ
"ทำไมคุณถึงให้ฉันกินแต่กะโหลกขนมปังตลอดเลย" ภรรยาถาม "มันทั้งแข็ง แล้วก็ไม่อร่อย"
สามีของเธอมองเธออย่างงงงัน แล้วเขาก็วางขนมปังในมือของเขาที่ด้านหน้าของเธอ
"เหรอ" สามีของเธอมีน้ำเสียงเศร้า น้ำตาไหลช้าๆ "ผมขอโทษ ผมไม่เคยรู้มาก่อน แต่ส่วนที่ผมให้คุณน่ะ คือส่วนที่ผมชอบที่สุด"
กลับไปที่เรื่องข้างบน เหตุการณ์นี้จะจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานกัน โดยไม่ต้องรอให้ผ่านมาหลายสิบปีก็คือ ถ้าฝ่ายชายจะถามภรรยาสักนิดว่า ขนมปังก้อนนี้ ที่รักอยากทานส่วนไหนจ๊ะ
เพราะไม่ว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไร ก็จะแฮปปี้กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ ชอบส่วนกระโหลก ซึ่งฝ่ายชายย่อมดีใจที่ชอบคล้ายๆ กัน และดีใจที่ได้แบ่งปันให้คนที่เขารัก
หรือว่า ถ้าชอบส่วนนุ่มๆ ทั้งสองคนก็จะมีความสุขกับการกินอย่างเต็มที่
เห็นไหมครับ แค่คำถามเดียว ไม่ต้องทนลำบากกันอย่างนั้น หรือจะมองกลับในมุมฝ่ายหญิงบ้าง ทำไมไม่ถามสามี หรือ เอ่ยปากขอจากสามีไปเลยละครับ ว่าตนเองต้องการอะไร
การบอกฝ่ายตรงข้ามว่าตนเองต้องการอะไร ก็เป็นการแสดงความชัดเจนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการเห็นแก่ตัว หรือเอาเปรียบประการใด แต่คนไทยหลายๆ คนมักจะติดกับคำว่า "เกรงใจ" กันซะมากมาย
ถ้าบอกไปซะแต่แรก ฟันฟางก็คงไม่เยินกับขนมปังกระโหลกอย่างนั้น
มองต่อไปว่า ถ้าภรรยาเก็บกดความอดทนไปจนตาย ไม่เอ่ยปากพูดขึ้นมา ลึกๆ แล้วในใจของทั้งสองคนนี้จะเป็นอย่างไรครับ อาจจะต้องทนทุกข์กับขนมปังกระโหลกไปตลอดชีวิต
ดังนั้น เพื่อประโยชน์สุขของมวลชนทุกเหล่า ขอให้พวกเราให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้มากกว่านี้เถิดครับ อย่างที่คนขายมือถือเขาว่า
คุยกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น
