February 12, 2010

เรียนจากหนัง > Sympathy For Lady Vengence เธอฆ่าแบบชาติหน้าไม่ต้องเกิด (2005)


ไม่นานมานี้ได้อ่านบทความที่พูดถึง "หนังกะบะ" ซึ่งหมายถึงหนัง VCD, DVD ที่วางขายในกะบะเป็นแถวๆ ในห้างหรือร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหนังเก่าๆ หรือหนัง "ขายพ่วง" มากับโปรแกรมหนังใหญ่ ที่บริษัทจัดจำหน่ายก็มาทำเป็นหนังแผ่น เพื่ออย่างน้อยจะได้เงินมาถัวๆ กันบ้าง

หลายๆ ครั้งผมพบว่า ในกะบะเหล่านี้ มีขุมทรัพย์ที่น่าสนใจ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ต้องบอกก่อนว่า หลังๆ นี้ นอกจากหนังฝรั่งซับไทยแล้ว ผมมักจะเลือกหนังเอเชีย (ญี่ปุ่น เกาหลี) ที่พากย์โดยทีมงานพันธมิตร เป็นความชอบส่วนตัวในเรื่องของมุข และน้ำเสียงที่ดูเมื่อไรฮาได้ทุกที

หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไตรภาค Old Boy ของผู้กำกับ ปาร์ค ชุน วุก ครับ มีสามเรื่องคือ Sympathy For MR. Vengeance (2002) , Oldboy (2003) และสุดท้าย Sympathy For Lady Vengeance (2005) เนื้อเรื่องแยกกัน แต่มีธีมร่วมกัน คือการล้างแค้น และความรุนแรง ซึ่งไม่เหมาะสำหรับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะนะครับ

เนื้อเรื่องย่อๆ คือ กึมจา (ลี ยอง เอ) โดนจับฐานฆาตกรรมเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญจากสื่อมวลชน เพราะด้วยหน้าตาที่สวยงามของเธอ เธอถูกลงโทษจำคุก 13 ปี ซึ่งหนังค่อยๆ เปิดปมทีละปมว่า เมื่อเธอพ้นคุกแล้ว เธอตั้งใจที่จะล้างแค้นใครคนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องติดคุก และในที่สุดเธอก็หาคนๆ นี้เจอและได้ล้างแค้นสมใจหมาย

ลำพังเนื้อเรื่องเอง ถ้าเป็นอย่างที่เล่ามาคงไม่มีประเด็นอะไรให้พูดถึงมากนัก แต่ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ คือรายละเอียด "ระหว่างทาง" ที่ผู้กำกับและคนเขียนบทใส่เข้ามา เช่น

ความมุ่งมั่นในการล้างแค้น - ทำให้เธอต้องสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมคุกต่างๆ ที่จะช่วยเธอได้ในอนาคต หรือผู้กำกับที่สามารถนำเสนอเรื่องของเธอให้กับคนข้างนอก

วิธีการล้างแค้น - ที่ผมแปลกใจและชอบในไอเดียคือ เมื่อเราเจอคนที่เราต้องการล้างแค้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะพิฆาตให้อาสัญ แต่สิ่งที่เธอเลือกคือ เธอให้พ่อแม่ของเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกผู้ร้ายตัวจริงลักพาตัวและทรมาน มาร่วมในการพิพากษา และล้างแค้นร่วมกับเธอด้วย โดยให้ทุกคนได้ลงคะแนนเสียงว่าเลือกที่จะให้ฆาตกร "อยู่" หรือ "ตาย" อย่างไร และ ถ้าจะให้ "ตาย" จะให้ "ตาย" แบบไหน โดยให้แต่ละคนจับสลากเข้าไปล้างแค้นทีละคน


ที่โหดกว่านั้นคือ ระหว่างที่ประชุมเพื่อลงมติล้างแค้นนั้น เธอปล่อยให้การลงมติ ออกอากาศให้ฆาตกรที่ถูกมัดอีกห้องหนึ่งนั้นได้ยินทุกอย่างด้วย !!

และเธอไม่ลืมที่จะให้ตำรวจคนที่จับเธอ (แทนที่จะจับฆาตกรตัวจริง) มาเป็นสักขีพยานในการล้างแค้นด้วยอีกทางหนึ่ง

เมื่อการล้างแค้นเสร็จสิ้น ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาด แล้วมาถ่ายรูปร่วมกัน เป็นที่ระทึก และมั่นใจว่าไม่มีใครเบี้ยวแน่นอน


นอกจากจะประทับใจการนำเสนอที่กล่าวไปแล้ว ผมสงสัยว่า ในชีวิตจริงของคนเรา มันจะแค้นหรือโกรธกันได้มากขนาดนี้เชียวหรือ มีคู่สามีภรรยา คู่หนึ่งที่เกือบจะเลือกที่จะ "ให้อภัย" กับฆาตกร เพราะล้างแค้นไปก็ไม่ได้สิ่งที่สูญเสียไปกลับมา แต่ตัวละครอื่นๆ ก็หาเหตุผลดึงกลับมาสู่การล้างแค้นจนได้

อาจจะเป็นไปได้ที่ผมไม่ได้มีประสบการณ์เช่นตัวละครในหนัง แต่เราจะให้ความทุกข์เหล่านี้ผูกมัดตัวเราถึงเมื่อใด หลังจากล้างแค้นแล้ว หนังก็ยังต่อไปด้วยว่า การล้างแค้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนเหล่านั้นดีขึ้นอย่างใด


ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า "การให้อภัย" เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ตราบใดที่เรายังเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "การลงโทษ" คนผิดก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่เราจะคาดหวังอะไรกับการลงโทษเหล่านั้น หรือเราพอใจกับ "การขอโทษ" ที่เขาสำนึกและขอจากเราหรือไม่

ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญและจัดการกันต่อไป



February 10, 2010

มองมุมเหม่ง > ดอกไม้ที่หายไป (Where have all the flowers gone?)

ตอนอยู่ไม่รู้ค่า
พอเธอลาเป็นว่าคิดถึง
ทำไมไม่พึ่งตัวเอง
*******************

สองสามสัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ แต่ส่งผลกระทบใหญ่ๆ ในที่ทำงานของผมครับ

มีการเปลี่ยนตัวแม่บ้านคนใหม่ จากบริษัทใหม่ ด้วยเหตุผลที่บางคนอ้างถึงเรื่อง "งบประมาณ" หรือ "คุณภาพงาน" อะไรประมาณนั้น

แม้ว่า คนเดิมที่อยู่กับเรามานานพอสมควร จนจดจำรสนิยมของคนในบริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติกาแฟของนายใหญ่ หรือ น้ำชาบูชาพระของผม เมนูกลางวันของอีกหลายๆ คนที่มักจ้างแกไปซื้อให้ ฯลฯ

จะว่าไป เรื่องเหล่านี้ ผมไม่คิดว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร แค่คนหนึ่งมา แล้วอีกคนหนึ่งไป ตามวัฏจักรของงาน ของชีวิต
จะมีนิดนึง ที่หลายๆ คนคิดว่าแกทำตัว "คุ้นเคย" มากเกินไป

กลับมานึกๆ ดู เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ที่นี่ หรือเป็นเรื่องของบุคคลใดคนหนึ่ง จำได้ว่า ตอนเด็กๆ ที่บ้านจะมีคนทำงานบ้านหลายคน แรกๆ ก็จะสงบเสงี่ยมเรียบร้อยดี แต่พออยู่ๆ ไปเริ่มรู้จัก เริ่มคุ้นเคย สิ่งที่เป็นตัวตนก็จะแสดงออกมา ทำอะไรแล้วนายไม่ว่า ก็จะเลยตามเลย ซึ่งบางอย่างก็ไม่เหมาะสม

อันนี้ ผมว่าขึ้นกับคนที่เป็นเจ้านายด้วย ว่าจะดูแลปกครองอย่างไร เป็นตัวอย่างที่ดีให้เขาเกรงใจ และเคารพหรือไม่

กลับมาที่ออฟฟิศผมอีกครั้ง แม่บ้านคนใหม่ที่มาแทน อยู่ได้สองวันก็ไม่มาอีกเลย อ้างว่า งานที่นี่มันเยอะกว่าที่เดิม เพราะที่เก่าแกเป็นออฟฟิศเล็กๆ คน 6-7 คน แต่ที่นี่เรามีกว่าครึ่งร้อย ก็เทียบกันไม่ได้

เดือดร้อนฝ่ายบุคคลต้องมาช่วยเก็บกวาด ล้างจาน พร้อมกับออกประกาศเวียนทั่วบริษัท ให้พนักงานทุกคนรับผิดชอบแก้ว จานชาม ของตนเอง

อ่านแล้วก็อย่าขำละกัน ว่าทำไมต้องมานั่งปากเปียกปากแฉะกันอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะว่าทุกคนจะมีความรับผิดชอบที่เท่ากัน บางคนกินเสร็จก็ทิ้งกองไว้อย่างนั้น เหมือนว่าเอาคนใช้หรือคนทำงานบ้านติดตัวมาจากบ้านด้วย หรืออาจจะคิดไปว่าการมีคนช่วยล้างจานชามช้อนนั้น เป็นสวัสดิการอีกอย่างที่บริษัทต้องจัดเตรียมไว้ให้

ย่อหน้าข้างบนเขียนเหน็บๆ นะ แต่มันเป็นอย่างนี้จริงๆ

คิดเล่นๆ แบบสุดโต่งว่า สุดท้ายเมื่อไม่มีใครเก็บ ไม่มีใครล้าง คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คงจะลุกขึ้นมาจัดการ พร้อมกับเสียงบ่น หรือเป็นภาพที่ ต่างคนต่างทำ ความวุ่นวายก็จะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ พร้อมกับระเบียบใหม่ในสังคมที่อยู่ร่วมกันว่า กรรมใดใครก่อ คนนั้นรับผิดชอบ

มองในภาพใหญ่ สังคมเราเป็นอย่างนี้จริงๆ บางทีสิ่งที่แก้ไขปัญหาได้อาจจะไม่ใช่ฮีโร่ หรือวีรบุรุษที่ไหน แต่เป็น "กาลเวลา" นั่นเอง

January 28, 2010

มองมุมเหม่ง > เปลี่ยนงาน เปลี่ยนชีวิต (Change)

เปลี่ยนงานเปลี่ยนที่ใหม่

เพื่ออะไรตอบได้หรือเปล่า

งานหนักเบาเอาไหม??

**********************

ตอนแรกว่าจะหยิบเรื่องอื่นขึ้นมา "มอง" ก่อน แต่หลังจากที่คุยกับน้องที่โทรมาปรึกษาเรื่องที่จะเปลี่ยนงานก็เลยต้องลัดคิวให้ก่อนที่จะลืมไปกับสายลมครับ

คำถามหลักๆ ที่น้องสงสัยคือ จะเรียก "เงินเดือน" เท่าไรดี เสนอไปตัวเลขนึง แต่ฝ่ายบุคคลก็ "กด" ลงมาตามธรรมเนียมปฏิบัติ แล้วจะเอาไงดีเอ่ย

บอกไปว่า โปรดใจเย็น น้องชายใจเย็นไว้ก่อน จะรีบร้อนไปถึงตอนสำคัญไปไย เกิดพลาดท่าสรุปตัวเลขไปแล้ว จะถอยลำบากนะ เรามีข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจครบถ้วนหรือยัง

อย่างแรก หลายๆ คนไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่ง คือ "การประเมินตนเอง" ก่อนครับ
อย่าลืมนะ ซุนวู ว่าไว้ "รู้เขา รู้เรา รบร้อยชนะร้อยเอ็ด" เราควรจะรู้ก่อนว่า จุดแข็ง จุดอ่อนเรา (ในเรื่องงานนะ) มีอะไรบ้าง เราถนัดในเรื่องไหน ต้องปรับปรุงเรื่องอะไร แล้วจะปรับปรุงเสร็จเมื่อไร หรือ ถ้าปรับไม่ได้ จะทำอย่างไร บางทีการที่ "รู้" ว่าเรามีจุดอ่อนอย่างไร ก็ไม่เป็นจุดอ่อนหรอกครับ

ส่วนขั้นตอนในการต่อรองนั้น เริ่มจาก คุยรายละเอียดงานให้ชัดเจนก่อน ดูว่าจาก รายละเอียดงาน (Job Description) เป็นอย่างไร มีข้อสงสัยอะไรไหม ส่วนใหญ่แล้วเขียนกันแบบกว้างๆ ให้ปลอดภัยไว้ก่อน ตรงนี้เป็นจุดดีที่เราจะซักให้ละเอียด และเป็นช่องทางในการต่อรองได้มากขึ้น เช่น เป็นงานด้านฝ่ายออกแบบเทคนิค ต้องออกไปคุมงานข้างนอกหรือไม่ ต้องออกไปหาลูกค้าหรือเปล่า จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศไหม ฯลฯ เหล่านี้ก็จะทำให้ความเข้าใจงานชัดเจนมากขึ้น ในอนาคตจะมา "มั่วๆ" ก็คงลำบาก

จากรายละเอียดงาน เราย้อนกลับไปดู ความก้าวหน้าก่อน ว่างานตรงนี้โอกาสเติบโตมากน้อยแค่ไหน ในสายงานของเรา หรือว่า ถ้าจะข้ามสายงานไปตำแหน่งอื่นๆ นั้น ยากง่ายอย่างไร เช่น จากตำแหน่งวิศวกรออกแบบ จะข้ามไปเป็น วิศวกรโครงการ หรือ ดูแลฝ่ายผลิตได้หรือไม่ ยิ่งมีทางเลือกมาก ยิ่งดีครับ ตรงนี้ถ้าได้มีโอกาศคุยกับหัวหน้างานโดยตรงจะดีมาก หรือจะดูให้ละเอียดถึงระดับแม่ ลองพิจารณาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมนั้นๆ เหมือนครั้งหนึ่งที่ วิศวกรในสายโทรคม กลายเป็นมนุษย์ทองคำ เมื่อประเทศไทยเปิดเสรีโทรคมนาคมไงครับ

แต่ความก้าวหน้านี้ ขึ้นกับเป้าหมายของเราด้วย ว่าเราต้องการทำงานอย่างน้อยกี่ปี ต้องการเรียนรู้อะไรบ้าง และบริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานอย่างไร เพราะบางที่เงินเดือนน้อยก็จริง แต่เป็นเหมือน "โรงเรียน" ชั้นดีที่จะฝึกเราให้ก้าวหน้าในอนาคตครับ เช่น เครือปูนฯ หรือ ปตท. เป็นต้น

ส่วนบรรยากาศในการทำงาน หรือว่าหัวหน้า, เพื่อนร่วมงานนั้น ผมไม่ค่อยซีเรียสมากนัก อยู่ที่ตัวเราจะสร้างบรรยากาศ หรือปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรมากกว่า

ต่อไปก็เป็นเรื่ององค์ประกอบของผลตอบแทนครับ นอกจากเงินเดือนพื้นฐาน, โบนัสหรือคอมมิสชั่นจ่ายอย่างไร มีค่าน้ำมันรถ ค่าโอที และค่ารักษาพยาบาล ที่ว่าครอบคลุมไปถึงคนที่บ้านเราหรือไม่ แล้วมีอะไรที่พิเศษกว่าที่เดิมของเราไหม บางที่ให้ทำฟัน หรือตัดแว่นได้ หรือให้เงินช่วยงานศพ งานแต่ง เหล่านี้ต้องลิสต์รายการออกมา แล้วให้คะแนนว่าตัวไหนจำเป็น หรือสำคัญต่อการต่อรองหรือไม่

อย่างหนึ่งที่หลายคนมักละเลย คือเรื่องของ "เงินสำรองเลี้ยงชีพ" ครับ เงินก้อนนี้เหมือนเป็นเงินพิเศษที่บริษัทจะช่วยเราออมให้ บางที่ให้สูงสุดถึง 10% คิดแล้วก็ไม่น้อยนะครับ

นอกจากผลตอบแทนดังว่าแล้ว ลองถามถึงเรื่องอัตราการขึ้นเงินเดือน หรืออัตราการจ่ายโบนัส "ย้อนหลัง" ดูสิครับ ว่าถ้าเราอยุ่ไปนานๆ แล้วจะมัวมานั่งเสียดาย หรือเสียใจหรือไม่

และเมื่อไปต่อรอง (หรือเรียกให้หรูว่า "สัมภาษณ์รอบสอง สาม สี่" นั้น) อยากให้ทุกท่านพกพา "ความมั่นใจ" ไว้ที่กระเป๋าเสื้อข้างซ้ายด้วยนะครับ อย่าคิดว่าตัวเองห่วย หรือ ไม่มีทางเลือกแล้ว อาการอย่างนี้ เข้าทางฝ่ายบุคคลมากครับ โอกาสที่จะขยำ และขย้ำ เพื่อที่จะแสดงว่า "ข้านะเจ๋งนะโว้ย กดมันซะจมเขี้ยวขนาดนี้" แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะกร่างกันเกินสมควร ธรรมเนียมไทย ไปมาลาไหว้ นอบน้อมไว้ ก็ยังใช้ได้ดี

อย่าลืมนะครับ พอจบการต่อรองแล้ว โอกาสที่จะไปเรียกร้องอะไรมากกว่านั้น มันยากยิ่งนัก ถ้าฝ่ายบุคคลถามว่า ทำไมเรื่องมากนัก ตอบเขาด้วยน้ำเสียงชวนฝันนิดนึงว่า "คุยกับพี่ให้เคลียร์วันนี้ ผมจะได้ตั้งใจทำงานอย่างเดียวให้เต็มที่ไงครับ" (น่าน เอาไปอีก 2 คะแนน)

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์นิดๆ หน่อยๆ ของผู้เขียนเอง หวังว่าคงไม่เป็นการเสียเวลาของท่านสังฆราชทั้งหลายนะครับ

และขอให้ทุกท่านได้งานที่ถูกใจ กับรายได้ที่คุ้มค่า เพื่อคุณภาพงานที่เกินราคาครับ

January 21, 2010

มองมุมเหม่ง > เธอกับฉันและขนมปังกระโหลก (Bread Story)

ฉันรักเธอรู้ไหม
จะเอาอะไรให้เธอได้
ว่าแต่เข้าใจไหม
*********************
ครั้งหนึ่ง ระหว่างมื้ออาหารแบบไทยๆ ที่ปกติพวกเรามักจะแชร์อาหารระหว่างกันและกันนั้น เพื่อนร่วมโต๊ะบ่นถึงอาหารจานข้างหน้าเขาว่าไม่ถูกปากเสียเลย แล้วก็ตักที่เหลือทั้งหมดมาที่จานของผม
ขณะที่ความงงยังวิ่งขึ้นสู่แกนสมอง ฟอเวิร์ดเมล์เรื่องหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมๆ กัน

คิดว่าหลายๆ คนคงจะได้อ่านเรื่องนี้มาบ้างแล้ว วัดจากความถึ่ที่ผมได้รับ ประมาณ 2-3 ครั้ง แต่ขอทวนอีกทีละกันนะครับ
*************************************
สามี ภรรยาคู่หนึ่ง ใช้ชีวิตคู่กันมานานหลายสิบปี ทุกเช้า เขาทั้งคู่จะรับประทานขนมปังเป็นอาหารเช้า และทุกเช้าตลอดหลายสิบปี สามีของเธอจะแบ่งขนมปังให้เธอทุกครั้ง และทุกครั้งอีกเช่นกัน เขาก็จะบิส่วนที่เป็นกะโหลกขนมปังให้เธอ หลายปีเข้า ภรรยาทนไม่ไหว จึงเอ่ยปากถามเป็นครั้งแรก

"ทำไมคุณถึงให้ฉันกินแต่กะโหลกขนมปังตลอดเลย" ภรรยาถาม "มันทั้งแข็ง แล้วก็ไม่อร่อย"


สามีของเธอมองเธออย่างงงงัน แล้วเขาก็วางขนมปังในมือของเขาที่ด้านหน้าของเธอ


"เหรอ" สามีของเธอมีน้ำเสียงเศร้า น้ำตาไหลช้าๆ "ผมขอโทษ ผมไม่เคยรู้มาก่อน แต่ส่วนที่ผมให้คุณน่ะ คือส่วนที่ผมชอบที่สุด"
*************************************
สิ่งหนึ่งที่ผมยังยืนยันจนกระทั่งทุกวันนี้ ปัญหาจากเพื่อนๆ หลายๆ คน หลายองค์กรที่เป็นประเด็นใหญ่ ก็คือ ปัญหาในการสื่อสาร ครับ

กลับไปที่เรื่องข้างบน เหตุการณ์นี้จะจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานกัน โดยไม่ต้องรอให้ผ่านมาหลายสิบปีก็คือ ถ้าฝ่ายชายจะถามภรรยาสักนิดว่า ขนมปังก้อนนี้ ที่รักอยากทานส่วนไหนจ๊ะ

เพราะไม่ว่าคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไร ก็จะแฮปปี้กันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ ชอบส่วนกระโหลก ซึ่งฝ่ายชายย่อมดีใจที่ชอบคล้ายๆ กัน และดีใจที่ได้แบ่งปันให้คนที่เขารัก

หรือว่า ถ้าชอบส่วนนุ่มๆ ทั้งสองคนก็จะมีความสุขกับการกินอย่างเต็มที่

เห็นไหมครับ แค่คำถามเดียว ไม่ต้องทนลำบากกันอย่างนั้น หรือจะมองกลับในมุมฝ่ายหญิงบ้าง ทำไมไม่ถามสามี หรือ เอ่ยปากขอจากสามีไปเลยละครับ ว่าตนเองต้องการอะไร

การบอกฝ่ายตรงข้ามว่าตนเองต้องการอะไร ก็เป็นการแสดงความชัดเจนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการเห็นแก่ตัว หรือเอาเปรียบประการใด แต่คนไทยหลายๆ คนมักจะติดกับคำว่า "เกรงใจ" กันซะมากมาย

ถ้าบอกไปซะแต่แรก ฟันฟางก็คงไม่เยินกับขนมปังกระโหลกอย่างนั้น

มองต่อไปว่า ถ้าภรรยาเก็บกดความอดทนไปจนตาย ไม่เอ่ยปากพูดขึ้นมา ลึกๆ แล้วในใจของทั้งสองคนนี้จะเป็นอย่างไรครับ อาจจะต้องทนทุกข์กับขนมปังกระโหลกไปตลอดชีวิต

ดังนั้น เพื่อประโยชน์สุขของมวลชนทุกเหล่า ขอให้พวกเราให้ความสำคัญกับการสื่อสารให้มากกว่านี้เถิดครับ อย่างที่คนขายมือถือเขาว่า

คุยกันมากขึ้น รักกันมากขึ้น

January 7, 2010

มองมุมเหม่ง > เพื่อน 2 คน (Friends)

เด็กเด็กนั้นเปลือกบาง
พอเติบใหญ่ทางใครทางคน
เปลือกกับใจเปลี่ยนไหม
*************************

จะว่าไป ผมเองค่อนข้างมีเพื่อนฝูงอยู่พอสมควร ทั้งจากโรงเรียนฝรั่งย่านสามเสน ต่อเนื่องไปยัง มหาลัยฯ อกแตก มีรถไฟพาดผ่าน (แถมตอนนี้ มีถนนมอเตอร์เวย์ประกบหลังบ้าน) จนมาถึง มหาลัยฯ เก่าแก่ตรงข้ามวัดหัวลำโพง

การที่มีเพื่อนเยอะ ก็เป็นสิ่งดีที่สอนให้เรารู้จักและเข้าใจ "คน" มากขึ้น "คน" ที่มาจากต่างพื้นเพ พื้นฐานครอบครัว หน้าที่การงาน ฐานะ ที่ต่างกัน

แต่อย่างน้อยผมคิดว่า ทุกคนก็เป็นคนดี และมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าจะให้เขียนกันจริงๆ คงเขียนกันได้หลายบท หลายตอน แต่วันนี้จะขอพูดถึงแนวคิดในการใช้ชีวิตของเพื่อนสัก 2 คนครับ

เพื่อนคนแรก พื้นเพพ่อแม่เป็นข้าราชการระดับสูงที่อบอุ่น มีฐานะดีพอสมควร ชีวิตราบรื่นเกือบทุกด้านตั้งแต่เด็กๆ พอเรียนจบวิศวะจากต่างประเทศก็เข้าทำงานในบริษัทชั้นนำ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกระดับกลาง มีภรรยาและครอบครัวที่น่ารัก นานๆ ครั้งจะเห็นเขามาร่วมกินร่วมดื่มกับพวกเราบ้าง แต่ก็อย่างว่าไป กลับก่อนประจำ

เพื่อนอีกคน มาจากฐานะธรรมดา พ่อเขาเป็นอดีตนายสิบที่ผันตัวมาเป็นครูประชาบาล ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ กินมื้อนี้ อดมื้อหน้า กว่าจะจบวิศวะก็เลือดตาแทบกระเด็น เปลี่ยนงานมาก็หลายบริษัท ล่าสุดใช้ชีวิตเป็นพนักงานขาย มีผลงานระดับแนวหน้าของบริษัท

ครั้งล่าสุดที่นัดกันตีกอล์ฟรวมรุ่น เพื่อนคนแรกควบรถเก๋งญี่ปุ่นเก่าๆ ที่ใช้มาแล้วกว่า 10 ปี พร้อมกับอุปกรณ์กอล์ฟที่ใช้มาตั้งแต่ครั้งเพิ่งเริ่มทำงาน แถมใส่รองเท้าผ้าใบเก่าๆ

เพื่อนคนหลังมาช้า เหตุเพราะเมื่อคืนดื่มดึกไปหน่อย มาพร้อมกับรถยุโรปใบพัดสีฟ้า รุ่นล่าสุด รองเท้า กระเป๋า ไม้กอล์ฟ รุ่นล่าจากธนิยะ (แหล่งอุปกรณ์กอล์ฟชั้นนำ)

ระหว่างการตี ผมได้มีโอกาสคุยกับพวกเขา รวมไปถึงแนวคิดการใช้ชีวิตส่วนตัวที่ไม่เจอกันนาน

******************************
"... เหม่ง กูเป็นคนขี้กังวลว่ะ บางคืนก็นอนไม่หลับ มัวแต่คิดว่า ถ้าต่อไปลูกกูโตแล้วจะเป็นไงบ้าง แล้วตอนกูเกษียณแล้ว กูกับแฟนจะอยู่ยังไง ...."

"... ชีวิตเรามันก็เท่านี้ จะเอาอะไรมากมาย เที่ยวให้มันส์ ใช้ชีวิตให้คุ้ม ลูกเราเลี้ยงได้แต่ตัว โตมาก็เป็นคนอื่นแล้ว ....."

"... แหม ปีนึงกูตีกอล์ฟประมาณ 3-4 ครั้ง รองเท้ากอล์ฟแพงๆ ไม่จำเป็นหรอก ไม่ได้ไปแข่ง ไปโชว์ใครที่ไหน..."

"... มันมีผลต่อภาพลักษณ์ว่ะ เวลาไปหาลูกค้า ไปออกรอบด้วยกัน แม่งมองกูตั้งแต่หัวจรดส้นตีนเลย..."

"... งานกูก็ดี ทำไปเรื่อยๆ นั่นแหละ แข่งไปปวดหัวเปล่าๆ กลับบ้านช่วยเมียเลี้ยงลูกดีกว่า..."

"... เป็นเซลล์มันก็เหนื่อยหน่อย นายกูบี้ยอดทุกเดือนเลย เลยไม่ค่อยมีเวลามาเจอพวกมึงไง.."

"... เออ ตอนนี้กูซื้อที่ไว้แปลงนึง ริมแม่น้ำ เอาไว้ปลูกผัก ปลูกหญ้าไว้กินตอนแก่ ..."

"... ช่วงนี้หุ้นมันดีว่ะ เมื่อวานเพิ่งขาย ปตท. ไป เลยออกแบล็กเบอรี่มาใช้หน่อย เห็นเขากำลังฮิตกัน มึงไปซื้อบ้างดิ ..."
******************************

จากตัวอย่างบทสนทนากับพวกเขา คิดว่า คงจะพอเห็นแนวคิด การใช้ชีวิตที่ต่างกันนะครับ คงไม่มีความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติม เพราะทั้ง 2 แนวคิด ต่างก็มีจุดดี จุดด้อย ในตัวมันเอง

เราควรจะเข้าใจ และปรับให้ได้ว่า ในเวลาไหน ตอนไหน ควรจะประยุกต์แนวคิดไหนมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการออม การลงทุน หรือ กับครอบครัว จะบู๊ระห่ำ หรือ เรียบง่ายสบายๆ ก็เลือกเอา

แต่สุดท้ายแล้ว เกมส์กอล์ฟในวันนั้น ก็พาเราย้อนเวลาไปเป็นเด็กกันอีกครั้ง

January 1, 2010

แวะคิด แวะคุย > สวัสดีปีใหม่ ใจดีสู้เสือ (Happy Year of Tiger)

ในวาระดิถีขึ้นปีเสือ
ขอให้เชื่อเถิดว่าดีกว่าเก่า
อย่ากลัวเสือมันสู้อยู่ที่เรา
ไม่ต้องเศร้าก้าวต่อไปใจทนง
***************************

The MEngMORY ก็ขอสวัสดีปีใหม่ 2553 ทุกท่านที่บังเอิญผ่านมา "แวะคิด แวะคุย" กับเรานะครับ คงไม่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ มาช่วยอะไรท่านได้ เพราะคนขอเองก็ยังจนปัญญา ตันปัญหาอยู่เช่นกัน และไม่สนับสนุนให้ต้องมาฝันลมๆ แล้งๆ ดังคำสอนของสมเด็จพระพุทธเจ้า "อัตหิ อัตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน นั้นดีที่สุดครับ

พูดถึงเนื้อหาที่ว่ากันมาไตรมาสกว่าๆ ก็คงจะคละเคล้ากันไป ถูกใจบ้าง ไม่ต้องใจบ้างก็แนะนำมาได้นะครับ ความตั้งใจที่จะพยายามเขียนให้ได้ทุกสัปดาห์ ก็เริ่มคลาดเคลื่อนไปบ้าง ต้องขออภัยมิตรรักแฟนเพลงมา ณ ที่นี้ ในปีต่อไปก็คงจะตรงเวลาให้มากกว่าเดิม พร้อมกับเนื้อหาที่หลากหลายละกันครับ

ในวันเบาๆ สบายๆ อย่างนี้ (ก่อนที่จะเจอกับวงจรชีิวิตเดิมๆ ในอีก 2 วันข้างหน้านี้) ก็คงจะเล่าให้ฟังถึงมุมมองเกี่ยวกับ "ปีใหม่" กันพอขำๆ ละกันนะครับ

(๑) ดวงของท่า่นในวันปีใหม่
- ในวันปีใหม่นี้ หลายๆ สำนักก็มักจะนำคำทำนายดวงมาให้พิจารณาว่ากันไว้ ทั้งดีและไม่ดี แต่ส่วนใหญ่จะไม่ดีมากกว่า บางคนอ่านแล้วก็คงจะเซ็งและพาลวิตกจริตถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าหยุดคิดสักนิด คำทำนายนั้น บางอย่างเราสามารถกำหนดไ้ด้ เช่น ทายว่าของจะหาย หรือ จะมีปากเสียงกับคนรัก ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ เราสามารถป้องกันได้เลย ดังนั้น เพื่อให้เป็นการดี เราน่าจะ "รับฟัง" สิ่งไม่ดีที่หมอดูเหล่านี้ "ทัก" กันไว้บ้าง ถึงแม้สุดท้ายจะไม่แม่น แต่ก็ดีกว่านะครับ

(๑) ไปรวมกันนับถอยหลัง
- นั่งดูทีวีบรรยากาศการนับถอยหลังหลายๆ ที่ หลายๆ ประเทศ ภาพที่เห็นก็น่าจะสนุกสนานกันดีนะครับ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะตามมาหลังเลิกงานบ้าง ทั้งจำนวนฝูงชนที่แย่งกันกลับบ้าน การจราจร ราคาสินค้า บริการที่ขึ้นราคากันน่าเป็นห่วง ฯลฯ อันจะพาลให้หงุดหงิดกันได้
นอกจากนั้นแล้ว เรื่องราวของซานติก้าผับ ที่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ในวันปีใหม่ ก็ยังตามหลอกหลอนฝันร้ายอีกหลายๆ ท่านครับ

(๑) หยุดยาวๆ ไปเที่ยวกันดีกว่า
- นอกเหนือจากพี่น้องชาว ตจว. ที่จะกลับบ้านแล้ว พี่น้องชาวไทยอีกส่วนก็นิยมจะไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ เช่น พัทยา หัวหิน เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ ปัญหาที่ตามมาคือ "ความแออัด" ครับ แ่ย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งกันพักผ่อน เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เอาเปรียบผู้บริโภคอย่างเรา ทั้งราคาที่แพงขึ้น คุณภาพสินค้า บริการที่ต่ำกว่าเดิม (เนื่องจากปริมาณลูกค้าที่เกินการจัดการ) และภาพลักษณ์ที่ติดลบ เหล่านี้เจ้าของกิจการเอง ก็ไม่แฮปปี้เท่าไร (แต่น้ำขึ้นละนะ ขอฉันตักหน่อย)

(๑) ฉายารัฐบาล ฉายานักการเมือง
- ทุกสิ้นปี สมาคมนักข่าวฯ จะมีการสรุปข่าว และตั้งฉายาให้กับรัฐบาล นักการเมือง เป็นประจำ ตอนเด็กๆ ผมติดตามอ่านเรื่องเหล่านี้จากหนังสือพิมพ์ต่างๆ ด้วยความสนุกสนาน แต่หลังจากผ่านมาหลายสิบปี ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ จากนักการเมืองเหล่านี้ จนทำให้ผมสงสัยว่า "มันจะเสียเวลาหรือเปล่าน้อ"

(๑) ของเก่า เอามาเล่าให้ขำๆ
- นั่งดูทีวีที่บ้าน แทบทุกรายการจะตัดต่อเอาบางตอนที่เคยฉายไปตลอดทั้งปีมา "ยำ" เป็นเมดเลย์ มาฉายเอากำไรกันอีกครั้ง จนแทบเป็นธรรมเนียมกันไปแล้ว อืม มันง่ายไปหรือเปล่าครับ

เหล่านี้ก็เอามาคุยกันให้ฟังพอครึ้มๆ ละกัน อย่างไรก็ดี อยากให้ทุกท่านมีเวลาให้กับตัวเอง ในการทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา ลด ละ เลิก อะไรที่ไม่เข้าท่า และหวังว่า ทุกท่านคงจะผ่านปีเสือนี้กันไปอย่างสบายๆ นะครับ

December 26, 2009

เป็นเรื่อง > ห่างกันวันเทศกาล

ตอนสายๆ ในวันลอยกระทง เจนคลิกอีเมล์อ่านข้อความที่แนบมากับ e-card การ์ตูนรูปกระทงตลกๆ ที่ชายหนุ่มสารถีคนล่าสุดส่งมาให้

"... ยิ้มแล้ว วันนี้ไปลอยกระทงด้วยกันนะ ... พี่ป๊อป"

ยิ้มน้อยๆ ตรงกันข้ามกับข้อความที่ตอบกลับไป

" ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไปทำแม่น้ำสกปรก หนูนะกรีนพีชนะคะ สิ้นเดือนเงินเดือนออกแล้วไปแดนซ์ดีกว่า"
********************************************************************


บ่ายของวันที่ 23 ธันวาคม เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น ระหว่างที่พักสายตาจากจอคอมฯ

"ฮัลโหล เจนเหรอ คืนพรุ่งนี้ไปฉลองคริสตมาสกันไหม ผมจองโต๊ะบนลานดาดฟ้าที่โรงแรม xxx นี้แล้ว ผมอยากจะไปกับคนพิเศษอย่างคุณนะ"

"อืม ขอบคุณมากค่ะ แต่เจนติดธุระกับที่บ้านน่ะ โทษทีนะ ไว้คราวหน้าได้ไหม แล้วจะโทรกลับหาแม็คอีกทีนะ"
********************************************************************

เช้า 30 ธันวาคม SMS จากคนคุ้นเคย รอส่งเธอก่อนไปทำงานวันสุดท้าย
"Good Morning ที่รัก ไปเคานท์ดาวน์รับปีเสือที่ลานเซนทรัลเวิลด์กับผมนะครับ จาก พี่ต้อม"

เธอตอบกลับทันที
"ขอบคุณมากค่า แต่ไม่ไหวหรอก คนเยอะอ่ะ ไว้ไปหลังปีใหม่ละกัน แต่อย่าไปเหล่ใครละ"
********************************************************************

13 กุมภาพันธ์ ตอนเย็น โทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน

"เจน พรุ่งนี้ว่างไหม ผมอยากชวนคุณไปดูหนังเรื่อง xxx ที่คุณชอบตอนดูหนังตัวอย่างไง แล้วไปแฮงกันที่เอกมัยต่อนะ ผมไปรับเอง"

"พี่เอกเหรอ พรุ่งนี้ไม่ไปนะ ต้องไปเยี่ยมคุณย่านะ แต่เจนได้รับดอกไม้จากพี่แล้วนะ สวยเชียว ไว้เจนเลี้ยงข้าวพี่ตอนวันเกิดพี่เดือนหน้าละกัน นะ นะ"
********************************************************************

14 กุมภาพันธ์ เจนนั่งเงียบๆ คนเดียวที่บ้านกับอารมณ์ที่หดหู่ นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ทั้งจากพี่ป๊อป แม็ค พี่ต้อม และพี่เอก ชายหนุ่มทั้ง 4 คนอยากให้วันนี้เป็นวันพิเศษระหว่างพวกเขาและเธอ โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ ที่ทุกคนต่างใจตรงกัน และเธอเองก็ยังไม่อยากทำให้ใครต้องเสียน้ำใจ ทำให้เธอต้องเลือกที่จะปฏิเสธทุกคำเชิญในทุกๆ วันเทศกาลของความรัก ตั้งแต่ปีใหม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง และคริสตมาส มีเพียงเงาตัวเองกับคนในจอทีวีเป็นเพื่อนเท่านั้น

ในทางกลับกัน เธอให้เวลาเต็มที่กับทุกคนในวันปกติที่ไม่ใ่ช่เทศกาล บริหารเวลาจนน่าจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ เธอพยายามจะหาข้อสรุปให้ได้ว่าใครคือ "คนที่ใช่" สำหรับเธอกันแน่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ฝันร้ายของเธอกับเหตุการณ์รถไฟชนกันตั้งแต่สมัยเรียน ที่หนุ่มสามย่านต้องมีเรื่องกับหนุ่มท่าพระจันทร์ ยังตามมาหลอนเธออยู่เป็นระยะๆ กับสมญานามที่เรียกกันลับหลังว่า "เจ้าชู้ตัวแม่"

ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะความเศร้า

"ปิดมือถือเหรอลูก เมื่อกี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่บ้าน เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนเราชื่อต้อมน่ะ แม่ก็นึกว่าหลับแล้ว เห็นเพลียๆ มีอะไรหรือเปล่า"

แม่เธอเองก็พอจะรู้จักนิสัยของลูกสาวดี ดังนั้นเจนจึงตัดสินใจเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง

"อืม ก็สมควรละนะ ที่ทุกคนเขาจะคาดหวังกับเราไว้มากอย่างนี้ จริงๆ แล้วแม่กับพ่อเองก็เคารพความคิด การตัดสินใจของลูกนะ แต่การที่จะมีตัวเลือกหลายๆ คนก็ไม่ผิด ตราบใดที่มันไม่ได้เลยเถิดไปมากกว่าการเป็นแฟนนะ"

"แต่ถ้าจะต้องตัดสินใจ อยู่ที่ว่าทั้งเราทั้งเขาจะอยู่ดูแล และไปด้วยกันได้ในทุกๆ เรื่องหรือเปล่า รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ของทั้งสองฝ่ายด้วย คนไทยนะเวลาแต่งมันก็เหมือนทั้งสองครอบครัวต้องแต่งกันไปด้วยโดยปริยายนะ และในจุดที่แตกต่างกันนั้น ทั้งเราและเขารับกันได้ไหม มันจะมีปัญหาในอนาคตหรือเปล่า เหล่านี้เจนต้องเอามาคิดด้วยนะลูก บางคนนั้นก็ต้องดูกันยาวๆ ช่วงโปรโมชันบางทีมันก็หวือหวาไปอย่างนี้แหละ"

"แล้วกับป๊ะป๋าละ ทำไมแม่ถึงคิดว่าใช่ละ" เธอถามในสิ่งที่ไม่เคยคิดสงสัยมาก่อน

"สำหรับแม่นะ แม่เลือกพ่อเพราะเขาแสดงให้แม่เห็นไง ว่าเขามีความรับผิดชอบ ทั้งต่อสิ่งที่ได้สัญญาไว้ และการวางแผนอนาคต ก็อ่ะนะ ดูแล้วพ่อเขาไม่ค่อยจะโรแมนติกเท่าไร แต่ก็ไม่ทำให้แม่ต้องเสียดายเวลา 30 ปี ที่เราได้รักกันเลย"

"ส่วนเจนเองน่ะ ถ้าถึงเวลาต้องตัดสินใจก็ต้องทำ อย่าลังเล หรือคิดจะถนอมน้ำใจทุกฝ่ายเลย ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีแค่คนเดียวที่สมหวังเท่านั้น ที่สำคัญ เราคิดว่าเราเองก็มีดีพอสำหรับคนที่จะเขามาหรือเปล่า ดีพอที่เขาจะทุ่มเททุกอย่างให้เราหรือเปล่า หรือแค่ว่าเราเองก็เหมือนๆ สาวๆ คนอื่นๆ ของเขาเหมือนกัน"
********************************************************************

คืนวันวาเลนไทน์นี้ เจนนอนหลับอย่างสบายใจ ความรู้สึกหดหู่ที่ต้องเดียวดายในวันเทศกาลต่างๆ แม้ไม่อาจหายไป แต่ก็บรรเทาลง พรุ่งนี้ สิ่งที่เธอจะต้องทำแต่เช้าก็คือการโทรไปหาใครคนหนึ่งในสี่คนนั้น

December 22, 2009

มองมุมเหม่ง > คับที่อยู่ได้ คับใจก็ไม่ต้องอยู่ (The Best Place to Work)

คับที่พออยู่ได้
อึดอัดใจก็ไม่อยากอยู่
หยั่งรู้ด้วยตัวเอง
******************
ในวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการกับเพื่อนร่วมงาน ใครบางคนเปรยขึ้นมาถึงผลการสำรวจของนิตยสาร Fortune ที่ทำร่วมกับ สถาบันจัดอันดับสถานที่น่าทำงาน (The Great Places to Work Institute - คนก่อตั้งเข้าใจคิดนะ อยู่ดีๆ ก็ลุกมาหาเรื่องจับบริษัทชาวบ้านมาเทียบกัน แถมได้เงินและกล่องอีก) ถึงข่าวที่นำเสนอบริษัท 100 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่น่าทำงานด้วย โดยใช้ผลการสำรวจจากแบบสอบถาม ซึ่งจะถามเกี่ยวกับนโยบายด้านบุคลากร ค่าจ้างและสวัสดิการ และคำถามแบบเปิดในเรื่องปรัชญา การสื่อสาร และหัวข้ออื่นๆ ประกอบกัน

ผลดีอย่างหนึ่ง นอกเหนือไปจากภาพลักษณ์ (และโอกาสที่แต่ละบริษัท จะหาเรื่องออกข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อบลัฟชาวบ้านแล้ว) การสำรวจนี้ น่าจะใช้เป็นกระจกให้แต่ละบริษัทได้ "ส่อง" ดูตัวเองบ้างว่า เรามีการจัดการบริหารได้เหมือนหรือแตกต่างกับบริษัทอื่นๆ อย่างไรบ้าง อะไรจะเป็นปัจจัยให้พนักงานรู้สึก "ดี" และอยากที่จะ "ทุ่มเท" ให้กับเรายิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งต้องดูให้ดีนะครับ ว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ จำเป็นหรือเปล่า ไม่ใช่ว่า เห็นช้างขี้แล้วต้องขี้ตามช้าง

อีกประเด็นที่ผมยังไม่เห็นในรายงานพวกนี้ คือเรื่องของการตอบโจทย์ทางธุรกิจ ว่าหลังจากดำเนินมาตรการต่างๆ นี้แล้ว บริษัทเหล่านี้มีผลกำไรมาก น้อยแค่ไหน หรือมีอัตราหมุนเวียนพนักงานเข้า-ออกเป็นอย่างไร แล้วคนที่ลาออกจากบริษัทเหล่านี้นั้น มีสาเหตุจากอะไร ฯลฯ ภาพเหล่านี้ไม่ฉายให้เห็น ไม่วิเคราะห์ให้ดี ก็จะพาลหลงทางกันไปได้ครับ

ซึ่งถ้าอ่านกันลึกๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญ และไม่ยากในการปฏิบัติคือ
- การรับฟังพนักงาน ให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ได้มีส่วนร่วม ในการที่จะกำหนดความเป็นไปของบริษัทร่วมกัน
- ให้ความยุติธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ คนทำถูกได้รางวัล คนทำผิดต้องรับโทษตามที่ตกลงกันไว้
- เห็นพนักงานเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร มีการกำหนดสวัสดิการที่เหมาะสม คิดถึงพนักงานในมุมอื่นๆ เช่น เรื่องสุขภาพ การพักผ่อน

ส่วนเรื่องการจูงใจแบบอื่นๆ นั้น ผมว่าเป็นลูกเล่นที่จะกำหนดกันขึ้นมามากกว่า แต่ก็น่าสนใจดี

บริษัทที่พนักงานอยาก "อยู่" ด้วยกันนานๆ นั้น บางทีก็ขึ้นกับเหตุผลของแต่ละคน พนักงานต้องรู้ว่า ตนเองเข้ามาในบริษัทนี้ต้องการอะไร ที่สามารถตอบความต้องการของเขาได้ เช่น ใกล้บ้าน งานท้าทาย เงินเดือนดี อบอุ่น มีสาวๆ (หรือหนุ่มๆ) เยอะ ภาพลักษณ์ดี เป็นที่รู้จัก ฯลฯ ถ้าผู้บริหารมัวแต่จะเอาใจทุกๆ คน คงจะบ้าตายกันไปก่อน

เหล่านี้ทำให้ "บริษัทที่น่าอยู่ด้วย" ของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกครับ

นอกจากนั้นแล้ว คนที่เข้ามาใหม่ ก็ต้องมีส่วนร่วมในการทำให้ "น่าอยู่" ด้วยเช่นกัน ถ้าสักแต่ว่าเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ตัวเองอย่างเดียว สุดท้ายมันก็อาจจะ "ไม่น่าอยู่" สำหรับคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

December 21, 2009

มองมุมเหม่ง > อยากใกล้แต่ต้องไกล (Far but Close at Heart)

อยากให้เธออยู่ใกล้
ได้ดั่งใจแต่ไม่ได้การ
พาลให้เธอลำบาก
*************

หลายปีที่ผ่านมา ช่วงใกล้ปีใหม่ผมมักจะมีนัดไป "พักร้อน" ในโรงพยาบาลต่างๆ เป็นประจำ ที่จริงไม่ได้เป็นธรรมเนียมเหมือนตรุษจีน หรือเช็งเม้ง หรือเพราะนัดพยาบาลที่ไหน แต่เพราะหักโหมร่างกายในงานปาร์ตี้กินดื่มจนเกินปกติ เขียนแสดงตัวอย่างนี้ก็ไม่อยากให้ใครเอาเยี่ยงอย่างนะครับ เดินกันทางสาย "พอดี" เป็นดีที่สุด

เวลาที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อนั้น ก็เป็นช่วงทั้งดีทั้งแย่ ที่แย่นอกเหนือไปจากความเจ็บป่วยที่ได้รับ คือ งานต่างๆ ที่ยังไม่เสร็จ ก็จะยังไม่เสร็จต่อไป ทำให้เราป่วยได้อย่างไม่สบายใจ ไม่รวมกับรายจ่ายค่าพยาบาลที่นับวันจะไม่อนุญาตให้เราอ่อนแอได้บ่อยๆ แล้ว

ข้อดีที่เห็นชัดคือ มีเวลาพักได้เต็มที่ ได้หยุดคิดทบทวนกิจกรรมดี กิจกรรมเลวต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะบอกตัวเองไม่ให้ทำมันอีกครั้ง

ข้อดีอีกอย่างคือ ได้มีคนที่ "รัก" เรา "ห่วงใย" เรามาเยี่ยมเยียนให้เรารู้สึกไม่เดียวดายและว่างเปล่าเกินไปนัก ครั้งหนึ่งที่ผมป่วยหนัก เพื่อนๆ มาหากันโดยไม่ได้นัดหมาย ทำให้วันนั้นกลายเป็นงานเลี้ยงรุ่นย่อยๆ ไปเลยทีเดียว

แต่ประเด็นที่ต้องคิดถึงคือ คนป่วยก็อยากให้คนที่รักมาเยี่ยม แต่คนที่มาเยี่ยม แม้ว่าจะมาด้วยใจ ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาเองก็มีความเสี่ยงที่จะติดโรคจากเรา หรือคิดโรคอื่นๆ จากโรงพยาบาล ซึ่งว่ากันตรงๆ แล้วเป็นที่รวมสรรพโรคเลยทีเดียว

ก็น่าลำบากใจไม่น้อยนะครับ ที่บางครั้งเราต้อง "จำใจ" ให้คนที่รักเราอยู่ไกลๆ เราดีกว่า

ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่อาจจะเป็นหรือลงเอยอย่างนี้ ก็มองกันให้เข้าใจ ใช้เทคโนโลยีเขามาสื่อสารกัน คงช่วยบรรเทากันได้บ้าง

หายดีแล้ว ก็กลับมา "รัก" กันเหมือนเดิมนะครับ

December 13, 2009

มองมุมเหม่ง > คนที่เหมือนกับเรา (Whom We Are Looking For??)

เสาะหาตั้งตารอ
แค่ขอมีที่ใจตรงกัน
เพียงพอเท่านั้นหรือ??
**************************

บางทฏษฏีของความรักเคยบอกว่า "เรามักมองหาคนที่เหมือนกับเรา" ทั้งในแง่การคบหาหรือคนรัก ซึ่งผมเองก็เคยเชื่อในเรื่องนี้เหมือนกัน คิดไปเองว่า การได้เจอคนที่เหมือนกับเรา คิดคล้ายๆ กัน มีรสนิยมเหมือนๆ กัน น่าจะเป็นสิ่งที่ดี คุยกันรู้เรื่องไม่ต้องปวดหัวมาก
ถึงกับเพ้อไปว่า ถ้าการโคลนนิ่งแพร่หลายและมีราคาถูกกว่านี้ อาจจะไปโคลนตัวเองเอาไว้มาช่วยทำงานสักหน่อย แล้วตัวต้นแบบอย่างเราก็หลบไปพักซะบ้าง เหมือนกับที่ฮอลลีวูดเคยฝันมาเป็นหนังหลายๆ เรื่อง เช่นจับ ไมเคิล คีตัน (แบทแมนภาค 1) มาวุ่นวายกับตัวเองแบบขำๆ ในเรื่อง Multiplicity หรือเอาซีเรียสหน่อยก็น้าอาร์โนลด์ที่โดนก็อปปี้ตัวเองในเรื่อง The 6th Day เป็นต้น
แต่ไม่นานนี้ คนสนิทของผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยอีกครั้ง ว่าถ้าหากมีคนที่เหมือนเราจริงๆ แล้ว เรายังจะแฮปปี้ดีใจไอเลิฟยู อย่างที่ว่ามาหรือไม่
มองในมุมแรก เราทั้งสองคนอาจจะมีความคิดที่คล้ายๆ กัน ถ้าหากมันเป็นความคิดที่ดีที่นำไปสู่ความสำเร็จก็คงไม่เท่าไร แต่ถ้าเป็นในทางกลับกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นดี เห็นงามกับสิ่งที่ไม่เข้าท่า ก็พลันจะพาเข้ารกเข้าพงจนหาทางออกกันไม่ได้ นี่ประการหนึ่ง
ถัดมาคงเป็นเรื่องนิสัยที่ไม่ดีที่เราต่างก็มีกันทุกคน ถ้าแค่คนเดียว คนรอบข้างก็เหนื่อยกันแล้ว ดันมาจับคู่คูณสองกันเป็นแฝดนรกก็คงดูไม่จืดเป็นแน่
สุดท้ายคงเป็นเรื่องของพัฒนาการ ที่ถ้าหากมีแต่สิ่งที่เหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างที่จะคอยสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ก็คงต้องถอยหลังลงคลองรอวันดับอย่างแน่นอน รวมไปถึงความน่าเบื่ออย่างสุดๆ ด้วย
ดังนั้น ถ้าจะมองหา คนที่เหมือนเรา จริงๆ ก็ควรให้พอประมาณ มีส่วนคล้ายในหลักใหญ่ให้ชื่นใจไปกันได้ แต่ก็ยอมรับในความแตกต่างของอีกฝ่าย มองในมุมของการสร้างสรรไม่ใช่เน้นความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว
ชีวิตคู่ก็คงมีอะไรชื่นใจอีกเยอะ